
‘ธนาคารโลก’ ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.6% หลังแรงหนุน ‘ส่งออก’ ลดลง ‘หนี้ครัวเรือน’สูง-สินเชื่อ ‘ตึงตัว’ ถ่วงอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่ ‘ภาคท่องเที่ยว’ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แนะไทยปรับฐานทางการคลัง ‘ลดการขาดดุล-มุ่งลงทุนภาครัฐ-คุ้มครองทางสังคมแบบมุ่งเป้า’ ขยายฐานรายได้ ฟื้นฟู ‘พื้นที่ทางการคลัง’
..............................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา ธนาคารโลก (World Bank) เผยแพร่รายงาน February 2026: Thailand Economic Monitor โดยระบุว่า เมื่อมองไปข้างหน้า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะใกล้ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ก่อนจะค่อยๆ ปรับดีขึ้นในระยะปานกลาง โดยคาดว่าอัตราการเติบโตของ GDP จะชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6% ในปี 2569
สะท้อนการคลี่คลายของแรงหนุนจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าในปี 2568 ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลกที่ยังคงอยู่ และแรงกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงควบคู่กับภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว ซึ่งยังคงถ่วงอุปสงค์ภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นเล็กน้อยในปี 2570 มาอยู่ที่ประมาณ 2.2% จากสภาพเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพมากขึ้น การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัว และโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศขนาดใหญ่เริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตและการจ้างงานจริง
“การส่งออกมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันในปี 2569 โดยคาดว่าการเติบโตของการส่งออกสินค้าจะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าในปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงต่อมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯมากที่สุด (ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องจักรบางประเภท) มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อย ขณะที่การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงขยายตัวได้ดี ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 2% ของ GDP ในปี 2569 จากดุลการค้าที่ปรับลดลง
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำลงและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยพยุงฐานะดุลภายนอก โดยรวมความเสี่ยงด้านขาลงยังคงมีน้ำหนักมากกว่า โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลกที่เพิ่มสูงขึ้นยังคงเป็นความเสียงภายนอกหลัก ซึ่งการทวีความรุนแรงของความตึงเครียดทางการค้าอาจกดดันการส่งออก สร้างความปั่นป่วนต่อห่วงโซ่อุปทาน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ภาคการท่องเที่ยวยังเผชิญความเสี่ยงจากความกังวลด้านความปลอดภัย การแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการเลือกตั้ง อาจส่งผลให้การอนุมัติและการดำเนินงบประมาณปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ล่าช้า และกระทบต่อแผนการใช้จ่ายภาครัฐ
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยหนุนบางประการ ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่สูงกว่าคาดไว้ โดยเฉพาะในยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งอาจช่วยหนุนกิจกรรมการผลิตและผลิตภาพ ขณะเดียวกัน การผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าโลกอาจช่วยฟื้นแรงส่งของภาคอุตสาหกรรมได้” รายงาน February 2026: Thailand Economic Monitor ระบุ
@เศรษฐกิจชะลอตัวกว่าคาด สะท้อนจุดเปราะบางเชิงโครงสร้าง
รายงานของธนาคารโลกยังสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2568 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ ได้เผยให้เห็นจุดเปราะบางเชิงโครงสร้าง และเปิดโอกาสให้สามารถแก้ไขข้อจำกัดที่สะสมมานาน รวมทั้งเสริมสร้างรากฐานเพื่อการเติบโตในระยะปานกลางที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
การสูญเสียแรงขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วในปี 2568 ซึ่งสะท้อนจากการหดตัวของ GDP รายไตรมาสที่ 0.6% ในไตรมาสที่ 3 ทำให้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่มีมาอย่างยาวนานเด่นชัดยิ่งขึ้น ได้แก่ ฐานการผลิตที่อ่อนแอลง ซึ่งยังพึ่งพาแรงงานและทุนกายภาพที่มีอายุการใช้งานสูง รวมถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในภาคการส่งออกดั่งเดิม
ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดใหม่ๆ ก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น พื้นที่ทางการคลังลดลงจากการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ฐานะดุลภายนอกของไทยมีความเปราะบางมากขึ้น โดยมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลง รายได้จากการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลงจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์โลกและความไม่แน่นอนด้านโยบายการค้า
ภาคการผลิตและการท่องเที่ยวหดตัวลง เนื่องจากเศรษฐกิจสูญเสียแรงขับเคลื่อนในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภาคเศรษฐกิจ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่ท้าทายมากขึ้น โดยภาคการผลิตหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส สะท้อนจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น การผลิตยานยนต์ที่ลดลง และการผลิตในอุตสาหกรรมพลาสติกและเครื่องจักรที่อ่อนแอ
การหดตัวของภาคส่วนเหล่านี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยภาคการผลิตของไทยประสบความยากลำบากในการยกระดับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ส่งผลให้มีความเปราะบางต่อการแข่งขันระดับโลก การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ขณะที่การผลิตอิเล็กทรอนิกส์ยังคงมีความยืดหยุ่น โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์โลกที่เพิ่มขึ้นขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ลดลง 13.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงถึง 37.8% ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย การแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และการแข็งค่าของเงินบาท การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้าได้กดดันการส่งออกภาคบริการและการเติบโตโดยรวม พร้อมทั้งตอกย้ำความกังวลด้านความสามารถในการแข่งขัน
การส่งออกสินค้าฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าและการระบายสินค้าคงคลัง ซึ่งช่วยชดเชยอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนตัวลงได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวดังกล่าวยังไม่ส่งผ่านไปสู่การขยายตัวของภาคการผลิต การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 19% ในเดือน ก.ย.2568 โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และทองคำเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ทั้งนี้ การเร่งส่งออกก่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นของสหรัฐอเมริกาช่วยหนุนการส่งออก ขณะที่การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับการยกเว้นจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง และช่วยชดเชยการลดลงของภาคเกษตรได้บางส่วน อย่างไรก็ดี การส่งออกที่แข็งแกร่งดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นผ่านการระบายสินค้าคงคลัง และยังไม่ส่งผลให้ภาคการผลิตโดยรวมเติบโตขึ้น
ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลที่ลดลง สะท้อนการกลับเข้าสู่ระดับปกติจากช่วงก่อนหน้าที่อยู่ในระดับสูง และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของการเสริมสร้างความยึดหยุ่นด้านดุลภายนอกของไทย ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.2% ของ GDP ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 จาก 8% ในไตรมาสที่ 1 เนื่องจากรายได้ภาคบริการที่อ่อนแอลง การไหลออกของรายได้ที่เพิ่มขึ้น และแรงหนุนจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าที่ค่อยๆ ลดลง ขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 3 ลดลง 13.9% โดยมีสาเหตุหลักจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับลดลงอย่างมาก ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย และการแข็งค่าของค่าเงินในประเทศ
การลงทุนยังคงอ่อนแอและมุ่งเน้นไปที่การบำรุงรักษามากขึ้น ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพมากขึ้น อัตราการขยายตัวของการลงทุนรวมชะลอลงมาอยู่ที่ 1.1% ในโตรมาสที่ 3 โดยเกือบ 80% ของการใช้จ่ายด้านเงินลงทุนในปัจจุบันถูกใช้ไปกับการทดแทนสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานสูง ส่งผลให้เหลือพื้นที่จำกัดสำหรับการขยายกำลังการผลิต
ไทยมีการลงทุนในระดับสูง แต่ยังไม่ได้รับการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับมาอย่างเพียงพอ โดยเงินลงทุนจำนวนมากในภาคการผลิต ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนเชิงบวกได้อีกต่อไป ในขณะที่ภาคบริการสมัยใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และบริการวิชาชีพ ยังคงสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่ามาก
แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่เริ่มปรับดีขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 2เท่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงการที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้แนวโน้มโครงการลงทุนจะอยู่ในระดับสูง แต่การไหลเข้าของเงินลงทุนจริง ยังตามหลังประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
ทั้งนี้ มาตรการ Thailand Fast Pass ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คาดว่าจะช่วยเร่งการเปลี่ยนจากการอนุมัติโครงการไปสู่การไหลเข้าของเงินลงทุนจริงในปี 2569
@ครัวเรือนไทย‘แบกหนี้-ลดใช้จ่าย’ พื้นที่การคลังเริ่ม‘ตึงตัว’
ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และภาวะสินเชื่อที่เข้มงวดได้กดดันการบริโภคภาคเอกชน การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 2.6% ในไตรมาสที่ 3 แต่แรงขับเคลื่อนพื้นฐานยังคงเปราะบาง ท่ามกลางระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง (87.8% ของ GDP) และมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น หนี้ครัวเรือนจำนวนมากเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLS) เพิ่มขึ้น และจำกัดการขยายตัวของสินเชื่อใหม่ สินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวเพียง 0.4% ในเดือน พ.ย.2568 สะท้อนทั้งการตึงตัวด้านอุปทานสินเชื่อและการลดระดับหนี้ของครัวเรือน
ครัวเรือนกำลังได้รับผลกระทบด้านความเป็นอยู่เป็นอย่างมาก จากภาระการชำระหนี้ที่อยู่ในระดับสง และการเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริง ซึ่งทรงตัว ส่งผลให้ความเป็นอยู่และความยืดหยุ่นของครัวเรือนลดลง ภาระหนี้ครัวเรือนที่สะสมต่อเนื่องส่งผลให้สินเชื่อภาคเอกชนหดตัวลง โดยครัวเรือนลดการใช้จ่ายลงจากภาระการชำระหนี้ ท่ามกลางการเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริงซึ่งทรงตัว
ขณะเดียวกัน จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานเริ่มปรากฎชัดมากขึ้น โดยการจ้างานรวมลดลง 0.5% ในช่วงปลายปี 2568 ในพื้นที่ชนบท จำนวนผู้ที่อยู่ในภาวะ “ผู้เสมือนว่างงาน” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ต้องการทำงาน แต่หยุดการหางาน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมใหม่ แรงกดดันจากภาวการณ์จ้างงานและภาระหนี้ที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้ อาจทำให้ความคืบหน้าในการลดความยากจนที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเผชิญความเสี่ยง
อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในแดนลบ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 โดยอยู่ที่ -0.28% ในเดือน ธ.ค.2568 สะท้อนการลดลงของราคาบางหมวดมากกว่าการลดลงของราคาโดยทั่วไป โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาพลังงานโลกที่ลดลง การปรับลดอัตราค่าไฟฟ้า และอุปสงค์ภายในประเทศที่ซบเชา ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวกที่ 0.6% บ่งชี้แรงกดดันด้านราคาในระดับต่ำ
ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.25% ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งที่ 5 ในรอบ 14 เดือน เพื่อพยุงการบริโภคที่ยังเปราะบางท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว อย่างไรก็ดี การส่งผ่านนโยบายการเงินยังถูกจำกัดจากการลดระดับหนี้ของครัวเรือนและเงื่อนไขสินเชื่อที่เข้มงวดในปัจจุบัน
นโยบายการคลังยังคงดำเนินในลักษณะสวนทางกับวัฏจักรเศรษฐกิจ ในขณะที่หนี้สาธารณะยังคงเพิ่มขึ้นแต่ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลัง การขาดดุลงบประมาณขยายตัวมาอยู่ที่ 2.9% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายลงทุนและเงินอุดหนุนด้านพลังงาน หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 65.1% ของ GDP สูงกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดมากกว่า 20% แต่ยังต่ำกว่าเพดาน ซึ่งกำหนดไว้ที่ 70% ของ GDP
พื้นที่ทางการคลังเริ่มตึงตัวมากขึ้น เนื่องจากภาระการชำระหนี้ที่แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นในการปรับฐานทางการคลังในระยยะปานกลางตามกรอบการคลังระยะปานกลาง พ.ศ.2569-2573
@แนะไทยปฏิรูปเน้นการ‘แข่งขัน-ทักษะ' ปรับฐานการคลัง’
นอกจากนี้ รายงานของธนาคารโลกฉบับดังกล่าว ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยระบุว่า การเสริมสร้างรากฐานการเติบโตและการจ้างงานของไทย จำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปที่มุ่งเน้นด้านการแข่งขัน ทักษะ และการปรับฐานทางการคลัง การยกระดับการแข่งขันในภาคบริการ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โลจิสติกส์ และภาคโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่นๆ มีความจำเป็นต่อการเพิ่มผลิตภาพ และดึงดูดการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
การยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรม ที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมและการพัฒนาทักษะใหม่ (reskilling) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความไม่สอดดล้องของทักษะที่เพิ่มขึ้น และเตรียมแรงงานสำหรับภาคส่วนที่เติบโตเร็ว เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง บริการดิจิทัล และการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
การปรับฐานทางการคลัง โดยการลดการขาดดุลให้สอดคล้องกับกรอบการคลังระยะกลาง การปรับทิศทางการใช้จ่ายไปสู่การลงทุนภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและการคุ้มครองทางสังคมแบบมุ่งเป้า ตลอดจนการขยายฐานรายได้ จะช่วยฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง
นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนสามารถแก้ไขได้ผ่านแนวทางเชิงระบบที่บูรณาการกัน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้แบบมุ่งเป้า การบริหารจัดการหนี้ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Companies) และการเสริมมาตรการคุ้มครองทางสังคมควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อเพิ่มรายได้ โดยรวมแล้ว การปฏิรูปเหล่านี้จะช่วยให้เงินทุนไหลไปสู่กิจกรรมที่มีผลิตภาพสูง เสริมสร้างความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน และเพิ่มความพร้อมของไทยในการคว้าโอกาสใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมสีเขียวและอุตสาหกรรมขั้นสูงได้

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา