
“…Better Index ในส่วนของระเบียบข้อบังคับ (Regulation) คือ ประชาธิปไตย (Democracy) เพราะฉะนั้น Democracy จึงเป็นเป้าหมายสูงสุดของ OECD การจะเป็นประชาธิปไตยได้ก็คือต้องมี Public consultation ถ้าคุณเปิดเผย Regulation ถ้าคุณจะออกกฎหมายอะไร โดยมีเหตุผลอะไร ให้สังคมรู้และมีการคุยกับผู้มีส่วนได้เสีย คุยกับสังคม คุณจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ไม่ใช่จินตนาการเอาเอง ซึ่งไม่ได้มาจากความต้องการจริงๆ ของสังคม สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด คือ ฟังให้มากที่สุด…”
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์พิเศษ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ถึงการพัฒนากฎหมาย หรือ ที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นการ ‘กิโยตินกฎหมาย’ ตอนนี้ขอเสนอเป็นตอนที่สอง-ตอนจบ
อ่านข่าวประกอบ :
-
'กฤษฎีกา' รื้อ กฎหมายการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ – ปิดช่องคอร์รัปชั่น
-
‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ : ‘Better Regulation for Better Life’ (1) – ใช้ดุลพินิจมาก โกงมาก
@ ประชาธิปไตย เป้าหมายสูงสุดของ OECD
ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมาก่อน เราสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ( digital foundation ) ขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย เดิมไม่มีเลย ทุกคนมาจะตัดๆ แล้วทำแบบเดิม จ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วยังต้องไปรับใบเสร็จ ต้องมีค่าเขียนใบเสร็จ ทำไมโรงพยาบาลออกใบเสร็จทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ปิดช่องทางโกงได้ด้วย ตรงไปตรงมา ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออก
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาออกกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดทำกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย บังคับให้ต้องทำทบทวนทุก 5 ปี (พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การทำกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77) เราพยายามทำให้โปร่งใส
“Better Regulation for Better Life ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กฤษฎีกานำมาใช้ตั้งแต่เมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญ ในหมวดหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ อธิบายกับคนต่างชาติคำเดียว คือ Better Regulation for Better Life ทั้งการทำ RIA Public consultation หรือ Exposure environment พูดแค่นี้ ฝรั่งทั่วโลกรู้เรื่อง ว่า ความหมายของคำว่า กิโยติน ไม่ใช่การตัดๆๆๆ”
แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ให้สอดคล้องกับหลักสากล เราสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD เอากฎหมายทั้งหมดโดยเทียบกับ OECD โดยใช้ AI ช่วย เรามีทีมทำเรื่องนี้ เป็นคนรุ่นใหม่ เอาตราสารของ OECD กว่า 260 ฉบับ มาจับคู่กับกฎหมายและกฎระเบียบของไทยในฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีช่องว่างตรงไหน เบื้องต้นทราบแล้ว และส่งไปแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการ Review ที่เราต้องเป็นสมาชิก OECD เพราะว เป็นความตั้งใจของรัฐบาลและทีมงานกฤษฎีกา เวลาคนไทยพูดอะไรมักไม่ค่อยเชื่อ ทั้งที่หลักการเดียวกันกับฝรั่ง เพราะฉะนั้น เราต้องใช้ OECD ให้เป็นประโยชน์
“Better Index ในส่วนของระเบียบข้อบังคับ (Regulation) คือ ประชาธิปไตย (Democracy) เพราะฉะนั้น Democracy จึงเป็นเป้าหมายสูงสุดของ OECD การจะเป็นประชาธิปไตยได้ก็คือต้องมี Public consultation ถ้าคุณเปิดเผย Regulation ถ้าคุณจะออกกฎหมายอะไร โดยมีเหตุผลอะไร ให้สังคมรู้และมีการคุยกับผู้มีส่วนได้เสีย คุยกับสังคม คุณจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ไม่ใช่จินตนาการเอาเอง ซึ่งไม่ได้มาจากความต้องการจริงๆ ของสังคม สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด คือ ฟังให้มากที่สุด”
ทุกคนพูดถึงแต่วิธีการออกกฎหมาย แต่ต้องถามว่าจะแก้ปัญหาอะไร ปัจจุบันเป็นปัญหาที่ตัวกฎหมาย หรือ วิธีทางปฏิบัติ การทำงานของหน่วยงาน หรือ เป็นเพราะความขัดแย้งของสังคม ปัญหาที่ชัดเจน คือ อะไรเรื่องที่ยากที่สุด คือ การแยกแยะ (Identify) ปัญหาว่า คืออะไร เกิดขึ้นจากอะไร และจะแก้ไขอย่างไร วิธีการแก้ไขปัญหา ไม่ต้องแก้กฎหมายอย่างเดียว แก้ไขปัญหาโดยมาตรการทางบริหารเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถทำได้ หรือการสร้างความรู้ความเข้าใจในปัญหา
“แต่เมืองไทย ทุกคนบอกว่าต้องแก้กฎหมาย แต่กฎหมายพูดไม่ได้ในตัวเอง ปกป้องตัวเองไม่ได้ ก็เหมือนรัฐธรรมนูญ ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ รัฐธรรมนูญพูดไม่ได้ แต่ผมไม่ได้บอกว่าดีทั้งหมดนะ”
@ ภารกิจกฤษฎีกา-กับการพัฒนากฎหมาย
รัฐบาลมีนโยบายที่จะพัฒนากฎหมาย กฤษฎีกาไปชี้แจงมาแล้วว่า กิโยตินไม่น่าจะสำเร็จง่ายๆ และไปเล่าให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ฟังว่า กิโยตินไม่ได้ด้วยสภาพแบบนี้ แต่ต้องสร้าง Ecosystem ขึ้นมาเพื่อรองรับการพัฒนาข้างหน้า อยู่ดีๆ จะไปตัดทิ้ง เป็นไปไม่ได้ ฟังดูง่าย แต่ในชีวิตจริงทำไม่ได้
นโยบายในการพัฒนากฎหมายถัดไปของกฤษฎีกา คือ จะเป็นในเชิงสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายขึ้นมา เพื่อให้สอดคล้องกับ Ecosystem ที่เปลี่ยน โดยดูว่า เป็นที่เนื้อใน หรือ พ.ร.บ. ถ้าเป็น พ.ร.บ. อาจจะต้องมีการแก้ไข ส่วนจะแก้หรือใช้วิธีการแก้อย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทุกวันนี้ยังไม่เห็นเนื้อเลย แล้วจะแก้กฎหมายอะไร จะแก้เรื่องอะไร บอกไม่ได้
กฤษฎีกาทำเรื่องการพัฒนากฎหมายเพื่อรลดขั้นตอน ลดต้นทุนที่เป็นอุปสรรค ต้นทุน หรือ ภาระของประชาชนมาตั้งแต่ปี 2535 โดยการตั้งคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เพราะเรารู้ว่ากฎหมายล้าสมัยมาก ต้องพัฒนาไปข้างหน้า แต่อำนาจเราไม่ได้ไปลบล้าง (Overrule) ใคร เพราะแต่ละกฎหมาย โครงสร้างกฎหมายไทยมีเจ้ากระทรวงรับผิดชอบ มีหน่วยงานรับผิดชอบตรงๆ ข้อเสนอแนะเราจึงเป็นเพียงการแนะนำว่าควรจะปรับ
“ยกตัวอย่างง่ายๆ วันนี้เราซื้อสินค้าออนไลน์กัน แต่กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ณ เวลานี้ ไม่ครอบคลุมไปถึงการซื้อสินค้าออนไลน์ แล้วถามว่าทำไมไม่แก้ ทุกวันนี้ มีใครพูดไหมว่าจะแก้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ไม่มี หน่วยงานที่รับผิดชอบมีหน้าที่เสนอขึ้นไป มีหน้าที่ทบทวนกฎหมายทุกรอบ เขาบอกว่า ดีแล้วๆ ๆ”
@ เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรยากที่สุด
หน่วยงานราชการจะสูญเสียอำนาจหรือไม่ ไม่รู้ รู้แต่เพียงว่า กฎหมายนี้ไม่เหมาะแก่กาลสมัย ไม่ทันสมัยแล้ว กฎหมายนั้น (กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค) แก้มา 4 ครั้ง ใช้มา 40 ปี จะทันกับโลกซื้อขายออนไลน์ไหม พอมีปัญหา บังคับใช้ไม่ได้ ส่งมาตีความ ปัจจุบันโลกไปไกลแล้ว ตีความยังไงก็ไปได้ไกลแค่นี้
“สิ่งที่ยากที่สุด คือ การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) ยิ่งราชการเคยทำแบบเดิมมาอย่างไร ก็จะทำต่อไปอย่างนั้น ซึ่งโลกของความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ คุณอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน แต่คุณใช้วิธีการทำงานเมื่อ 30 ปีก่อน คุณเข้าไปเสียบระบบ ง่าย แต่ถ้ามว่า Fit in กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปไหม ก็ไม่ คือรู้ แต่ไม่อยากเปลี่ยนแปลง คุณอยู่ใน Comfort zone ไม่อยากออก ไม่อยากริเริ่มอะไรใหม่ๆให้เหนื่อย”
Organizational Culture สำคัญมากในการเปลี่ยน เมื่อจะเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก ฐานข้อมูล (Database) ต้องพร้อมมากๆ และบางเรื่องต้องอาศัยจังหวะ รวมถึงความกล้าของผู้นำในการตัดสินใจ
@ เปลี่ยนวิธีคิดการออกกฎหมายให้ดี
เรื่องระยะเวลาการตรวจกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามี KPI ที่กำหนดระยะเวลาไว้ว่าต้องเสร็จภายในระยะเวลาเท่าไหร่ แต่มีกฎหมายบางเรื่องที่ทำไม่ได้ ถ้าออกไปจะมีปัญหา เช่น กฎหมายเรื่องสิ่งแวดล้อม ยากมาก ถ้าคิดไม่ละเอียด จะเป็นผลด้านลบกับภาคธุรกิจอย่างรุนแรง เพราะไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจล้วนๆ มีผลทางด้านสังคม จิตวิทยา สุขภาพ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเยอะมา ต้องรับฟังอย่างละเอียด
“ส่วนใหญ่จะเริ่มด้วย นิยาม คณะกรรมการ สำนักงาน อำนาจหน้าที่ เนื้อกฎหมายจริงๆ มีนิดเดียว ที่เหลือให้เป็นไปตามระเบียบวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง (หัวเราะ) เสร็จแล้วก็บทกำหนดโทษ ไม่ใช่กฎหมายที่ดี กลไกของกฎหมายต่างหากที่เราต้องการ เราพยามเปลี่ยนวิธีคิดแบบนี้ กฤษฏีกาต้องการเห็นตรงนี้”
ส่วยตัวเห็นด้วยกับการมีกฎหมายดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม กฎหมายอากาศสะอาดออกมาในสมัยยุค 1970 เราพึ่งไปลอกต่างประเทศมา เพราะช่วงนั้นโรงงานอุตสาหกรรมบูม สร้างมลพิษ พอเรามี เราต้องการให้เขาเปลี่ยน แต่มีต้นทุนในการเปลี่ยน มีแรงจูงใจหรือไม่ กฎหมายบังคับใช้กับทุกคน ต้องคิดละเอียด ถ้าจะมีคลีนแอร์ ต้องเริ่มที่รถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชน (ขสมก.) ก่อน เริ่มที่รัฐบาลก่อน แล้วค่อยขยายออกไป
เรื่อง climate change มีต้นทุนมหาศาล ต้องมี Intensive ให้ ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี แต่ของเรา ตั้งเป้าไว้ ถ้าลดไม่ได้ ใครรับผิดชอบ โทษอาญา ต้อง balance ระหว่างทุกคน ผู้ได้รับผลกระทบต้องได้รับการช่วยเหลือเยียวยาตามสมควร เพื่อให้ไปข้างหน้าพร้อมกัน ถ้าเอาแต่ด้านหนึ่ง คุณจะทำลายอีกด้านหนึ่งทันที
“ทุกคนบอกว่า กฤษฎีกาช้า ถามว่า เรื่องลักษณะนี้ต้องถกเถียงทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหรือไม่ ถ้ามาไม่เรียบร้อยตั้งแต่แรก เราก็ไม่อยากปล่อยออกไป เพราะเรารู้ว่าจะสร้างความเดือดร้อน เราไม่อยากทำบาป การทำ Public consultation ต้องมาตั้งแต่นอกสภา คุยกันให้จบ กฎหมายของต่างประเทศจบมาตั้งแต่นอกสภาแล้วนะ รับฟังความคิดเห็น คุยกันเรียบร้อยจนทุกฝ่ายเข้าใจ เขาถึงจะมาร่างกฎหมาย บ้านเราร่างก่อนแล้วค่อยเอาไปฟัง”
@ เว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมายต้องไม่เป็นแค่พิธีกรรม
เราไม่อยากระบบรับฟังความคิดเห็น เช่น เว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย ให้เป็นพิธีกรรม เมื่อมีหลักการ มีความจำเป็นที่ต้องแก้อะไร เอาไปฟังก่อน เสร็จแล้วเวลาเขาทำ เขาแถมตัวร่างกฎหมายไปด้วย จริงๆ ต้องกำหนดประเด็นปัญหา (problem definition) ก่อน เสร็จแล้วไปฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่า ปัญหาใช่หรือไม่ ปัญหาเกิดจากอะไร และจะแก้โดยอะไร แล้วค่อยไปรับฟังอีกครั้ง ถ้าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเห็นด้วยค่อยไปร่างกฎหมาย แต่ของเรา problem definition เสร็จ ไม่รู้ละเอียดหรือไม่ ไปถึงพร้อมตัวร่างกฎหมาย ที่เราไปรับฟังความเห็นก่อนร่างกฎหมายไม่ได้ เพราะทุกคนมี agenda ทุกคนบอกว่า ต้องออกกฎหมาย
@ สร้างกลไกทางกฎหมาย ปิดช่องคอร์รัปชั่น
ส่วนการสร้างกลไลทางกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น กฤษฎีกาจะสร้าง Infrastructure ทางดิจิทัลขึ้นมา ให้กระบวนการทั้งหมดทำงานบนดิจิทัล เป็น Machine Readable และ Detect (ตรวจสอบ) ได้ ว่าเกิดปัญหาตรงไหน จะไม่ให้ถึงมือคน ไม่ต้องแก้กฎหมายก็ได้ แต่ขอให้มีอะไรรองรับว่า ทุกอย่างต้องทำบนดิจิทัลทั้งหมด และเป็น Machine Readable Format ทั้งหมด แล้วเราจะมีขั้นตอนว่า 1 2 3 4 5 แดงโร่ตรงไหนคุณโดน มันตรวจสอบได้ ไม่ต้องไปยุ่งกับประชาชน
“ผมว่าช่วยได้มาก ดีกว่าบอกว่า จับไปประหาร ความเสียหายเกิดแล้ว คอร์รัปชั่นเกิด ความเสียหายเกิดแล้ว คุณไปเยียวยามันไม่ควร ทางที่ดีที่สุดคือ ไม่ควรจะเกิดเหตุ ควรจะทำงานแบบนี้ ทุกคน Track และ Monitor ได้ จะได้ไม่เกิดความเสียหาย ไม่ใช่เกิดความเสียหายแล้วเอาตำรวจไปไล่จับ ให้ศาลพิพากษา เพิ่มงาน เพิ่มจำนวนผู้พิพากษา เรื่องทุนเทา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีข้อมูลอยู่แล้วว่า ใครเป็นนอมินี แต่หน่วยงานอื่นตรวจไม่ได้ ปปง.ก็ตรวจไม่ได้ มหาดไทยก็ตรวจไม่ได้ ต้องเชื่อมข้อมูลมาให้หมด ให้ใครก็ตามตรวจสอบได้ แม้แต่ข้าราชการร่ำรวยผิดก็ตรวจสอบได้ ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินก็ตรวจสอบได้”
คนไทยชอบหาเจ้าภาพ ทำไมคุณไม่ Decentralized (กระจายการรวมศูนย์) เมื่อไหร่ที่คุณ Centralized (รวมศูนย์) ตรงนั้นจะเกิด Abuse (การใช้อำนาจผิด) มากที่สุด เพราะทุกคนจะแย่งกันไปอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าคุณทำเหมือนระบบ Blockchain สมมุตินะ เป็น Ledger ที่เมื่อไหร่คุณเปิดหัวทำอะไร ทุกคนรู้หมด ปิดไม่ได้ ภายใต้ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่รัดกุม
“ถ้าต้องการแก้ ไม่ใช่ไปตั้ง ป.ป.ช. น้อย ตั้งอีกหน่วยงานหนึ่ง ไม่ต้องรอให้เขาโกงหรอก เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เสียหายไปแล้ว ไล่ตามจับไม่ทันหรอก เช่น กรณีฉ้อโกงของตลาดหลักทรัพย์ รอจนเหตุเกิด จึงไปไล่ตาม มีเทคโนโลยีต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ออกกฎหมายร้อยฉบับก็ไม่แก้นิสัยคนได้หรอก”
@ พร้อมสนับสนุนรัฐบาลกิโยติน (พัฒนา) กฎหมาย
กฤษฎีกาพร้อมสนับสนุนรัฐบาลและยินดีอย่างยิ่ง กฤษฎีกาตั้งใจทำและทำมานานแล้ว แต่เราเรียกว่า การพัฒนากฎหมาย เราไม่เรีกว่า กิโยติน การตัดทิ้งมันหยาบมาก แต่คือการพัฒนากฎหมายให้มีคุณภาพมากขึ้น สร้าง Ecosystem ให้เหมาะ ไม่ใช่อยู่ๆ ไปตัดทิ้ง เป็นความคิดที่ง่ายเกินไป ต้องใช้เวลา ต้องให้ความเข้าใจคนสังคมไปพร้อมๆกัน สังคมไม่ได้โตขึ้น Maturity กำลังต่ำลงเรื่อย ๆในทุกมิติ
ทุกคนต้องร่วมกันทำโดยมีเป้าหมายเดียวกันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าเราไม่แก้ ประเทศนี้ไม่มีใครมายุ่งด้วย ไม่ใช่เราไม่เดิน เราเดินแต่คนอื่นเขาเดินเร็วกว่า และเราจะถูกทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ
กฤษฎีกาฝากเรื่องเดียวคือ ขอให้ช่วยกันตามโลกให้ทัน ความท้าทายที่เราต้องเผชิญ คือ Geopolitics, Geo-economic Ageing Society และ Technology Disruption ซึ่งทำให้เกิด Personalization มากขึ้น ทุกคนจะอยู่ในโลกของตัวเอง ขังตัวเองอยู่ในโลกของตัวเอง ฟังในสิ่งที่ตัวเองชอบฟังเท่านั้น ไม่ฟังสิ่งที่ไม่ชอบฟัง สังคมจะแตกแยกไปเรื่อย ๆ และสังคมจะแตกเป็น Fragmented เล็กลงเรื่อย ๆ
“ถ้าทุกคนไม่มีใครฟังกัน ไม่มีใครยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ตอนนั้นจะอยู่ไม่ได้ ผมห่วงเรื่องนี้มากที่สุด ในภาพรวม ทุกวันนี้เราเห็นสัญญาณบ่งชี้แล้วว่า เราเป็นอย่างนั้น สมมุติว่า มีใครใช้ AI สักอย่างในการเลือกตั้ง มาจัดการอะไรต่างๆ นานา ทางโซเชียลมีเดีย ทางช่องต่าง ๆ ผมว่าน่าเป็นห่วง ไม่ได้อยู่บนเหตุผล อยู่บนความเชื่อ ความชอบ ซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตย ซึ่งต้องมีเหตุผล มีข้อดีและข้อเสีย เพราะอะไร ๆ แต่บ้านเราใช้ความเชื่อและใช้อารมณ์ ใช้วาทกรรมในการเชือดเฉือนกัน ตรงนี้ไม่ดีเลย”
ผมมองในฐานะที่เป็นนักสังเกตการณ์สังคม เพราะนักกฎหมายเปรียบเทียบเขาบอกว่าต้องเป็น social reality of server โลกจะเปลี่ยนตลอดเวลา คุณต้องสังเกตตลอดเวลาว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เช่นนั้นคุณจะออกกฎเกณฑ์ กติกาอะไรที่หลุดโลกไป และเท่าที่ผมสังเกต คนเริ่มใช้อารมณ์ ใช้ความเกลียดชังมากขึ้น ใช้เหตุผลน้อยลง ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะในแง่ของกฎหมาย คิดว่า อันตรายที่สุด เพราะถ้าความเกลียดชังเกิดขึ้นแล้ว กลับมาได้ยากมาก
“ผมกังวลนะ อีกไม่กี่ปี ผมก็เกษียณแล้ว ไม่เป็นไรหรอก ผมห่วงลูกหลาน จะหานักกฎหมายที่ปากกล้าอย่างผมได้สักกี่คนก็ไม่รู้ ถ้าไม่เต็มที่ผมจะไม่ให้ความเห็น ผมไม่รู้ เพราะผมไม่รู้ข้อเท็จจริง อยู่ ๆ เอาคำถามมาถามผม ถ้าผมเผลอพูดไปก็เป็นประเด็น ผมเป็นนักกฎหมาย ต้องรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อน ผมถูกสอนมาอย่างนั้น กว่าผมจะวินิจฉัยอะไรได้ ผมคิดนะ ไม่ใช่นึกอยากจะพูดอะไรก็พูด ยิ่งผมเป็นหัวหน้าหน่วยงาน ผมพูดอะไรออกไปกระเทือนนะ”
ถ้าผมรู้ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ (ดูภาพ) ผมอธิบายได้เป็นวันๆ ฝากไปเผยแพร่ด้วย ผมอยากให้คนรู้ เพราะถ้าผมตายไป ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ผมทำนายไว้นานแล้ว ว่าอีก 2-3 ปี (2029) เราต้องเจอกับอะไร นี่คือสิ่งที่เราต้องเจอ นี่คือความท้าทายที่เกิดขึ้น
ปกรณ์ นิลประพันธ์ นักกฎหมายเปรียบเทียบ-นักสังเกตการณ์สังคม-นักกฎหมายฝีปากกล้า ทิ้งท้ายก่อนปิดบทสนทนากับสำนักข่าวอิศรากว่า 1 ชั่วโมงเต็ม ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการิมแม่น้ำเจ้าพระยา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา