
'พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย' อดีตคนสนิท 'สุรเชษฐ์ หักพาล' เปิดใจเพื่อความจริงถูกกล่าวหา 'ขายนาย' ก็ไม่ลังเล-มั่นใจหลักฐานเอาผิดได้
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2568 พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรอง ผบก สส.ภ4 อดีตคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่ถูกนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความเข้าแจ้งความดำเนินคดี ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยตั้งข้อหาแจ้งความเท็จและกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษทางอาญา กรณีที่พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้ไปข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป.ว่า พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ได้ใช้ให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ นำทองคำ น้ำหนักประมาณ 246 บาท มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท ไปให้นาย อ.กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนไต่สวนของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กับพวก เพื่อขอให้พ้นผิดคดีที่เส้นเงินคนใกล้ชิดไปโยงเกี่ยวกับเว็บการพนัน ในห้วงปี 2567
พ.ต.อ.ภาคภูมิ เปิดเผยว่า การที่นำหลักฐานมาให้กับทางตำรวจ เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ ตนเองเห็นรุ่นน้องตำรวจได้รับความเดือดร้อน เพราะถูกบังคับให้รับผิดแทน ทำให้ครอบครัวได้รับผลกระทบและได้รับความลำบาก อีกทั้งมีการพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงในคลิปที่นำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ตนเองกลายเป็นผู้กระทำความผิด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากกระแสข่าวที่ออกมาว่าการเปิดหน้าหรือยอมออกมาให้ข้อมูลในวันนี้ เพื่อแลกกับการกลับมารับราชการในอาชีพตำรวจอีกครั้งหรือไม่
พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า ถ้าจำได้ ตอนเกิดเรื่องใหม่ ๆ ตนเองเคยทำหนังสือถึงนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาตนเองออกจากราชการ เพราะตอนนั้นยังอยู่ในราชการอยู่ เพื่อให้ตนเองออกมาต่อสู้ในฐานะประชาชนคนหนึ่งได้อย่างเต็มตัว แต่ติดที่ตนเองมีคดีวินัย ซึ่งเป็นคดีอาญา ไม่สามารถลาออกได้ ก่อนจะถูกไล่ออกออกจากราชการ ถ้าสังเกตที่ผ่านมาตนเองไม่เคยออกไปเรียกร้องที่ไหนเลย มีแต่ต่อสู้ไปทั้งคดีอาญาและคดีวินัย เพื่อให้ตนเองได้กลับเข้ามารับราชการ ที่ไปฟ้องร้องต่อหน่วยงาต่าง ๆ คนที่มีพฤติกรรมนั้น ก็คงเห็นอยู่แล้วว่าเป็นใคร
ส่วนกรณีที่มีลูกน้องเคยถูกทำร้ายนั้น พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า เรื่องนี้คนที่ถูกกระทำเช่นนั้นคงเข้าไปให้การแล้ว ส่วนตัวไม่ขอเปิดเผย เพราะว่าตอนนี้พยานในคดีต่าง ๆ ถูกรบกวน ซึ่งเป็นอันตรายหรือทำให้เสียรูปคดี แต่ตนเองขอยืนยันว่าเคยเห็นบางเหตุการณ์และมีพยานอื่น ๆ เห็นในบางเหตุการณ์จริง แต่ขอยืนยันว่ามีการทำร้ายจริง ๆ
“วันนี้น้องๆ หลาย ๆ คนก็กลัว ที่ผ่านมาไม่กล้าออกมากัน แต่วันนี้ตนเองตัดสินใจออกมา ก็เพราะสงสารน้อง ๆ เหล่านั้น ผมเอาชนะความกลัวด้วยความกล้า จะเอาชนะความเท็จด้วยความจริง ต่อสู้อย่างเปิดเผย เพื่อเอาชนะวิธีสกปรก และในวันที่ผมเดินออกมา ผมรู้อยู่แล้ว ว่าต้องเผชิญอะไร ต้องเจอกับอะไร มันรู้วิธีการกันอยู่ ก่อนหน้านี้ 2 วัน ก็มีการพยายามติดต่อมาทางคนที่รู้จักกับผมว่าอยากคุยด้วย อยากพบเจอ พอเราตัดขาดการติดต่อไป ก็เริ่มมีไอโอเข้ามาทำลายพ่อแม่ผม ครอบครัวผม แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เกินความคาดหมาย ว่าผมจะต้องเจอ แต่ถ้าวันนี้ผมไม่ออกมาพูดความจริง ขบวนการนี้และวิธีการนี้ก็ยังคงอยู่ ก็ยังทำลายคนอยู่ตลอดเวลา” พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าว
พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวต่อว่า ตนเองไม่ได้ขายนาย แต่ถ้าต้องทำเพื่อตำรวจส่วนร่วม เพื่อองค์กร ถ้าจะต้องถูกต่อว่าหรือถูกกล่าวหาว่าเป็นการกระทำที่ขายนายหรือทรยศหักหลังอะไรก็ตาม ถ้าการพูดความจริงแล้วทำให้คนอื่นได้รับความเป็นธรรม หรือให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมต่าง ๆ ที่ต้องทนรับมาเป็นเวลา 10 ปี ให้ทรยศอีก 10 ครั้ง ตนเองก็ไม่ลังเล ส่วนความปลอดภัยของรุ่นน้องตำรวจที่ออกมาในวันนี้ บางคนได้รับการดูแลคุ้มครองแล้ว แต่สำหรับตนเองนั้นไม่กลัว และไม่มีอะไรจะพูดถึงท่าน (พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ) แต่ถ้าต้องพูด ก็อยากจะบอกว่า “ท่านคงรู้ว่าสิ่งไหนจริงหรือสิ่งไหนเท็จ ผมว่าละครเรื่องนี้ฉากใกล้จะจบแล้ว สุดท้ายมันหนีความจริงไม่พ้น”
เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกมาบอกว่าเสียความรู้สึก พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้โกรธท่าน และยังเคารพท่าน ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา สิ่งที่ท่านเคยสนับสนุนต่างๆ ตนเองยังรำลึกในบุญคุณของท่าน แต่ก็ต้องแยกแยะ และท่านต้องทราบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเองได้ทำอะไรให้ท่านบ้าง ในผลงานที่ท่านพูดถึง มีคดีไหนหรือเรื่องไหน ที่ตนเองไม่ได้ทำ ต้องแยกแยะระหว่างบุญคุณกับความถูกต้อง
"ส่วนรายละเอียดทางคดีหรือเอกสารต่าง ๆ ที่นำมามอบให้กับทางตำรวจ ขอให้รอแถลงใหญ่ในวันที่ 5 ม.ค.นี้ ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพราะมีทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุต่าง ที่จะต้องรวบรวม โดยตอนี้มันมีกระบวนการเข้าไปข่มขู่พยานและทำลายพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งจะทำให้การทำงานของพนักงานสืบสวนสอบสวนเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่หลังจากวันที่ 5 ม.ค.นี้ จะมีความชัดเจนทั้งหมด ไม่ต้องห่วง เพราะความจริงจะต้องถูกเปิดเผย รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับ ป.ป.ช. ด้วย"
พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวทิ้งท้ายว่า มั่นใจว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริงและสามารถเอาผิดได้แน่นอน ส่วนคดีเว็บพนัน ซึ่งเป็นคดีเก่า เชื่อว่าตำรวจกำลังหาความจริง แต่ไม่ได้เชื่อมโยงกับคดีทอง เป็นคนละกรรม ตนเองมีหน้าที่นำพยานหลักฐานข้อเท็จจริงที่รู้และเห็นไปให้กับคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งให้เจ้าหน้าที่ทำงานกันก่อน คาดว่าไม่ต่ำกว่า 2 เดือน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา