‘เอกนัฏ’ แจงเหตุตึก สตง.ถล่มต้องตรวจสอบสาเหตุทั้งการก่อสร้าง มาตรฐานวัสดุ ปัดตอบคำถามสื่อกรณีเหล็กปลอม แต่ยอมรับเห็นแล้วอึ้ง ชี้เป็นเหล็กส่วนใหญ่มาจากผู้ผลิตรายเดียว ขอให้สื่อมวลชนติดตามต่อไป แต่ยืนยันใครทำผิดกฎหมายติดคุกแน่ ด้าน ‘อนุทิน’ ชี้ เอกชนไทย-จีนต้องรับผิดชอบร่วมกัน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์อาคารอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุ เขตจตุจักร ที่ โดยกล่าวว่าว่า การถล่มของตึกอาจมีจากหลายสาเหตุ ต้องดูตั้งแต่การก่อสร้างว่าเป็นไปตามแบบหรือไม่ วัสดุที่ใช้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพหรือไม่ เพราะเรื่องที่ได้เจอตลอดระยะเวลาการทำหน้าที่ 7 เดือน ตนได้ออกไปตรวจสอบจับกุมสินค้าหลายรายการที่ได้ มอก. แต่ไม่ได้คุณภาพ ทั้งสายไฟ และเหล็ก
นายเอกนัฏ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ที่มาเนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้สอบสวนว่าสาเหตุของตึกถล่มคืออะไร และคณะกรรมการจะมีตัวแทนจากกระทรวงอุตสาหกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อยากให้สื่อมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้การตรวจสอบมีความโปร่งใสทั้งหมด ตนเข้ามาไม่ได้มาช่วยหรือปรักปรำใคร อยากให้เก็บข้อมูลตามที่เราเจอ อีกทั้งวันนี้ได้ขออนุญาตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไปเก็บตัวอย่างในพื้นที่แล้ว และทุกขั้นตอนจะไม่กระทบต่อทีมที่เข้าไปทำการกู้ภัย ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนมั่นใจว่าทุกตัวอย่างที่เราเก็บออกมาจากพื้นที่จริง
ทั้งนี้ พบเหล็กหลายประเภททั้งเหล็กข้ออ้อยและเหล็กกลมทั้งหมด 6 ขนาดด้วยกัน ส่วนใหญ่มาจากผู้ผลิตรายเดียว แต่มีเหล็กประเภทหนึ่งที่มี 3 ยี่ห้อ ที่เหลือเป็นยี่ห้อเดียวกัน ส่วนยี่ห้ออะไรขอให้สื่อมวลชนลองไปดู หลังจากนี้จะนำของกลางทั้งหมดไปตรวจสอบที่สถาบันเหล็ก แล้วจะเชิญสื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบด้วย อาจจะวันพรุ่งนี้ (31 มีนาคม) หรือมะรืนนี้ (1 เมษายน) และจะให้ติดตามอยู่ตลอดกระบวนการตรวจสอบ
สำหรับกระแสวิจารณ์ถึงเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเรียกได้ว่าเหล็กปลอม นายเอกนัฏ ระบุว่า ยังไม่อยากใช้โอกาสนี้ในการมีอคติกับการตรวจสอบ หรือพูดไปล่วงหน้าก่อนจะมีการตรวจสอบจริง ยอมรับว่ามองเห็นความผิดปกติบางส่วน แต่ข้อมูลทั้งหมดยังไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผย อาคารถล่มแบบนี้มีแค่ที่เดียวในกรุงเทพฯ สาธารณชนอาจจะตั้งข้อสงสัยได้ว่าสาเหตุมาจากอะไร แต่ทั้งหมดนี้ก็ขอให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง
เมื่อถามว่าเบื้องต้นเหล็กที่พบเป็นเหล็กนำเข้าหรือไม่ และเคยนำไปใช้กับงานก่อสร้างอื่นใดมาแล้วบ้าง นายเอกนัฏ เปรยว่า “ผมพูดได้ขนาดไหนเนี่ย” พร้อมขอให้สื่อมวลชนไปตรวจสอบตัวอย่างเหล็ก ซึ่งเมื่อตรวจสอบตัวอย่างแล้วจะส่งต่อให้คณะกรรมการเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี ยังไม่อยากใช้โอกาสนี้ในการปรักปรำใครหรือพูดเกินจริง
“เอาอย่างนี้ครับ แค่เห็นผมก็อึ้งแล้วครับ แต่ผมพูดไม่ได้จริงๆ เราจะรีบนำตัวเหล็กทุกตัวอย่างไปตรวจสอบคุณภาพที่สถาบันเหล็ก ที่เก็บได้ทั้งหมด 6 ประเภท”
รมว.อุตสาหกรรม ย้ำด้วยว่า การจัดการกระบวนการศูนย์เหรียญและสินค้าที่ไม่มีคุณภาพซึ่งทำลายทั้งเศรษฐกิจและชีวิตคน ตนเองทำมา 6 เดือนแล้ว และอยากให้กระบวนการตรวจสอบทุกขั้นตอนโปร่งใส และขอให้สื่อมวลชนได้ติดตามทุกขั้นตอนส่วนกระแสข่าวว่าเหล็กที่ใช้ในอาคารนี้เป็นเหล็กชนิดเดียวกับที่ใช้สร้างทางด่วนพิเศษ ถนนพระราม 2 นายเอกนัฏ ตอบว่า คงพูดลำบาก แต่ขอให้ดูจากกรณีนี้ ขอให้เป็นไปตามกระบวนการ อีกไม่กี่อึดใจก็จะเห็นผล หากพูดออกไปก่อนจะไม่เหมาะสม แต่ในฐานะผู้มีประสบการณ์เรื่องนี้มาตลอด ก็อดเอะใจไม่ได้ หากตรวจสอบพบว่ามาจากผู้ผลิตรายไหนก็ต้องให้หยุดปรับปรุงโรงงาน หากมีปัญหามากอาจถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต มอก. เพื่อให้ไม่สามารถออกจำหน่ายได้ และเรียกคืนผลิตภัณฑ์ทั้งหมด
“เขาหากินหากำไรจากความเดือดร้อนของคน เขาได้ตังค์เขาก็เอาไปใช้ในคุกเท่านั้นเอง ผมไม่ปล่อยแน่นอน หากมีการกระทำผิดกฎหมายเราจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด” รมว.อุตสาหกรรมกล่าวทิ้งท้าย
อนึ่งก่อนหน้านี้นายอนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ให้สัมภาษณ์สื่อกรณีการตรวจสอบหลังจากพบกับนายหาน จื้อเตียง เอกอัคราชทูตจากจีน โดยนายอนุทินกล่าวถึงการตรวจสอบบริษัทว่าจะมีการเน้นไปที่ผู้ออกแบบและผู้คุมงานและผู้ก่อสร้าง ซึ่งผู้ก่อสร้างจะเป็นบริษัท ต้องไปดูว่าสัดส่วนเท่าไหร่ เพราะในสัญญาระบุว่าเป็นบริษัทร่วมค้า ระหว่างไทยกับจีน จึงต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน และยืนยันว่า ต้องไปไล่บี้ให้ได้ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กระทำผิดก็ต้องรับผิดชอบทั้งคู่
รมว.มหาดไทยยังตั้งคำถามว่าทำไมตึกนี้ถึงถล่ม เพราะ เป็นตึกที่สร้างใหม่ จึงต้องมีการก่อสร้างที่รองรับแผ่นดินไหวอยู่แล้ว ตามกฎหมายควบคุมการออกแบบอาคารให้ต้านทานแผ่นดินไหวตั้งแต่ปี 2540 จะมาบอกว่าว่า โครงสร้างยังไม่เสร็จไม่น่าจะใช่ ดังนั้นจึงต้องมุ่งไปที่แบบของอาคารก่อนอันดับแรก ซึ่งถ้าหากแบบถูกต้อง ก็ต้องมาตรวจสอบในขั้นตอนการก่อสร้าง พร้อมยืนยันว่า ทั้งบริษัทไทยและบริษัทจีนที่เป็นคู่สัญญาจะต้องรับผิดชอบเต็ม 100 ทั้งหมด
นายอนุทินกล่าวต่ออีกว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้แรงสั่นสะเทือนถึง 7.8 แมกนิจูด แต่พบว่า มีอาคารมากกว่า 95% ยังคงยืนอยู่ได้ แต่ส่วนที่มีความเสียหายถึงขั้นถล่มก็มีเพียงอาคาร สตง. ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถหาข้อบกพร่องได้อย่างแน่นอน
เมื่อถามถึงกรณีที่พบชายชุดดำหอบแฟ้มเอกสารออกจากพื้นที่เกิดเหตุ นั้น นายอนุทิน ระบุว่า วันนี้ได้มีการตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบในเรื่องของการก่อสร้างอาคาร สตง.ที่ถล่ม โดยมีวิศวกรใหญ่ จากกรมโยธาธิการและผู้เชี่ยวชาญ ที่เชื่อถือได้ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ7 วัน เพื่อทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏ ดังนั้นไม่ว่าจะหอบแฟ้มอะไรไปก็แล้วแต่ แต่แบบก่อสร้างเอกสารและสัญญาก็ยังคงมีอยู่ที่ สตง.ไม่สามารถเอาหลักฐานอะไรออกไปพ้น