
เปิดข้อเสนอแนะ ‘ป.ป.ช. ’เสนอ 5 แนวทางป้องกัน-แก้ปัญหา ‘ธุรกิจนำเที่ยว’ แนะเพิ่มกลไกการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวฯให้ ‘เข้มงวด-รัดกุม’ พร้อมกำกับ-ตรวจสอบโครงสร้างราคา ‘แพ็กเกจทัวร์’ ไม่ให้มีราคา ‘ต่ำผิดปกติ’ เสนอเร่งรัดตั้ง ‘สภาวิชาชีพมัคคุเทศก์’ แก้ปม ‘มัคคุเทศก์เถื่อน’
............................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของคนต่างด้าว ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอ
พร้อมทั้งมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรมกระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ
โดยให้ กก.สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอ ครม.ต่อไป นั้น (อ่านประกอบ : ครม.รับทราบข้อเสนอแนะ‘ป.ป.ช.’ ชงแนวทางป้องกัน-แก้ปัญหา‘ธุรกิจนำเที่ยว’ผิดกม.คนต่างด้าว)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของคนต่างด้าว ที่ ป.ป.ช. เสนอ ครม. รับทราบ มีรายละเอียด ดังนี้
1.ด้านการแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ของคนต่างด้าว
1.1 รัฐบาลควรมีนโยบายมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ โดยคณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (Nominee) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการดำเนินการตามแผนงานที่กำหนดไว้ ทั้ง 3 ระยะ ได้แก่
แผนระยะสั้น การตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงต่อการใช้นอมินีใน 5 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ (1) ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง (2) ธุรกิจค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ (3) ธุรกิจ e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า (4) ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท (๕) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร (5) ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานในระดับจังหวัด และการเร่งรัดดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
แผนระยะกลาง การพัฒนาระบบ Intelligence Business Analytics System หรือ IBAS ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) โดยบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่าง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมที่ดิน สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อให้สามารถตรวจสอบคัดกรองในเชิงลึกแบบ Targeted Screening และมีความแม่นยำสูง สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยง เชิงโครงสร้างของธุรกิจ
เช่น ความเกี่ยวพันของผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน ลักษณะการจดทะเบียนหลายบริษัทในกลุ่มเดียวกัน รวมทั้งตรวจจับความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่อาจเข้าข่ายกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
แผนระยะยาว การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ การกำหนดให้กรณีที่คนไทยให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจหรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในธุรกิจที่อยู่ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 รวมทั้งคนต่างด้าวที่ยอมให้คนไทยกระทำการแทน ตามมาตรา 36 (ความผิดฐานนอมินี)
และกรณีคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 37 เป็นความผิดมูลฐานตามร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ.....เพื่อนำไปสู่การยึด อายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดทั้งคนไทยและคนต่างด้าวให้ตกเป็นของแผ่นดิน
รวมถึงการปรับปรุงบทลงโทษกรณีความผิดเกี่ยวกับนอมินีให้สูงขึ้น เพื่อให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัว เป็นต้น โดยให้ดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมทั้งควรพัฒนามาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามธุรกิจต่างชาติที่ดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
1.2 กระทรวงพาณิชย์ ควรพิจารณาทบทวนแนวปฏิบัติในการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยเฉพาะในประเด็นที่บุคคลสัญชาติไทย ปรากฏชื่อเป็นกรรมการในหลายบริษัทมากเกินปกติวิสัยที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสามารถบริหารกิจการได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นช่องว่างของกฎหมายประการหนึ่งที่ทำให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง นำไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ดังนั้น จึงควรมีการศึกษาปัญหาในลักษณะนี้อย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ซึ่งอย่างน้อยควรต้องมีมาตรการในการควบคุมหรือจำกัดจำนวนการเข้าเป็นกรรมการบริษัทให้ตั้งอยู่บนความสมเหตุสมผล
1.3 กรมการท่องเที่ยว ควรเพิ่มกลไกให้การออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีความเข้มงวดรัดกุมมากขึ้น ดังนี้
(1) ในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวควรมีกระบวนการตรวจสอบย้อนหลังว่า บุคคลสัญชาติไทยที่เป็นเจ้าของกิจการ (รวมถึงผู้เป็นหุ้นส่วน/ผู้ถือหุ้น กรรมการ/ผู้มีอำนาจจัดการ แทนนิติบุคคล) มีศักยภาพเพียงพอที่จะประกอบธุรกิจนำเที่ยวจริงหรือไม่ ซึ่งอาจพิจารณาจากประวัติการศึกษา การประกอบอาชีพ และฐานะทางเศรษฐกิจ
เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และการชำระภาษีเงินได้ประจำปีย้อนหลัง 3 ปี โดยอาจกำหนดให้มีกลไกการคัดกรองผ่านการสัมภาษณ์จากกรมการท่องเที่ยว เป็นต้น ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ให้รวมถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลด้วย
(2) ควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านระบบออนไลน์แบบ Real Time พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือน เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของนิติบุคคลได้อย่างทันท่วงที
(3) ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสถานที่ใช้ประกอบกิจการธุรกิจนำเที่ยว โดยมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่าบริษัทนำเที่ยวต้องมีสถานที่ตั้งจริง มีอุปกรณ์และบุคลากรที่แสดงให้เห็นถึงพร้อมในการดำเนินกิจการ รวมทั้งตรวจสอบประวัติการใช้สถานที่ ว่าเคยเป็นที่ตั้งของกิจการที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรือเคยใช้จดทะเบียนมาแล้วกี่ครั้ง ตลอดจนมีมาตรการสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
@แนะ‘กรมการท่องเที่ยว’กำกับดูแลต้นทุน‘แพ็กเกจทัวร์’
2.ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม กำกับดูแลการประกอบธุรกิจนำเที่ยว
2.1 กรมการท่องเที่ยว ควรกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอัตราค่าบริการนำเที่ยวขั้นต่ำอย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งอย่างเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจนำเที่ยว และป้องกันปัญหาการจัดบริการนำเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพ
รวมทั้งพัฒนาระบบตรวจสอบและวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนของ แพ็กเกจทัวร์ โดยมีการจัดทำฐานข้อมูลต้นทุนมาตรฐาน (ได้แก่ ค่าที่พัก ค่ายานพาหนะ ค่าเข้าชมสถานที่ ท่องเที่ยวต่าง ๆ ค่าจ้างมัคคุเทศก์ ค่าอาหาร และค่าประกันภัยอุบัติเหตุ) เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบ ความเหมาะสมของราคา
นอกจากนี้ ควรจัดทำแบบฟอร์มมาตรฐานซึ่งกำหนดให้บริษัทนำเที่ยวต้องแจ้ง รายละเอียดต้นทุนค่าบริการในด้านต่างๆ อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทั้งนี้ หากพบว่าแพ็กเกจทัวร์ใด มีราคาต่ำผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับต้นทุนมาตรฐาน ให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด
2.2 กรมการท่องเที่ยว ควรพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินงานด้านการกำกับติดตามการดำเนินงานของบริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ รวมถึงการดูแลคุ้มครอง นักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่
(1) ควรพัฒนาระบบใบสั่งงานมัคคุเทศก์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Job Order Online) ให้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก สามารถปรับปรุงข้อมูลได้ตามสถานการณ์ โดยอาจพัฒนาให้รองรับการใช้งาน บนสมาร์ทโฟนแบบ offline สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต
รวมทั้งปรับปรุงระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เปลี่ยนมาใช้ Job Order Online แทนเอกสารกระดาษ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการเพิ่มภาระในการทำงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาทัวร์เถื่อนและมัคคุเทศก์เถื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(2) ควรเปิดให้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท้องที่) และหน่วยงานในพื้นที่ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมทั้ง Job Order ผ่านระบบออนไลน์ แบบ Real Time เพื่อประโยชน์ต่อการบูรณาการข้อมูลในการติดตามกำกับดูแล และคุ้มครองนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง
(3) ควรมีการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งใช้งานได้ง่าย รองรับหลายภาษา และเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลต่างประเทศในประเทศไทย เพื่อใช้ในการติดต่อประสานงาน หรือขอรับความช่วยเหลือระหว่างการเดินทาง
โดยในแอปพลิเคชัน ควรมีระบบรับเรื่องร้องเรียนที่จัดหมวดหมู่ชัดเจน (เช่น ปัญหาการบริการ ไกด์เถื่อน การบังคับซื้อสินค้า หรือ Optional Tour โดยไม่สมัครใจ ฯลฯ) พร้อมทั้งมีระบบติดตามสถานะการดำเนินการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
@เสนอรัฐบาลเร่งรัดจัดตั้ง‘สภาวิชาชีพมัคคุเทศก์’
3) ด้านการเสริมสร้างศักยภาพมัคคุเทศก์ไทย และการแก้ไขปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนต่างชาติ
3.1 รัฐบาลควรมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งรัดผลักดันเรื่องการจัดตั้ง “สภาวิชาชีพมัคคุเทศก์” ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายว่าด้วยมัคคุเทศก์โดยเฉพาะ เพื่อให้มัคคุเทศก์สามารถกำกับดูแลกันเองทั้งในด้านการรับรองคุณวุฒิ การออกใบอนุญาต เพิกถอนใบอนุญาต การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน และจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของมัคคุเทศก์ไทย ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น
ตลอดจนป้องกันมิให้ผู้ที่ไม่ได้รับการรับรองเข้ามาทำงานหรือก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อวิชาชีพของตน อันเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับวิชาชีพและแก้ปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม
3.2 กรมการท่องเที่ยว ควรบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรผู้ประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมโครงการ “มัคคุเทศก์น้อย” เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่นของตน รวมทั้งพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารและการถ่ายทอดความรู้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพในอนาคต และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ในกิจกรรมท่องเที่ยว
3.3 กรมการท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) และกรมการจัดหางาน ควรกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปราม มัคคุเทศก์เถื่อนต่างด้าวอย่างจริงจัง โดยดำเนินการ ดังนี้
(1) กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่ลักลอบ ทำงานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยวโดยผิดกฎหมาย โดยต้องบังคับใช้บทลงโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พร้อมทั้งใช้มาตรการลงโทษ ขั้นสูงสุดตามกฎหมาย รวมถึงขึ้นบัญชีบุคคลต้องห้ามเข้าราชอาณาจักร (Blacklist)
โดยมีการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometric Data) และบันทึกประวัติการกระทำความผิดในระบบทะเบียนประวัติอาชญากร ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ ในการดำเนินคดีทุกกรณีต้องสืบสวนขยายผลไปยังผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ที่จ้างวานหรือสนับสนุนด้วย
(2) สร้างกลไกความร่วมมือกับเครือข่ายมัคคุเทศก์และประชาชนในพื้นที่ในการ เข้ามามีส่วนร่วมสอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแสการกระทำความผิด โดยจัดให้มีระบบรับแจ้งข้อมูลที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมทั้งมีมาตรการจูงใจ เช่น การพิจารณาจ่ายเงินสินบนหรือรางวัลตอบแทนให้แก่ ผู้ที่แจ้งเบาะแส รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมจนสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้จนถึงที่สุด เพื่อเสริมสร้าง ความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย
(3) นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการดำเนินงาน เช่น การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ (CCTV with Facial Recognition) ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ รวมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูล ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในการบันทึกและติดตามประวัติรวมถึงพฤติกรรมของชาวต่างชาติที่ต้องสงสัย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี ได้อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ ให้มีการเปิดเผยข้อมูลสถิติการจับกุมและดำเนินคดีกับชาวต่างชาติ ที่ลักลอบทำงานเป็นมัคคุเทศก์ รวมถึงบริษัทนำเที่ยวที่จ้างวานต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแสดงให้เห็น ถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ รวมทั้งสร้างแรงกดดันทางสังคมให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัว
@จัดทำฐานข้อมูล‘ร้านค้า’ที่เชื่อมโยงทางธุรกิจกับ‘บริษัทนำเที่ยว’
4) ด้านการควบคุมกำกับดูแลร้านค้า สถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทนำเที่ยว
4.1 กรมการท่องเที่ยว ควรจัดทำฐานข้อมูลร้านค้า สถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับบริษัทนำเที่ยว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ภาพรวมของเครือข่าย ธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนเฝ้าระวังการผูกขาดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยคนไทยเป็นนอมินี รวมถึงการเลี่ยงภาษี หรือฟอกเงิน โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและดำเนินการตรวจสอบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
4.2 กรมการท่องเที่ยวควรจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อจัดระเบียบร้านค้าที่ดำเนินธุรกิจร่วมกับบริษัทนำเที่ยว เช่น ร้านจำหน่ายสินค้า/ของที่ระลึก อัญมณี วัตถุมงคล ฯลฯ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานตรวจ คนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ในการลงพื้นที่สุ่มตรวจเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ ควรบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการกำกับดูแลร้านค้าหรือสถานประกอบการที่ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งมีมาตรการป้องกัน การผูกขาดและการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม
4.3 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ควรปรับปรุงพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและ มัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 โดยเพิ่มเติมนิยามของคำว่า “ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว” ซึ่งครอบคลุมถึง ร้านจำหน่ายสินค้า สถานประกอบการ และธุรกิจบริการอื่นๆ ที่ดำเนินงานร่วมกับบริษัทนำเที่ยวในลักษณะ เป็นเครือข่ายหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน
พร้อมทั้งกำหนดบทบัญญัติที่ชัดเจนในการควบคุมกำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจดังกล่าว เพื่อให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามพฤติกรรม เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวได้อย่างครอบคลุมและครบวงจร สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจท่องเที่ยวในปัจจุบัน
5.ด้านการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในป้องกันและปราบปรามการทุจริต
สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. ควรดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้ ภาคประชาชนและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง และตรวจสอบการทุจริต โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติกรรมปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือมีการเรียกรับสินบนจากผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย เพื่อแลกกับการคุ้มครองหรืออำนวย ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ
โดยจัดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแสการทุจริตที่เข้าถึงได้ง่าย และปลอดภัย เช่น สายด่วน แอปพลิเคชัน หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียนประจำพื้นที่ รวมทั้งมีกลไกการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานผลการขับเคลื่อนการดำเนินการตาม ข้อเสนอแนะฯ เสนอต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นประจำทุกปีด้วย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา