
‘ธปท.’ แจงหลักเกณฑ์-เงื่อนไขควบคุม ‘กัลฟ์’ ถือหุ้น ‘KBank’ เกิน 5% พร้อมระบุไม่มีนโยบายผ่อนปรนให้ถือหุ้น ‘ข้ามเส้น’ 10% ได้ เหตุ ‘กฎหมาย’ มีการกำหนด 'เหตุจำเป็นเฉพาะ' เอาไว้
.......................................
จากกรณีที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่า กรณีบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) เข้าไปถือหุ้นในธนาคารกสิกรไทย (KBank) ยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องขออนุญาตฯจาก ธปท. เนื่องจากหลักเกณฑ์การคำนวณการถือหุ้นของ ธปท. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีความแตกต่างกัน ทำให้ขณะนี้ บริษัท กัลฟ์ฯ ถือหุ้นในธนาคารกสิกรไทยไม่ถึง 10% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด นั้น
เมื่อวันที่ 17 ก.พ. นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวเพิ่มเติมในกรณีนี้ ว่า หลักเกณฑ์เรื่องการเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เกิน 10% ในสถาบันการเงิน นั้น ธปท.ใช้มาตั้งแต่ปี 2551 แล้ว ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.สถาบันการเงินฯ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งนำมาบังคับใช้แต่อย่างใด ในขณะที่หลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ธปท. และ ก.ล.ต. นั้น มีความแตกต่างกันเล็กน้อย
“ในส่วนของ ก.ล.ต. การให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายงานข้อมูล ก็เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการลงทุนในตลาดทุน เพราะมีนักลงทุนรายอื่นๆในตลาดด้วย แต่ในส่วนของแบงก์ชาติ เกณฑ์เรื่องนี้ เรานำมาใช้กำกับดูแลสถาบันการเงิน และยังมีความเกี่ยวพันกับเกณฑ์อื่นๆด้วย ซึ่งถ้าดูตามเกณฑ์การคำนวณการถือหุ้นของ ก.ล.ต. แล้ว ก.ล.ต. จะไม่นับรวม Treasury Stock หรือหุ้นที่ธนาคารซื้อกลับมา
ต่างจากเกณฑ์ของแบงก์ชาติ ที่เรานับรวม Treasury Stock ด้วย เหตุผลเป็นเพราะว่า ในมุมของแบงก์ชาติ การซื้อหุ้นคืนกลับมาผ่าน Treasury Stock ของแบงก์นั้น เป็นการระงับสิทธิของการลงคะแนนเพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งในระยะต่อไป ก็เป็นไปได้ว่าแบงก์จะนำหุ้นส่วนนี้ขายคืนในตลาดก็ได้ หรือนำไปลดทุนก็ได้ จากความไม่แน่นอนในส่วนนี้ และก็เป็นอำนาจการตัดสินใจของแบงก์ จึงเป็นความไม่แน่นอนระยะสั้น ดังนั้น ถ้าเราไม่เอา Treasury Stock ไปรวมอยู่ในการนับ ก็จะไปกระทบสิทธิในระยะยาวได้” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวต่อว่า หลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลผู้ถือหุ้นใหญ่ในสถาบันการเงิน นั้น ธปท.ไม่ได้ดูเฉพาะตัวเลขเท่านั้น แต่ยังมีหลักเกณฑ์อื่นๆอีกที่เป็นสาระสำคัญ และเกี่ยวพันการถือหุ้นในสัดส่วนตั้งแต่ 5% ขึ้นไป หรือเกิน 5% ขึ้นไปด้วย ซึ่งถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว เช่น กรณี บริษัท กัลฟ์ฯ ที่มีการถือหุ้นในธนาคารกสิกรไทยเกิน 5% ไปก่อนหน้านี้ ตามหลักเกณฑ์ต้องมีการรายงานให้แบงก์ชาติว่า ถือหุ้นเกิน 5% แล้ว
“การถือหุ้นเกิน 5% ขึ้นไป ตามเกณฑ์ของแบงก์ชาติ ต้องมีการรายงานกับแบงก์ชาติว่า ท่านถือหุ้นเกิน 5% และเมื่อถือแล้ว แบงก์ชาติก็มีการกำกับเชิงรุก โดยเราจะให้ผู้ถือหุ้นรายนั้น ชี้แจงแบงก์ชาติว่า ท่านมีวัตถุประสงค์ในการเข้ามาถือหุ้นอย่างไร ท่านลงทุนไปเพื่ออะไร หรืออย่างไร รวมทั้งต้องมีแผนการซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นรายนั้นๆ ด้วยว่า ท่านมีแผนจะเพิ่มหรือจะลดสัดส่วนอย่างไรในอนาคต
แล้วจะมีการติดตามดูด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อที่ว่าเราจะได้เข้าใจซึ่งกันและกัน เราจะได้เข้าใจนักลงทุนว่า เจตนารมณ์ที่เขาเข้ามาถือหุ้นแบงก์ คือ อะไร และแบงก์ชาติก็จะเน้นย้ำความคาดหวังของเราด้วย รวมถึงสื่อสารให้ผู้ถือหุ้นทราบเงื่อนไขด้วย เพราะการที่เขาเข้ามาถือหุ้นมีเกณฑ์กำกับดูแลอื่นๆที่กระทบสิทธิของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ถ้าท่านเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เกิน 5% ท่านจะทำธุรกรรมอะไรกับสถาบันการเงิน เช่น จะกู้เงินเพิ่มเท่าไหร่ก็ตาม การพิจารณาต้องผ่านการอนุมัติเป็นเอกฉันท์โดยบอร์ด อันนี้เป็นเงื่อนไขที่ผู้ถือหุ้นรายนั้นๆ ต้องรับ
นอกจากการทำธุรกรรมต่างๆกับสถาบันการเงิน ซึ่งต้องขออนุมัติจากบอร์ดแบบเป็นเอกฉันท์แล้ว เรายังห้ามไม่ให้สถาบันการเงินนั้นๆ ปล่อยสินเชื่อเกิน 5% ของเงินกองทุน หรือไม่เกิน 25% ของหนี้สินรวมทั้งหมดของผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั้นๆ แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะต่ำกว่า และอันนี้จะดูไปถึงความสัมพันธ์กับบริษัทที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ถ้าท่านไปถือหุ้นอะไรจนมีอำนาจควบคุม เหล่านี้ก็นับรวมอยู่ในการเข้าไปมีสัมพันธ์นิติกรรมต่างๆ จะเห็นว่าเกณฑ์กำกับมันเข้มข้นมาก
นอกจากนี้ ยังมีเกณฑ์อีกว่า หากท่านไปทำธุรกรรมในวงเงินตามเกณฑ์ที่กำหนด กับผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายใดๆ ก็ตาม สถาบันการเงินมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลว่า เวลาที่เข้าไปดูการพิจารณาต่างๆ ต้องดูด้วยว่าเงื่อนไขการทำธุรกรรมจะต้องไม่ได้แตกต่างจากการพิจารณาบุคคลทั่วไป จะใช้สิทธิประโยชน์มากกว่าลูกหนี้รายอื่นไม่ได้ คือ ต้องมีระยะห่าง จะไปกำหนดเงื่อนไขพิเศษ หรือกำหนดอะไรที่ดีกว่าเป็นพิเศษ หรือเป็นผิดปกติวิสัยการทางธุรกิจนั้น ไม่ได้
อีกทั้งยังต้องมีกระบวนการป้องกันผลประโยชน์ขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ จะต้องดูให้รัดกุม และประเมินเสมือนเป็นลูกค้าทั่วไป หลักเกณฑ์เหล่านี้บังคับใช้ตั้งแต่เกิน 5% ไม่ต้องรอจนใกล้ 10% เลย” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่จะมีการถือหุ้นในสถาบันการเงินเกิน 10% นั้น ก่อนที่จะไปลงทุนเกิน 10% ผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั้นๆ จะต้องมาขออนุญาตแบงก์ชาติก่อน ไม่ใช่ไปลงทุนแล้วค่อยมารายงาน อย่างนี้ไม่ได้ ซึ่งตั้งแต่มีการถือหุ้นเกิน 5% แบงก์ชาติได้มีการติดตามอยู่แล้ว และได้มีการสื่อสารให้ท่านรู้ว่า ท่านจะต้องไม่ข้ามเส้น 10% ก่อนที่จะมาขออนุญาตที่แบงก์ชาติ อย่างไรก็ดี หากจะมาขออนุญาตฯถือหุ้นเกิน 10% โดยกฎหมายแล้ว แบงก์ชาติไม่มีนโยบายผ่อนปรนในส่วนนี้ให้ได้
“ถ้าจะมาแบงก์ชาติ กฎหมายแบงก์ชาติไม่มีนโยบายจะผ่อนผันส่วนนี้ให้ได้ เพราะกฎหมายระบุชัดเจนว่า การที่เราจะผ่อนผันการถือหุ้นในสถาบันการเงิน 10% ได้ ต้องมีกรณีเหตุจำเป็นเฉพาะว่า ต้องไปเพิ่มความมั่นคงของสถาบันการเงินแห่งนั้นๆ ซึ่งตอนนี้ภาพเศรษฐกิจก็เข้มแข็ง จึงไม่ได้มีเหตุอะไร หรือเมื่อเข้าไปแล้ว ต้องทำให้ระบบสถาบันการเงินมีเสถียรภาพ แต่ก็มีกรณีที่เรายกเว้นให้ ซึ่งก็คือ กรณีเป็นหน่วยงานรัฐที่เข้ามาถือหุ้นแบบ passive investor คือ รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลเท่านั้น ไม่ได้มามีอำนาจเกี่ยวข้องกับการควบคุม
ส่วนเรื่องกรรมการ เรื่องนี้เราถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ เพราะการบริหารความเสี่ยงที่ดี และความมั่นคง ก็คือเรื่องธรรมาภิบาล ถ้าเราจำได้ วิกฤตทุกๆครั้ง และในหลายๆประเทศ เกิดจากวิกฤตของธรรมาภิบาลที่ไม่ดี หรือ CG ที่แย่ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องหัวใจ ซึ่งตามเกณฑ์ของเรา เรามีเกณฑ์เรื่อง Fit and Proper ที่เข้มข้น ดังนั้น กรรมการบริหารธนาคารแต่ละแห่ง รวมถึงฝ่ายจัดการที่มีอำนาจ หรือใครก็ตามที่มีอำนาจสั่งการ
ก่อนการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารจะต้องส่งคำขอมาที่แบงก์ชาติ แล้วแบงก์ชาติจะพิจารณาคุณสมบัติ ท่านต้องมีความสมคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะเป็นกรรมการ ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม มีการตรวจเข้มงวด แม้กระทั่งกรรมการหรือใครที่คิดว่าจะมาเป็นตัวแทน ก็ต้องดูเรื่อง conflict of interest ด้วย เช่น เมื่อถึงวาระการประชุม ถ้าหากเรื่องใดก็ตาม ที่ตนเองคิดว่าอาจจะมี conflict of interest หรือผลประโยชน์ขัดแย้งใดๆก็ตาม ก็ต้องประกาศให้กรรมการท่านอื่นทราบ และไม่เข้าร่วมการประชุมในวาระนั้นๆด้วย” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวด้วยว่า หลักเกณฑ์ในกำกับดูแลสถาบันการเงินดังกล่าว จะใช้บังคับกับธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ด้วย และกรณีที่ GULF เข้าไปถือหุ้นในธนาคารกสิกรไทย ต้องแยกออกจากกรณี Virtual Bank แต่ก็ต้องดูว่าแบงก์ทั้ง 2 แห่งมีความสัมพันธ์กันหรือไม่
อ่านประกอบ :
เกณฑ์คำนวณแตกต่างกัน! ธปท.แจง GULF ถือหุ้น‘กสิกรไทย’ไม่ถึง 10% ไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาตฯ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา