
อธิบดีกรมทางหลวงชนบทประเมินต้นทุนงานก่อสร้างแพงขึ้น 30% จากผลกระทบน้ำมันแพง ยอมรับเอกชนต้องควักเนื้อจ่ายค่า K ไปก่อน ชี้รัฐจะชดเชยเมื่อมีการส่งมอบงานแต่ละงวด ด้านนายกฯรับเหมาจี้ นายกฯอนุทิน 4 ข้อ เร่งช่วยเหลือ ได้แก่ หาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้ในการก่อสร้าง, ชดเชยราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้ในการก่อสร้าง, ขยายอายุสัญญาโครงการก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบ และปรับสูตรจ่ายค่า K
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 5 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรณีราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มีผลกระทบต่องานก่อสร้างต่างๆ อย่างมาก ซึ่งสัญญาก่อสร้างจะมีสูตรปรับราคาค่างานก่อสร้าง (ค่า K) ช่วยผู้รับจ้างอยู่แล้ว แต่ที่กังวลคือไม่รู้ว่าราคาน้ำมันจะปรับสูงขึ้นต่อไปอีกนานแค่ไหน และจะไปอยู่ที่ราคาเท่าไร ซึ่งหากถึงจุดที่สูงมากๆ รัฐเองก็ต้องพิจารณามาตรการเพิ่มเติม ส่วนโครงการของคมนาคมที่ยังไม่ได้ประมูล หรืออยู่ในขั้นตอนเตรียมประมูล คงต้องพิจารณาให้เหมาะสม เช่น ปรับราคากลางตามต้นทุน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนเพราะยังพอมีเวลา
@อธิบดีทช.คาดต้นทุนก่อสร้างถีบตัวสูงขึ้น 30%
ด้านนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการดำเนินงานของผู้รับเหมา ซึ่งจากวันที่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นมาราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่สูงกว่า 40 บาทต่อลิตรนั้นสูงกว่าเดิมประมาณ 25-30% ประเมินได้ว่าต้นทุนรับเหมาปรับขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% เพราะยังมีค่าวัสดุก่อสร้างราคา "อิฐ หิน ปูน ทราย" ต่างๆ ที่เตรียมปรับขึ้นตามราคาน้ำมันด้วย และมีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันน่าจะปรับเพิ่มขึ้นอีก และยังจะเป็นแรงกดดันการทำงานของผู้รับเหมาต่อไป
ทช.ได้ติดตามงานของผู้รับจ้างที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างทุกสัญญา โดยพบว่า ช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาปัญหาน้ำมัน กระทบต่อการก่อสร้างงาน เนื่องจากปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการของไซต์ก่อสร้างต่างๆ ทำให้การเดินเครื่องจักรในการก่อสร้างไม่ได้เต็มประสิทธิภาพที่กำหนด และทำให้กระทบต่อการทำงานที่ต้องใช้ระยะเวลาเพิ่มมากขึ้น
ทช.ได้ทำหนังสือแจ้งผู้รับจ้างถึงมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้น โดยให้เลื่อนวันส่งมอบงาน และการตรวจรับงานในช่วงนี้ออกไปได้ โดยมีการยกเว้นค่าปรับ กรณีสัญญาครบกำหนดแล้วแต่ประสบปัญหาด้านน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ ทำให้การทำงานไม่เป็นไปตามแผนงาน ผู้รับจ้างสามารถส่งงานได้ช้ากว่ากำหนด
“น้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญของงานก่อสร้าง เมื่อมีปัญหาน้ำมันแพงและปริมาณไม่เพียงพอ ทำให้การทำงานของผู้รับเหมาไม่ได้ตามแผน ผลงานจึงล่าช้าไปด้วย หลักการของ ทช.คือต้องการให้ผู้รับจ้างทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เกิดการหยุดงาน จึงขยายเวลาส่งมอบงานออกไป และยกเว้นค่าปรับด้วยเพื่อช่วยให้บริษัทยังทำธุรกิจต่อไปได้” อธิบดีกรมทางหลวงชนบทกล่าว
@ผู้รับเหมาหาเงินมาจ่ายค่า K ไปก่อน
ส่วนค่า K นั้นคิดจากดัชนีด้านน้ำมัน ค่าวัสดุก่อสร้าง หากราคาเพิ่มสูงขึ้น โดยจะชดเชยเมื่อมีการส่งมอบงานแต่ละงวด ดังนั้นช่วงที่ยังไม่ได้ส่งมอบงาน ผู้รับเหมาจะต้องมีเงินสดสำรองที่เพียงพอสำหรับซื้อน้ำมัน ซื้อค่าวัสดุก่อสร้าง ในราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิมไปก่อน คือหากไม่มีเงินก็ต้องหาเงินมาจ่ายไปก่อน รายที่มี Cash Flow เพียงพอก็ไม่มีปัญหา แต่ผู้รับเหมาที่ไม่มี Cash Flow อาจมีปัญหาการเงินและขาดสภาพคล่องได้
อธิบดีกรมทางหลวงชนบทกล่าวว่า ทช.ต้องการให้คู่สัญญาสามารถทำงานต่อไป เพราะหากธุรกิจมีปัญหาจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ เพราะยังมีคนงานลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบไปด้วย ขณะที่เป้าหมายสูงสุดของ ทช.คือดำเนินการก่อสร้างโครงการรัฐให้แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ ส่วนจะล่าช้าออกไปบ้างก็ไม่เสียหาย โครงการเสร็จ ผู้รับจ้างอยู่รอด วงจรเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างยังไปต่อได้ ดังนั้น ทำงานได้แค่ไหน ส่งงานได้แค่ไหน ตอนนี้ให้ทำไปก่อน
สำหรับงานก่อสร้างในปีงบประมาณ 2569 ทช.ได้เปิดประมูลหมดแล้ว รอสรุปผลและลงนามสัญญาอีกบางส่วน ซึ่งคาดว่าจะลงนามสัญญาได้ครบภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2569 ส่วนงบประมาณปี 2570 ทช.ได้ทำแผนงานและกรอบวงเงินเสนอไปแล้ว แต่เนื่องจาก ครม.ยังไม่พิจารณาอนุมัติ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไปก่อน ซึ่งคาดว่า ก่อนเสนอ ครม.ชุดใหม่พิจารณา มีความเป็นไปได้ที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขกรอบงบประมาณปี 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรณีมีการปรับลดกรอบงบประมาณลง หรือกรณีต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มตามราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้าง แนวทางการดำเนินงานโครงการจะพิจารณาปรับปรุงลดเนื้องานลงให้เหมาะสมกับวงเงินที่ได้รับจัดสรร ในภาพรวมไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งมากนัก

พิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.)
@2 กรมถนนมีโครงการก่อสร้างปี 69 รวม 9,658 สัญญา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปี 2569 กรมทางหลวงมีโครงการก่อสร้างที่ดำเนินการในระหว่างปี 2569 อยู่ 2 ส่วน ประกอบด้วย
1. งานก่อสร้างปีเดียว มีจำนวน 4,300 สัญญา คิดเป็นมูลค่ารวม 48,600 ล้านบาท
2. งานก่อสร้างโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ รวม 358 โครงการ โดยอยู่ระหว่างก่อสร้าง จำนวน 247 โครงการ มูลค่าสัญญารวมประมาณ 182,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน 111 โครงการ วงเงินงบประมาณ 80,000 ล้านบาท
ด้านกรมทางหลวงชนบทมีงานก่อสร้าง ซ่อมบำรุง กว่า 5,000 สัญญา ราคาเฉลี่ยต่อสัญญาตั้งแต่ 10-1,000 ล้านบาท กระจายทั่วประเทศ
จากการสำรวจงานมีโครงการของกรมทางหลวงชนบทที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวนทั้งหมด 1,791 โครงการ งบประมาณรวม 33,673.64 ล้านบาท โดยได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
1. กลุ่มได้รับผลกระทบมาก จำนวน 1,191 โครงการ งบประมาณ 28,191.31 ล้านบาท หรือ 66.5%
2. กลุ่มได้รับผลกระทบบางส่วน จำนวน 367 โครงการ งบประมาณ 3,817.31 ล้านบาท หรือ 20.5%
3. กลุ่มไม่ได้รับผลกระทบ จำนวน 233 โครงการ งบประมาณ 1,655.02 ล้านบาท หรือ 13.0%
@สมาคมรับเหมา ชง 4 ข้อเสนอถึง ‘อนุทิน’ เร่งช่วยเหลือ
ด้านนางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้ทำหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรื่องข้อเสนอมาตรการในการแก้ปัญหาราคาน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ยังขอให้เร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการก่อสร้างไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ ทำให้เกิดภาวะชะงักงันในการทำงาน จากการขาดสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากต้นทุนพลังงานและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินงาน
ขณะที่สัญญาก่อสร้างจำนวนมากเป็นสัญญาที่มีราคาคงที่ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ในระยะสั้น อาจนำไปสู่การชะลอการดำเนินงานของโครงการก่อสร้าง ตลอดจนความเสี่ยงต่อการละทิ้งงาน การเลิกจ้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการจ้างงานในภาคก่อสร้าง การดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และเสถียรภาพของระบบ เศรษฐกิจโดยรวม
สมาคมฯ จึงขอเสนอแนวทางแก้ไข 4 ข้อ และขอให้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแก้ไขปัญหา และบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบธุรกิจ ของผู้ประกอบการก่อสร้าง ที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบหลัก ได้แก่
1. จัดหาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้ในการก่อสร้าง รวมถึงช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการ เช่น ออกคำสั่งให้สามารถเติมน้ำมันลงถังเพื่อใช้สำหรับเติมเครื่องจักรได้ตามปกติ
2. พิจารณาชดเชยราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้ในการก่อสร้าง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง, น้ำมันดีเซล, น้ำมันเตา, ยาง A/C เป็นต้น โดยกำหนดให้ใช้มาตรการชดเชยราคาน้ำมัน หรือใช้กลไกกองทุน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ทั้งนี้ต้องกำหนดมาตรการชดเชยราคาน้ำมันที่ครอบคลุมทั้งราคาขายปลีก และราคาขายส่งอย่างเท่าเทียม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันทุกภาคส่วน
3. พิจารณาขยายอายุสัญญาโครงการก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ โครงการก่อสร้างขนาดเล็ก เช่น งานซ่อมบำรุงทางที่มีสัญญาน้อยกว่า 180 วัน ขอสงวนสิทธิ์หยุดงาน 100 วัน โดยที่มีสิทธิ์งดเว้นค่าปรับได้, โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ยังมีนิติสัมพันธ์อยู่ ให้สามารถยายอายุสัญญาการก่อสร้าง โดยที่มีสิทธิ์งดเว้นค่าปรับได้
4. พิจารณาปรับปรุงสูตรปรับราคาค่างานก่อสร้าง (ค่า K) โดยเปลี่ยนดัชนีราคาน้ำมันและราคาผลิตภัณฑ์ปีโตรเลือมที่ใช้อ้างอิงในสูตร จากการใช้ราคานั้นขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันตามที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ มาเป็นราคาน้ำมันขายหน้าคลัง หรือราคาขายส่งมาใช้อ้างอิงแทน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของอุตสาหกรรมก่อสร้าง

ลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา