
ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่งกรมศิลปากรให้ มรภ.พระนครศรีอยุธยา รื้อถอนอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ 7 ชั้น ชี้ใช้ดุลพินิจเกินกว่าเหตุ - ยกคำขอค่าเสียหาย 166 ล้าน เหตุมหาวิทยาลัยเริ่มก่อสร้างก่อนได้รับอนุญาต
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 27 มกราคม 2569 ศาลปกครองกลางได้อ่านผลแห่งคำพิพากษาคดีของศาลปกครองสูงสุด 2 คดี คือ คดีหมายเลขดำที่ อ. 475/2564 หมายเลขแดงที่ อ. 25/2569 และคดีหมายเลขดำที่ อ. 476/2564 หมายเลขแดงที่ อ. 26/2569 ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา (ผู้ฟ้องคดี) กรมศิลปากร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) อธิบดีกรมศิลปากร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) กระทรวงวัฒนธรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5) ขอให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมศิลปากรที่สั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ และให้รื้อถอนอาคารหรือส่วนแห่งอาคารดังกล่าว แล้วทำให้พื้นที่กลับคืนสู่สภาพเดิมภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง และเรียกค่าเสียหายกว่าหนึ่งร้อยหกสิบหกล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมศิลปากร ที่ให้มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ระงับการก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ และให้รื้อถอนอาคารหรือส่วนแห่งอาคารดังกล่าว แล้วทำให้พื้นที่กลับคืนสู่สภาพเดิมภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง และเพิกถอนคำวินิจฉัยของปลัดกระทรวงวัฒนธรรมที่ให้ยกอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คู่กรณีอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ตามบันทึกภาพถ่ายทางอากาศตามโครงการ WWS ในปี พ.ศ. 2458 พ.ศ. 2496 พ.ศ. 2510 พ.ศ. 2516 พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2553 พ.ศ. 2554 และพ.ศ. 2555 และสำเนาหนังสือกรมแผนที่ทหาร ที่ กท 0314/1322 ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2561 แผนที่ของที่ดินราชพัสดุ ซึ่งจัดทำโดยธนารักษ์พื้นที่พระนครศรีอยุธยา แผนผังปรับปรุงคลองและถนนอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาที่จัดทำโดยกรมศิลปากรแผนแม่บทโครงการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาของกรมศิลปากร และปรากฏตามสำเนาหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ อย 0021.3/1471 ลงวันที่ 21 มกราคม 2562 ว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้สำรวจข้อเท็จจริงตามแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ 9793 อำเภอพระนครศรีอยุธยา ระวาง 13 ต. 4 อ. แผนที่ 5 และระวางแผนที่ 5137 IV 6886-15 ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ ไม่ปรากฏว่ามีชื่อคลองสะพานเทพหมีอยู่ในระวางแผนที่ และไม่ปรากฏว่า บริเวณที่ก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ มีแนวคลองสะพานเทพหมีแต่อย่างใด และตามระวาง 13 ต. 4 อ. แผนที่ 5 และระวางแผนที่ 5137 IV 6886-15 ปรากฏว่า เส้นทางตลอดแนวตั้งแต่บริเวณที่ดินพิพาทที่ก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ไปจนกระทั่งจรดแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าอ้างว่าเป็นแนวคลองประตูเทพหมีนั้น ในแผนที่ระวางดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีแนวคลองออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาแต่อย่างใด แต่ปรากฏว่าที่ดินบริเวณติดกับแม่น้ำเจ้าพระยามีการออกโฉนดที่ดินให้แก่เอกชนจนเต็มพื้นที่ตลอดแนวฝั่งแม่น้ำ
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า เอกสารทางราชการและความเห็นของหน่วยงานของรัฐทั้งสามหน่วยงานมีความเห็นตรงกันว่า สภาพปัจจุบันของบริเวณที่ดินพิพาทกรมที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่เอกชนจนเต็มพื้นที่แล้ว โดยไม่ปรากฏรายงานการศึกษาและผลการสำรวจที่มีข้อมูลหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนว่า พื้นที่ดังกล่าวมีหลักฐานความเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าสำคัญที่มีความจำเป็นในการคงอยู่ของสภาพตามแนวคลองโบราณ ซึ่งปัจจุบันมิได้มีสภาพเป็นคลองตามที่อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอ้าง เมื่อรับฟังข้อเท็จจริงได้ต่อไปว่า อธิบดีกรมศิลปากรยังมิได้ประกาศขึ้นทะเบียนสะพานเทพหมีและแนวคลองโบราณ เป็นโบราณสถานตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและการควบคุมโบราณสถานให้เป็นไปตามพยานหลักฐานดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่า แนวคลองโบราณ (คลองประตูเทพหมี) จากข้อกล่าวอ้างของคู่กรณีปรากฏร่องรอยหลงเหลืออยู่เพียงบริเวณที่ตั้งของสะพานเทพหมี ซึ่งไม่ได้มีการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแต่อย่างใด และพื้นที่มีสภาพเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำมีน้ำท่วมขังตลอดเวลา มีเศษขยะและวัสดุสมัยปัจจุบันทับถมเป็นชั้นหนา ส่วนแนวคลองโบราณในส่วนอื่น ๆ ถูกถมปรับเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นคลองเดิมไปจนหมด และบริเวณพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาขออนุญาตปลูกสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ ไม่ปรากฏร่องรอยซากโบราณสถาน ตามข้อ 1.1 ของประกาศกรมศิลปากร เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นเรื่องราวเพื่อขออนุญาตปลูกสร้างอาคารภายในเขตโบราณสถานเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540
เมื่อข้อเท็จจริงรับกันว่า รูปแบบอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นไปตามประกาศกรมศิลปากร เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นเรื่องราวเพื่อขออนุญาตปลูกสร้างอาคารภายในเขตโบราณสถานเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ที่อธิบดีกรมศิลปากรสามารถอนุญาตให้ทำการปลูกสร้างอาคารตามรูปแบบดังกล่าวได้ และปรากฏตามแผนผังบริเวณและแผนที่สังเขปว่า โบราณสถานสะพานเทพหมีและแนวคลองโบราณ (คลองประตูเทพหมี) ในส่วนที่ยังเหลือ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นลานแสดงประติมากรรม มีแนวคลองโบราณด้านที่อยู่ติดกับอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์มีความยาวประมาณ 6 เมตร และด้านที่ติดกับถนนมีความยาวประมาณ 10.61 เมตร และอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ มีระยะห่างจากแนวคลองโบราณประมาณ 9.16 เมตร ซึ่งห่างจากโบราณสถานสะพานเทพหมีประมาณ 15.16 เมตร และคลองโบราณและแนวคลองโบราณก็ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแต่อย่างใด ประกอบกับการให้มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยารื้อถอนอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ซึ่งได้ทำการก่อสร้างไปแล้วถึงร้อยละ 70 ย่อมมีผลกระทบต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาเกินสมควร จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า การก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยามีผลกระทบต่ออุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
คำสั่งของอธิบดีกรมศิลปากรตามหนังสือกรมศิลปากร ที่ วธ 0401/1029 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ที่ให้มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ระงับการก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ และให้รื้อถอนอาคารหรือส่วนแห่งอาคารดังกล่าว แล้วทำให้พื้นที่กลับคืนสู่สภาพเดิมภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง จึงเป็นการใช้อำนาจดุลพินิจที่เกินกว่าความจำเป็นในการดูแลรักษาและการควบคุมแนวคลองโบราณและสะพานเทพหมี อันเป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ทำการก่อสร้างอาคารดังกล่าวไปก่อนโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งเป็นการไม่แน่นอนว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ คำสั่งของอธิบดีกรมศิลปากรที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารดังกล่าวตามคำขอมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดและไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
พิพากษายืน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา