
“…กฎหมายไทยเกือบทั้งหมด 99 % กล้ายืนยันว่าใช้ระบบควบคุมผ่านการอนุมัติ อนุญาต เหมือนโลกยุคปี 1939 เรายังไม่ออกจากกรอบการอนุมัติ อนุญาตเลย สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหา ใช้คนเยอะ สร้างภาระ ใช้ดุลพินิจในการอนุมัติ อนุญาต เป็นช่องทางทุจริตสำหรับเจ้าหน้าที่ พอใช้ดุลพินิจมาก ก็โกงกันมาก…”
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์พิเศษ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ถึงการพัฒนากฎหมาย หรือ ที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นการ ‘กิโยตินกฎหมาย’ ตอนนี้ขอเสนอเป็นตอนแรก
อ่านข่าวประกอบ : 'กฤษฎีกา' รื้อ กฎหมายการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ – ปิดช่องคอร์รัปชั่น
@ จาก ‘Deregulation’ สู่ ‘Better Regulation for Better Life’
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เริ่มต้นปูพื้นว่า ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย ซึ่งแต่ละที่มันก็ไม่เหมือนกัน เป็นธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องภูมิศาสตร์ เหล่านี้ทำคนไปในทางที่ไม่เหมือนกัน คนยุโรปจะมีธรรมชาติอย่างหนึ่ง คนเอเชียเราร้อน ๆ จะมีธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง มีวิธีคิดอีกชุดหนึ่ง
เราอุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ไม่ค่อยกังวลมาก เกาหลีเป็นประเทศที่มีแต่หิน ฟื้นตัวจากสงคราม เพราะฉะนั้นเขาต้องทำอะไรอีกเยอะ ดังนั้น พื้นฐานความเป็นมาจะไม่เหมือนกัน มหาวิทยาลัยจึงบังคับให้เราเรียนอารยธรรมตะวันตกกับอารยธรรมตะวันออกเพื่อจะเชื่อมเรื่องนี้ให้ติด
ผมพบว่านี่คือเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะในการทำกฎหมายเปรียบเทียบ ถ้าเราไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลง มีพัฒนาการไปในแต่ละสังคม หรือชุมชน เราจะอธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้ยากมาก และสังคมก็จะไม่เข้าใจ
“แผนภาพนี้ผมทำเอง (ดูจากภาพด้านล่าง) ใช้สอนน้อง ๆ มาตลอดเป็นสิบปีแล้ว โดยเริ่มว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี เกิดปี 1939 สงบปี 1945 หลังจากนั้น 1-2 ปี เกิดช่องว่างขึ้นมา หลังรบราฆ่าฟันกันตายเป็นสิบล้านคน เริ่มมาค้าขายกันแบบเปิดตลาด เกิดข้อตกลงการค้าเสรี นี่คือ New Normal ที่เกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกเพียงสองปีเท่านั้น เหตุผลคือต้องการฟื้นฟูบูรณะความเสียหายที่เกิดขึ้น ต้องการเร่งการค้าการลงทุนระหว่างกัน”
พอเร่งการค้าการลงทุน การค้าขายภายในประเทศไม่พอ ถ้าขายของภายในประเทศ GDP โตได้แค่ 1 % แต่ถ้าขยายออกไปทั่วโลก GDP จะโตมากขึ้น การเจริญเติบโต (growth) จะเกิดขึ้นทันที นี่คือช่องว่าง (gap) ที่เกิดขึ้น แล้วก็เริ่มวิวัฒนาการขึ้นมา ในเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ จะมีผลกระทบทั้งหมด รวมถึงระบบกฎหมาย นี่คือ ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ระบบการค้าการลงทุนจะเริ่มวิวัฒนาการ สีจะจางลง คือ เบาบางลง และเกิดสิ่งใหม่ขึ้น เริ่มสิ่งใหม่ขึ้น

“กฎหมายก็เช่นเดียวกัน เมื่อก่อนเราใช้ระบบอนุมัติอนุญาตเต็มรูปแบบ หรือ เรียกว่า Control System แต่โลกหลังปี 1980 เปลี่ยนเป็นคำว่า การลดหรือยกเลิกกฎระเบียบ (Deregulation) ที่เราได้ยินบ่อย ๆ ซึ่งตอนนั้นเกิดคำว่า Regulator ขึ้นมา ปัจจุบันก็ยังพูดกัน ทั้งที่ล้าสมัยไปแล้ว นักกฎหมายไทยบางส่วนก็ยังพูดถึง Regulator อยู่เลย”
พอมาถึงยุคหนึ่ง ซึ่งเกิดคดีฉ้อโกงบริษัทเอนรอน (Enron Corporation) ในปี 2544 เกิด Moral Hazard การ Deregulation ไปไม่ได้ด้วยตัวของมันเอง ในบางเรื่อง
Deregulation ไม่ใช่ไม่มีระเบียบข้อบังคับเลย แต่การทำให้มี Self-regulation (ควบคุมกันเอง) สำหรับธุรกิจ ซึ่งในสหรัฐอเมริกา พอให้ Self-regulation ทุกคนเอามือล้วงกระเป๋า เพราะผลกำไรจะต่ำลง เกิด Moral Hazard เกิดคดีเอนรอนในช่วงนั้น
“เสร็จแล้วเขาเลยเปลี่ยนเป็นว่า สิ่งที่จำเป็นต้องมี ไม่ใช่ Deregulation ไม่ใช่ควบคุมอย่างเดียว ขณะเดียวกันไม่ใช่ปล่อยอย่างเดียว แต่ต้องเป็น ‘Better Regulation’ หรือ มีกฎหมายที่สมเหตุสมผล มีเท่าที่จำเป็น เพราะกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพคน และสร้างกระบวนการ ขั้นตอนต่างๆ มากมาย เป็นทั้งภาระรัฐและภาระของประชาชน”
ภาระรัฐ คือ พอมีกฎหมายมาก ก็ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายมาก ใช้เจ้าหน้าที่และเครื่องมือเยอะ ผูกไปในเรื่องงบประมาณ เรื่องต่างๆ เต็มไปหมด พอมีขั้นตอน ประชาชน คือ ต้นทุน ระยะเวลาและกระบวนงานที่ต้องใช้ ทุกอย่างมีดอกเบี้ย
“ขณะที่ระบบโทษ เราใช้โทษอาญาอย่างเดียว เอะอะก็ลงโทษอาญา เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ตอนหลังเริ่มเปลี่ยนหมดแล้วและเปลี่ยนมานานแล้ว จนกระทั่งมีเรื่อง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เปลี่ยนวิธีคิดใหม่เป็น Better Regulation for Better Life การมีกฎหมายที่ดีเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งได้นำมาเป็นวิสัยทัศน์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในปัจจุบัน ถามว่า วิธีการทำกฎหมายเปลี่ยนไปอย่างไร คุณต้องตอบให้ได้ว่า สิ่งที่คุณทำ ทำให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้นอย่างไร”
@ ใช้ดุลพินิจมาก-โกงมาก
ถามว่ากฎหมายไทยมีเยอะไหม ถึงแสนฉบับตามที่ลงข่าวกันไหม บอกได้เลยว่าไม่ถึง ผมนับทุกวัน ทุกเดือน ตัวเลขขึ้น ๆ ลง ๆ ยกตัวอย่างกฎกระทรวง ถ้ามีกฎหมายใหม่ก็จะมีกฎกระทรวงเพิ่ม แต่ถ้ามีการยกเลิกกฎหมาย กฎกระทรวงก็จะหายไป
“กฎหมายไทยเกือบทั้งหมด 99 % กล้ายืนยันว่าใช้ระบบควบคุมผ่านการอนุมัติ อนุญาต เหมือนโลกยุคปี 1939 เรายังไม่ออกจากกรอบการอนุมัติ อนุญาตเลย สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหา ใช้คนเยอะ สร้างภาระ ใช้ดุลพินิจในการอนุมัติ อนุญาต เป็นช่องทางทุจริตสำหรับเจ้าหน้าที่ พอใช้ดุลพินิจมาก ก็โกงกันมาก”
ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่พระราชบัญญัติ ปัญหาส่วนใหญ่อยู่ที่กฎกระทรวง 7,000 กว่าฉบับ แต่ละฉบับจะกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข
“สมมุติว่า 1 เรื่อง จะกำหนดไว้ 3 ขั้นตอน กฎกระทรวงฉบับหนึ่งพูดถึง 3 เรื่อง กฎกระทรวง 3 ฉบับก็คูณด้วย 3 เป็น 9 ลองเอา 9 คูณด้วยกฎกระทรวง 7,000 กว่าฉบับ ตรงนี้คือ pain point แต่เวลาคนจะไปแก้ จะแก้ พ.ร.บ.ก่อน ซึ่ง พ.ร.บ. ไม่ได้กระทบชาวบ้าน เพราะวางเฉพาะหลัก หลักการจำกัดสิทธิเสรีภาพคนกว้างๆ ส่วนหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขจะอยู่ในกฎกระทรวง อย่างที่เขาบอกกันว่า นางฟ้าอยู่ในหลักการ ซาตานอยู่ในรายละเอียด”
ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.69 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 917 ฉบับ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 40 ฉบับประมวลกฎหมาย 8 ฉบับ พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) 7,392 ฉบับ กฎกระทรวง 7,611 ฉบับ

@ ย้อนที่มาการกิโยตินกฎหมาย
ทุกคนเวลาพูดจะบอกว่า 1. เวลามีเรื่องอะไรขึ้นมาต้องออกกฎหมาย คือ พ.ร.บ. 2. ต้องแก้ พ.ร.บ. แต่ไม่ได้ดูว่าต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่กฎหมายลำดับรอง แม้กระทั่งกระบวนการอนุมัติ อนุญาต นี่คือ กรอบวิธีคิดของนักกฎหมาย และของสังคมที่มีต่อกฎหมาย
ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า การกิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine) คืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่ได้เกิดขึ้นที่เกาหลี แต่เกิดขึ้นครั้งแรกที่สวีเดน ปนะมาณปี 1980-1981 ตอนนั้น สวีเดนมีกฎหมายเยอะมากและไม่ได้ประกาศให้คนรู้ ต่างคนต่างออก กฎหมายลำดับรอง ไม่ได้ประกาศให้ประชาชนทราบ จนเกิดคดีขึ้นศาล จึงมีการออกกฎหมายมา 1 ฉบับ ระบุว่าถ้าไม่เอากฎหมายมาประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้คนรู้ทั่วไปภายในวันที่กำหนด ให้ถือว่าสิ้นผล เป็นการดัดหลังส่วนราชการ ปรากฏว่ากฎหมายหายไปทันที 40-50% ฝรั่งเลยเรียกว่ากิโยติน
ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ (ต้มยำกุ้ง) ปี 2540 ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำให้ทบทวนกฎหมาย เกาหลีใช้วิธีการให้ประธานาธิบดีเรียก Chaebol (กลุ่มธุรกิจใหญ่ที่ถือครองโดยตระกูลใหญ่ไม่กี่ตระกูล) มานั่งคุย เพราะมีอิทธิพลมากในการตัดสินใจของรัฐบาล การจ้างงานในประเทศและระบบเศรษฐกิจในประเทศ โดย Chaebol ขอให้ยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ซึ่งประธานาธิบดีรู้ว่า ถ้าไม่ยกเลิก ฟื้นไม่ได้ ดังนั้น เจตจำนงทางการเมือง (Political Will) สำคัญ
ขณะที่ไทย IMF ให้ออกกฎหมาย 10 ฉบับ ที่เรียกกันว่า กฎหมายขายชาติ จนบัดนี้ยังออกไม่ครบ เกาหลีทำได้ เพราะเกาหลีมีแต่อุตสาหกรรมเท่านั้น ถ้าไม่ทำไปไม่รอด แต่ไทยทำไม่ได้ เพราะปัจจัยความสำเร็จและบริบทไม่เหมือนกัน
@ แข่งขันได้-กฎเกณฑ์ไม่มาก ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
เหตุใด เซินเจิ้น เขตเศรษฐกิจพิเศษของจีนถึงประสบความสำเร็จ เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ขณะนั้นแบ่งออกเป็น 2 ข้าง 2 ขั้ว คอมมิวนิสต์ กับ โลกเสรี จีนเริ่มเปิดประเทศ ปี 1980 ตอนนั้น จีนไม่มีอะไรเลย มีแต่คนจน 800 กว่าล้านคน ที่ดินมหาศาล ใช้ลัทธิกีดกันทางการค้ามาก กำแพงภาษีสูงมาก
พอจีนเปิดประเทศ เอาคนเข้าไปได้เลย ถ้าจะไปลงทุน ที่ดินอยากได้ตรงไหน ชี้เลย ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ดินราคาถูก แรงงานราคาถูก ภาษีไม่เก็บ แถมยังอุดหนุนให้ด้วย ที่สำคัญที่สุด คือ สร้างระบบ one stop service เปลี่ยนมณฑลกวางตุ้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น พ้นกำหนด 5 ปี 10 ปี ค่อยให้กลับไปเป็นมณฑลกวางตุ้งเหมือนเดิม การลงทุนจึงไหลเข้าประเทศจีนอย่างไม่ขาดสาย ทำให้จีนเติบโตจนถึงทุกวันนี้
“ไทยเพิ่งตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเมื่อปี 62 สถานการณ์เศรษฐกิจ การเมืองโลกไม่ได้เป็นอย่างนั้น ตอนเราตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ สิทธิประโยชน์ทางภาษีทั่วโลก ภาษีศุลกากรเกือบเป็นศูนย์ทุกรายการเกิดขึ้นแล้ว การนำเข้าส่งออก ทุกคนได้รับเงินอุดหนุน แต่ที่ดินในเขต EEC แพงมาก แรงงานไทยแพง ถามว่า เราจะมีแนวทางประสบความสำเร็จอย่างจีนไหม ไม่มีทาง เพราะแข่งขันไม่ได้ และกฎเกณฑ์เราก็เยอะมาก”
@ กฎหมายควรมีเท่าที่จำเป็น
สิ่งที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังดำเนินการ คือ การมองว่า กฎหมายเป็นเรื่องใหญ่ แต่คนอื่นไม่ได้มองเหมือนเรา ยกตัวอย่างเช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะแก้เฉพาะเรื่องโครงสร้างทางการเมือง ระบบทางการเมือง ไม่ได้แก้โครงสร้างทางกฎหมาย
“ในช่วงที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ผมยืนกรานว่า ต้องแก้ระบบกฎหมาย แก้การเมืองอย่างเดียวไม่ได้ ทุกครั้งที่ทำรัฐธรรมนูญใหม่จะมุ่งถึงเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ระบบการเมือง จะเลือกตั้งอย่างไร ผมจึงยืนกรานว่า ต้องใส่มาตรา 77 เข้าไปในรัฐธรรมนูญ”
มาตรา 77 เป็นมาตราเดียวในรัฐธรรมนูญที่มีผลใช้บังคับในตัวเอง โดยที่ทุกฝ่ายยอมรับ ในขณะที่ระบบสถาบันการเมือง รัฐสภา วุฒิสภา มีข้อโต้แย้งกันทุกเรื่อง
เราเปลี่ยนหลักวิธีการเขียนกฎหมายใหม่ ในมาตรา 25 เรื่อง การรับรองสิทธิเสรีภาพ จนถึงบัดนี้สังคมยังเข้าใจแบบเดิมว่า อะไรที่ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญจะไม่ได้รับการรับรอง เราได้กลับหลักมาตั้งแต่ปี 2560 ว่า ในมาตรา 25 ที่บอกว่า อะไรที่กฎหมายไม่ได้ห้าม คุณมีสิทธิที่จะทำได้ตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด ถือว่าเรามีเสรีภาพมากกว่าเดิม
ต้องทำการประเมินผลกระทบของกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment : RIA) ก่อนออกกฎหมาย ต้องรับฟังความเห็นสาธารณะ (public consultation) คือการปฏิรูประบบกฎหมาย วางหลักการลงไป เรื่องคณะกรรมการไม่จำเป็นต้องใช้ ระบบอนุมัติ อนุญาตให้ใช้เฉพาะที่จำเป็น เพื่อวางโครงในอนาคต ถ้าหลักการนี้เป็นที่ยอมรับในสังคมจะถูกผลักไปเองโดยธรรมชาติ
“สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานที่ไม่ต้องการออกกฎหมายจำนวนมาก เราอยากให้มีกฎหมายน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ มีเฉพาะเท่าที่จำเป็น เฉพาะเรื่องจริงๆ ซึ่งสวนกระแสสังคมอย่างสิ้นเชิง เราไม่ได้มีหน้าที่ผลิตกฎหมายเยอะๆ ถ้าคิดอย่างนั้น ผิด เพราะนั่นหมายความว่า เรากำลังจำกัดสิทธิเสรีภาพของคนมากขึ้นเรื่อย ๆ ๆ ขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นกฎหมายควรจะมีเท่าที่จำเป็น”

@ Soft Side ของกิโยตินกฎหมาย
หลังจากปี 60 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ทำกฎหมายอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ อนุญาตของทางราชการ เพราะเราเชื่อว่า ไม่มีทางที่จะกิโยตินกฎหมายได้แบบตัดทิ้งทีเดียวทั้งพวง
แนวคิดนี้ มีการเสนอขึ้นมาสมัยที่ผมร่วมทำรัฐธรรมนูญปี 2560 ผู้วิจัยพาฝรั่งมาพบท่านมีชัย (นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างฯ) เราฟังไอเดียเขาแล้วบอกว่า Key Success Factors คนละอย่างนะ คุณจะได้งานวิจัยชิ้นหนึ่ง แต่เอาไปใช้ไม่ได้ ถ้าคุณไม่เข้าใจบริบทของประเทศไทย เขาก็ไม่ฟัง เขาก็ไปผลักดันเรื่องกิโยตินกฎหมาย เพราะฉะนั้น ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2559-2560 จึงไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทำไม่ได้
“ดังนั้นสิ่งที่กฤษฎีกาทำเรื่องที่สอง (เรื่องแรก มาตรา 77) คือ กฎหมายอำนวยความสะดวก ขั้นที่หนึ่ง ทุกหน่วยงานของรัฐต้องมีคู่มือประชาชน อะไรที่เคยอยู่ใต้โต๊ะเป็นขั้นตอนในการทำงานต่างๆ เอาขึ้นมาวางบนโต๊ะก่อน ให้ประชาชนรู้ ประกาศให้ประชาชนรู้ และต้องเขียนด้วยว่าทำอะไรบ้าง กระบวนการ ขั้นตอนใช้เวลากี่วัน”
ขั้นที่สอง การอนุมัติ อนุญาต จะเรียกเอกสารเพิ่มเติมไม่ได้ ต้องใช้ดุลพินิจให้น้อยที่สุด ตัดเรื่องดุลพินิจออก เขียนไว้ในกฎหมายตรงๆ ไม่ได้ เพราะจะถูกต่อต้านจากกลุ่มผู้เสียประโยชน์ทันที ไปตัดอำนาจเขามากไป เป็น Soft Side ของกิโยติน ไม่ใช่ Hard Side ของกิโยติน
@ รื้อ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
เรื่องที่สาม มีการออก พ.ร.บ. การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ไม่สามารถแก้กฎหมายได้ทุกฉบับเพื่อให้ใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ และถ้าไม่มีกฎหมายเขียน สำนักงบประมาณจะไม่ให้งบประมาณกับหน่วยงาน เพราะฉะนั้น นอกจากเอาข้างล่างขึ้นมาข้างบนแล้ว วิธีการทำงานให้ทำโดยอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตั้งของบประมาณได้ด้วย สามารถอำนวยความสะดวกได้ ให้หน่วยงานติดต่อกันทางอีเมล์ เป็น Machine Readable เพื่อใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ ตรวจสอบได้ ทำงานจากที่ไหนก็ได้ ลด Carbon Footprint และมี work life balance อย่างที่ต้องการ เพิ่มคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เราเริ่มจากอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ และขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นได้
“ขณะนี้ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกำลังทำอยู่ คือ การรื้อการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะของเก่าใช้มาเกือบ 40 ปีแล้ว ซึ่งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จะรองรับธุรกรรมภาคเอกชนและธุรกรรมภาครัฐ ให้ทำโดยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อให้รองรับ Digital Government และ Open Government ซึ่งทำร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) หรือ DGA เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ตอนนี้ทำเสร็จแล้ว เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว แต่เกิดการยุบสภาฯ (12 ธ.ค.68) เสียก่อน ซึ่งกฤษฎีกาจะยืนยันกับไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เมื่อมีรัฐบาลใหม่”
ผลที่จะเกิดขึ้นจากร่างพ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ คือ การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จะเกิดขึ้นและมีกฎหมายรองรับทั้ง รัฐบาลกับรัฐบาล (Government to Government :G2G รัฐบาลกับธุรกิจ (Government-to-Business : G2B) และ ธุรกิจกับธุรกิจ (Business-to-Business : B2B) ครอบคลุมทั้งวงจร
“อีกหนึ่งเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพยามทำ คือ ร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ซึ่งเป็นชุดกฎหมายที่เสนอไปพร้อมกับ ร่าง พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐเพื่อนำไปวิเคราะห์ว่า ผิดปกติหรือไม่ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กฎหมายข้อมูลข่าวสารเขียนให้ส่งได้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ทุกคนไม่กล้าส่ง จึงต้องมี พ.ร.ฎ. อีกฉบับหนึ่งขึ้นมารองรับอีกชั้น ให้มีหน้าที่ต้องส่ง”
ติดตามตอนต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา