
"...ในบริบทประเทศไทย เป็นความจริงว่า มาตรการปราบปรามผู้ขายยังมีความสำคัญเพื่อการลดอุปทาน ควบคุมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ แต่การมี “ระบบช่วยเลิก” ที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดอุปสงค์ และแก้ปัญหาเด็กติดนิโคตินได้อย่างยั่งยืน..."
การป้องกันการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนกำลังกลายเป็นวาระสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก หลายชาติเริ่มขับเคลื่อนแนวคิด “New Generation ปลอดบุหรี่และนิโคติน” พร้อมพัฒนานโยบายเชิงรุก เช่น การกำหนดปีเกิดของผู้มีสิทธิซื้อบุหรี่ (Smoke-Free Generation Policy) ที่เริ่มดำเนินการในประเทศมัลดีฟส์และสหราชอาณาจักร เป็นต้น
อ่าน “กำเนิดกฎหมายนิวเจนปลอดบุหรี่ ” สำนักข่าวอิสรา วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2569
สำหรับประเทศไทย เริ่มมีการเสนอแนวคิดเชิงนโยบายลักษณะดังกล่าวจากภาคีวิชาชีพด้านสุขภาพ ซึ่งอาจกลายเป็น “Policy Game Changer” หรือจุดเปลี่ยนสำคัญของการยุติปัญหาการระบาดของนิโคตินในคนรุ่นใหม่ในระยะต่อไป
เวทีเสวนาวิชาการ “เคมีในควันกับเคมีในสมอง : ผลกระทบ ที่มองไม่เห็น” เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2569 ณ สวนลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 จัดโดย สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่าย มีการแถลงผลสำรวจการศึกษากลยุทธ์การส่งเสริมการขายและช่องทางการจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า โดยชี้ว่า วิกฤตการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทยปี 2569 มีอัตราการบริโภคพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดย กลุ่มผู้ค้าใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่แยบยล ทั้งการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกผ่านอินฟลูเอนเซอร์ การลดราคาให้เข้าถึงง่าย และการจัดส่งที่รวดเร็วเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ “บุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่ใช่แค่เทรนด์…แต่กำลังเป็นภัยเงียบที่ ‘แฮกสมอง’ เด็กไทย “ โดยที่ การตลาดออนไลน์เดินเร็วกว่ากฎหมาย ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมปิดช่องขาย ปกป้องเยาวชน และสร้างสังคมปลอดบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

ปัจจุบัน ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจาก “การทดลองใช้” ไปสู่ “การเสพติดนิโคตินในวัยเด็ก” โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนมัธยม นักศึกษาอาชีวศึกษาและ นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย เด็กจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกว่า “เลิกยาก” ทั้งนี้ประเทศไทยยังไม่มีระบบช่วยเลิกที่ออกแบบเฉพาะสำหรับเยาวชนอย่างจริงจัง
เด็กและเยาวชนยุคใหม่อาจต้องการระบบช่วยเหลือเกื้อกูลที่เข้าใจจิตวิทยาของคนรุ่นใหม่ ใช้ภาษาที่ไม่ตัดสิน และเข้าถึงผ่านโลกดิจิทัลได้จริง การเรียนรู้บทเรียนจากสหรัฐอเมริกาในการ “ปลดล็อกคนรุ่นใหม่จากภัยนิโคติน” จึงอาจเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศปลอดนิโคตินสำหรับเยาวชนไทย หรือ “End Nicotine Ecology (ENE)”

หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจของสหรัฐอเมริกา คือแนวคิดที่ว่า“การเลิกนิโคติน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องสู้คนเดียว”
โครงการ Truth Initiative’s EX Program ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ช่วยให้เยาวชนอายุ 13–24 ปี มากกว่า 1 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์นิโคติน ผ่านระบบดิจิทัลฟรี เช่น SMS แอปพลิเคชัน ชุมชนออนไลน์ และแผนเลิกเฉพาะบุคคล โดยมีงานวิจัยรองรับว่าเพิ่มโอกาสเลิกได้สูงขึ้นประมาณ 40%
อ้างอิง Truth Initiative’s EX Program
หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือ
- ไม่มองเด็กและเยาวชนเป็น “ผู้กระทำผิด” แต่เป็น “ผู้ติดนิโคตินที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ”
- ใช้เครื่องมือดิจิทัลและโซเชียลมีเดียเข้าถึงคนรุ่นใหม่
- สื่อสารแบบไม่ตัดสิน (Judgement-Free)
- ใช้พลังเพื่อน (Peer Support) และ Influencer สร้างแรงบันดาลใจ
- ทำให้ “การเลิกบุหรี่ไฟฟ้า” กลายเป็นเรื่องเท่ และเป็นวัฒนธรรมใหม่ของ Gen Z
จากบทเรียนดังกล่าว ประเทศไทยควรเร่งสร้าง “ระบบนิเวศปลอดนิโคติน” สำหรับเด็กและเยาวชน โดยอาจประกอบด้วย 6 องค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
1. นโยบายช่วยเลิกนิโคติน (Quit Policy)
พัฒนานโยบายเพิ่มจาก “การจับกุมผู้ขาย” ไปสู่ “การช่วยเลิกควบคู่การควบคุม” กล่าวคือ แม้มาตรการปราบปรามผู้ขายยังมีความจำเป็น แต่เด็กและเยาวชนที่ติดนิโคตินควรได้รับโอกาสเข้าสู่ระบบช่วยเหลือ บำบัด และให้คำปรึกษา ไม่ตีตราแต่เข้าใจ
นโยบายจึงควรครอบคลุม 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
- ควบคุมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์
- ป้องกันนักสูบหน้าใหม่
- สร้างระบบช่วยเลิกที่เข้าถึงวัยรุ่นจริง
2. ระบบช่วยเลิกบุหรี่ไฟฟ้าดิจิทัลสำหรับเยาวชนไทย (Quit Service)
ประเทศไทยมีระบบช่วยเลิกจำนวนหนึ่ง ผ่าน LINE Official, Chatbot, แอปพลิเคชัน หรือ SMS ที่เข้าถึงได้ไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพ การเข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับวัยรุ่น โดยเชื่อมโยงกับสายด่วนเลิกบุหรี่ และ บริการสุขภาพในโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานบริการสุขภาพ เช่น คลินิกฟ้าใส ระบบดังกล่าวควรประกอบด้วย แผนเลิกเฉพาะบุคคล ข้อความให้กำลังใจอัตโนมัติ ชุมชนออนไลน์ของผู้เลิก คำปรึกษาแบบไม่ตัดสิน และ การสนับสนุนผ่าน Social Media และ Influencer
3. สื่อสังคมและ Influencer เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ (Media for Quit)
การสื่อสารกับคนรุ่นใหม่เปลี่ยนจาก “การห้าม” ไปสู่ “การสร้างวัฒนธรรมใหม่” ทำให้การไม่สูบและการเลิกบุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องฉลาด เท่ และใส่ใจสุขภาพ โดยการใช้การสร้างเรื่องเล่า Storytelling แบบ Gen Z ที่สะท้อนสาเหตุจากชีวิตจริงของวัยรุ่น เช่น ความเครียดจากการเรียน แรงกดดันทางสังคม การใช้ vape ระหว่างอ่านหนังสือ การใช้ nicotine pouch ร่วมกับบุหรี่ไฟฟ้า
4. สถานศึกษาปลอดนิโคตินแบบครบวงจร (Nicotine-Free School Ecosystem)
โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ควรพัฒนาจาก “No Smoking / No Vape” ไปสู่ระบบดูแลแบบครบวงจร ในแนวคิด “N-S-C-P Model” ทั้งการคัดกรอง (Screening) การให้คำปรึกษา (Counseling) และ การสนับสนุนช่วยเหลือ (Peer Support)
หลายพื้นที่เริ่มมีต้นแบบที่น่าสนใจ เช่น โครงการของมูลนิธิโรงพยาบาลสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ที่ผู้เขียนเคยทำงานอยู่ ได้ทราบว่า มีการดำเนินงานเชิงรุกในโรงเรียนระดับอำเภอ จนเกิดเป็น “END-NSCP Sandbox” เพื่อจัดการปัญหานิโคตินในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ และ อีกหลายโครงการ ในหลายพื้นที่ที่ดำเนินการกันอยู่
5. การดูแลสุขภาพจิตร่วมกับการเลิกนิโคติน (Mental Health Support)
คนรุ่นใหม่จำนวนมากใช้บุหรี่ไฟฟ้าและนิโคตินเพื่อจัดการความเครียด ความกังวล หรือแรงกดดันในชีวิต ดังนั้น การช่วยเลิกจึงควรเชื่อมโยงกับระบบดูแลสุขภาพจิตควบคู่กัน การดูแล Mental Health ร่วมกับการป้องกันนักสูบหน้าใหม่และระบบช่วยเลิก จะช่วยให้การใช้ทรัพยากรด้านการบริการสุขภาพ ทั้งกำลังคนและสิ่งสนับสนุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
6. พลังเยาวชนและเครือข่ายระดับชาติ (Youth Movement)
ประสบการณ์ของแคมเปญ “Outsmart Nicotine” หรือ “เท่ห์ดูดีเมื่อหลีกหนีนิโคติน” ในสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่า การใช้ภาษาวัยรุ่น การเข้าใจวัฒนธรรมออนไลน์ และ การทำให้เยาวชนรู้ว่า “ไม่ได้สู้อยู่คนเดียว” สามารถสร้างพลังทางสังคมได้อย่างมาก
โครงการดังกล่าวมุ่งช่วยกลุ่มวัย 18–24 ปี หรือ “JUUL Generation”** ซึ่งเป็นคนรุ่นที่เติบโตมาพร้อมบุหรี่ไฟฟ้า โดยใช้แนวคิดว่า “การเลิกนิโคติน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องสู้เพียงลำพัง”
การสร้างขบวนการเยาวชนเพื่อการขับเคลื่อนเครือข่ายระดับชาติเพื่อการเลิกนิโคติน“National Quit Nicotine Campaign” ในเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ควรได้รับการสนับสนุนในระบบนิเวศเยาวชนปลอดนิโคติน ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในฐานะเจ้าของปัญหาคือคนรุ่นใหม่เอง

ในบริบทประเทศไทย เป็นความจริงว่า มาตรการปราบปรามผู้ขายยังมีความสำคัญเพื่อการลดอุปทาน ควบคุมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ แต่การมี “ระบบช่วยเลิก” ที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดอุปสงค์ และแก้ปัญหาเด็กติดนิโคตินได้อย่างยั่งยืน
ประเทศไทยจึงควรดำเนินการทั้ง 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ การควบคุมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ และ การสร้างระบบช่วยเลิกที่เข้าถึงวัยรุ่นจริง ทั้งนี้ ในการสร้าง “ระบบนิเวศปลอดนิโคติน” ควรพิจารณา 6 องค์ประกอบสำคัญที่กล่าวถึง เพื่อให้สุขภาวะเด็กและเยาวชนไทยมีคุณภาพและยั่งยืนต่อไป.
บทความโดย :
วิทยา กุลสมบูรณ์
หมายเหตุ :
* ผู้เขียน รศ.ดร.เภสัชกร วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสร้างเสริมสุขภาพ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. ทั้งนี้ บทความเป็นความเห็นส่วนบุคคล
**“JUUL Generation” หมายถึง คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า โดยมีลักษณะสำคัญ เช่น เริ่มใช้นิโคตินตั้งแต่อายุน้อย เข้าใจว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ ใช้ vape ในชีวิตประจำวัน ไม่รู้ว่าตนเองกำลัง “ติดนิโคติน” และ ใช้หลายผลิตภัณฑ์ร่วมกัน เช่น vape + nicotine pouch + บุหรี่

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา