
"...งานวิจัยจากหลายประเทศชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของผู้ที่รับรู้หรือพบเห็นการใช้ความรุนแรงและการกลั่นแกล้งรังแก เพราะคนกลุ่มนี้สามารถเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มหรือลดความรุนแรงในโรงเรียนได้ การนิ่งเฉย การหัวเราะตาม การส่งเสียงเชียร์ การเดินหนี การรายงานเหตุ หรือการตัดสินใจเข้าไปช่วย ล้วนมีผลต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนั้น..."
เมื่อเกือบสามปีที่แล้ว ผมกับเพื่อนอาจารย์เคยเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอทุนสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยของรัฐ เรื่อง “แนวทางการพัฒนาครูและนักเรียนในฐานะผู้รับรู้และพบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน เพื่อช่วยป้องกันและหยุดยั้งการใช้ความรุนแรง”
จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น เราพบว่า ปัญหาความรุนแรงที่บานปลายในสถานศึกษาหลายกรณีมีจุดเริ่มต้นจากการกลั่นแกล้งรังแก หรือการใช้ความรุนแรงในชีวิตประจำวันที่คนรอบข้างมองข้าม เพื่อนนักเรียนหรือครูอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง กังวลว่าจะเดือดร้อนหากเข้าไปห้ามหรือขัดขวาง หรือบางครั้งก็เห็นพฤติกรรมเหล่านี้จนชิน และเริ่มมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา
งานวิจัยจากหลายประเทศชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของผู้ที่รับรู้หรือพบเห็นการใช้ความรุนแรงและการกลั่นแกล้งรังแก เพราะคนกลุ่มนี้สามารถเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มหรือลดความรุนแรงในโรงเรียนได้ การนิ่งเฉย การหัวเราะตาม การส่งเสียงเชียร์ การเดินหนี การรายงานเหตุ หรือการตัดสินใจเข้าไปช่วย ล้วนมีผลต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนั้น
แต่การคาดหวังให้ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์กล้ารายงานหรือช่วยยับยั้งความรุนแรง จะเกิดขึ้นได้ยากมากหากโรงเรียนและหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษาไม่มีระบบรองรับที่ปลอดภัย ทั้งการรักษาความลับ การคุ้มครองผู้รายงานเหตุ ช่องทางขอความช่วยเหลือ และความเชื่อมั่นว่าการส่งเสียงออกมาจะไม่ทำให้ตนเองตกเป็นเป้าหมายเสียเอง
หากไม่มีระบบเหล่านี้ การบอกให้เด็กหรือครูช่วยกันเป็นหูเป็นตา ก็อาจกลายเป็นการผลักภาระและความเสี่ยงไปให้คนที่ตัดสินใจเข้าช่วยเหลือ และท้ายที่สุดก็จะไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยคนที่กำลังถูกกลั่นแกล้งหรือใช้ความรุนแรง
น่าเสียดายที่ในกระบวนการพิจารณาทุน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตั้งคำถามกับงานวิจัยของเราว่า ทำไมจึงไปศึกษา “ความรุนแรงเล็กๆ น้อยๆ” ในโรงเรียน แทนที่จะศึกษาเหตุการณ์ใหญ่ที่กลายเป็นข่าวไปแล้ว
เราพยายามอธิบายว่า เหตุผลที่เราสนใจสิ่งที่ถูกเรียกว่า “เล็กๆ น้อยๆ” ก็เพราะตรงนั้นเองคือพื้นที่ที่ความรุนแรงกำลังก่อตัว เด็กคนหนึ่งอาจถูกแกล้งซ้ำๆ โดยไม่มีใครช่วย อาจมีคนเห็นสิบคนแต่ไม่มีใครคิดว่าตนควรทำอะไร หรือทั้งห้องอาจค่อยๆ เรียนรู้ว่าการทำให้อีกคนเจ็บปวดเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
สิ่งเหล่านี้ อาจยังไม่ปรากฏเป็นข่าวในวันนั้น แต่กำลังสร้างเงื่อนไขให้ความรุนแรงค่อยๆ เติบโต และในบางกรณีก็อาจพัฒนาไปสู่เหตุการณ์ที่รุนแรงกว่านั้นในเวลาต่อมา
ผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านยังมองว่า เรื่องการกลั่นแกล้งรังแกควรเน้นไปที่การ “จัดการ” หรือ “ลงโทษ” ผู้กระทำความผิดเป็นหลัก ขณะที่สิ่งที่เราสนใจคือคำถามที่กว้างออกไปว่า สภาพแวดล้อมแบบใดทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำ ใครอยู่รอบเหตุการณ์เหล่านั้น พวกเขามองเห็นอะไร อะไรทำให้บางคนเลือกที่จะช่วย และอะไรทำให้คนจำนวนมากเลือกที่จะไม่ทำอะไร
สำหรับเรา การป้องกันความรุนแรงจึงเกี่ยวข้องกับการสร้างระบบนิเวศในโรงเรียนที่ทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีส่วนในการดูแลกัน และเมื่อใครสักคนตัดสินใจยื่นมือเข้าไปช่วย เขาจะรู้ว่ามีระบบรองรับและจะไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงนั้นเพียงลำพัง
ในวันนั้น ผมกับเพื่อนอาจารย์ จึงตัดสินใจถอนข้อเสนอโครงการออกจากกระบวนการพิจารณาทุน เพราะเมื่อประเมินคำแนะนำทั้งหมดแล้ว เราเห็นว่า หากต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดหลักของการวิจัยไปตามทิศทางที่ได้รับการเสนอแนะ งานที่ออกมาอาจไม่สามารถตอบคำถามที่เราเห็นว่าสำคัญตั้งแต่ต้นได้อีกต่อไป
การถอนโครงการในครั้งนั้นจึงเป็นการตัดสินใจรักษาคำถามหลักและเจตนารมณ์ของงานวิจัยเอาไว้ แม้จะหมายความว่างานชิ้นนั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นในเวลานั้นก็ตาม
ผมยังคิดถึงงานชิ้นนี้อยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อสังคมต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษา และคำถามเดิมก็มักจะกลับมาอีกครั้งว่า เราจะป้องกันเหตุการณ์เหล่านี้ได้อย่างไรก่อนที่มันจะไปถึงจุดที่สายเกินไป
ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อกล่าวโทษผู้ทรงคุณวุฒิ หน่วยงานให้ทุน โรงเรียน ครู เด็ก หรือใครคนใดคนหนึ่ง เพราะความเข้าใจต่อความรุนแรงของสังคมเองก็มีที่มา และทุกฝ่ายต่างทำงานอยู่ภายใต้กรอบคิด ประสบการณ์ เงื่อนไข และข้อจำกัดของตน
แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ยังสมควรได้รับการใคร่ครวญร่วมกันอย่างจริงจัง
เมื่อเราพูดถึงการป้องกันความรุนแรง เรากำลังมองเห็นเฉพาะเหตุการณ์ที่รุนแรงมากพอจะกลายเป็นข่าวหรือไม่
เรากำลังให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นมากเพียงใด ตั้งแต่การล้อเลียน การกีดกัน การข่มขู่ การทำให้อับอาย การกลั่นแกล้งซ้ำๆ ไปจนถึงความเงียบของคนที่เห็นเหตุการณ์แต่ไม่รู้ว่าตนเองจะช่วยได้อย่างไร
และเรากำลังสร้างโรงเรียนแบบไหนให้กับเด็กของเรา โรงเรียนที่รอให้ความรุนแรงเกิดขึ้นแล้วจึงค่อยหาคนผิด หรือโรงเรียนที่ทำให้เด็กและผู้ใหญ่ทุกคนรู้ว่า เมื่อเห็นใครกำลังถูกทำร้าย พวกเขาสามารถทำอะไรได้ กล้าที่จะทำ และมั่นใจว่าจะมีใครบางคนอยู่ข้างหลังเพื่อช่วยดูแลพวกเขาด้วย
บางทีการป้องกันโศกนาฏกรรม อาจเริ่มจากการที่เราไม่เรียกบางสิ่งว่า “เรื่องเล็กๆ” เพียงเพราะวันนี้มันยังไม่กลายเป็นข่าว
และไม่รอให้ใครคนหนึ่งต้องกลายเป็นข่าวเสียก่อน จึงค่อยยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขามีความสำคัญ.
ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข
คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก plus.thairath.co.th

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา