
"...ตามทฤษฎีกรัมชีแล้ว ทั้งหมดเป็น “สงครามความคิด” เพื่อการปฏิวัติชนชั้นที่นักทฤษฎีได้สร้างขึ้น และกำลังขยายผลไปสู่ความแตกแยกอย่างกว้างขวาง หลายคนที่สนับสนุนพรรคนั้น อาจต้องการเพียงแค่การเปลี่ยนแปลง แต่น่าจะนึกไม่ถึงว่า “บั้นปลาย” ของการเปลี่ยนแปลงตามทฤษฎีกรัมชีนั้นคืออะไร น่าคิดว่า “ชนชั้นนำไทยจะปฏิวัติตัวเอง” ตามที่อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล กล่าวถึงหรือไม่ หรือว่าจะปล่อยให้เกิด “Active Revolution” ขึ้นมาจริง ๆ..."
1. เฟซบุ๊คอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล วันที่ 10 ธันวาคม 2023 เขียนว่า
“พลังฝ่ายอนุรักษ์และชนชั้นปกครองที่สนธิกำลังกันทำ Passive Revolution (ปฏิวัติจากเบื้องบน ปฏิวัติที่ไม่ปฏิวัติ ปฏิวัติเพื่อหยุดการเปลี่ยนแปลง หยุดไม่ให้ชนชั้นผู้ถูกปกครองขึ้นครองอำนาจได้) ได้ใช้การทำสงครามทางความคิด หรือ War of Position เพื่อแย่งชิงความคิดและฐานมวลชน เช่น การเปลี่ยนแปลงใดๆที่พรรคก้าวไกลเสนอ เป็นไปไม่ได้ภายในระยะเวลาอันสั้นนี้ สิ่งที่พรรคก้าวไกลเสนอ เป็นเรื่องเพ้อฝัน เสนอเอามัน เสนอเอาแต้ม และไม่รับผิดชอบกับสังคม ถึงเวลาตัวเองมาเป็นรัฐบาล ก็ทำไม่ได้
แต่การเปลี่ยนแปลงก็ต้องเกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลตัวแทนพลังอนุรักษ์และชนชั้นปกครองจะทำให้ดู โดยไม่ต้องทำแบบก้าวไกล ไม่ต้องเปลี่ยนใหญ่ ไม่ต้องรื้อ เปลี่ยนได้ ถ้ารู้จักประนอมอำนาจ ถ้าใช้กลไกแบบที่เป็นอยู่ให้เป็น เราก็สามารถทำประโยชน์ให้ประชาชนได้แล้ว ดีกว่าฝันไปวันๆแต่ไม่มีโอกาสใช้อำนาจเปลี่ยนแปลง ยกเลิกเกณฑ์ทหารรึ ไม่ต้องแก้กฎหมายหรอก ใช้การบริหารจัดการจำนวน ก็เลิกโดยปริยายได้ ยกเลิก กอ. รมน.หรือ ไม่ต้อง แต่เปลี่ยนบทบาทแทน ทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือ ทำสิ แต่ทำทั้งฉบับ สุดท้ายจะไม่ได้ทำ เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ คนหาเช้ากินค่ำ ได้เติบโต ขยายเค้ก พื้นที่ให้กว้างกว่าเดิม แต่ยังไงก็ไม่มีทางท้าทายทุนผูกขาดขนาดใหญ่ได้ ฯลฯ
พรรคก้าวไกล นักการเมืองของพรรคก้าวไกล จะสู้กับสงครามทางความคิดรอบใหม่นี้ได้อย่างไร ในห้วงเวลาที่เขามีอำนาจรัฐและงบประมาณ และจะทำให้ดูให้ได้ด้วย ผมเห็นว่า ถ้าส.ส.พรรคก้าวไกล (บางคน หลาย ๆ คน) ยังคงใช้วิธีแบบเดิม เช่น ตามจับว่ารัฐบาลไม่ทำตามที่หาเสียงไว้ ทำไมรัฐบาลไม่ทำตามที่พรรคก้าวไกลเสนอ พร้อมเติมสีสันด้วยการแซะผ่านคำคม ภาพ ล้อเลียน ตามโลกโซเชียล ทำแค่นี้ ไม่เพียงพอต่อการเอาชนะสงครามทางความคิดรอบนี้ได้ พวกเขากำลังสร้างชุดอธิบายว่า แบบก้าวไกลเป็นไปไม่ได้ แบบเขาเป็นไปได้
แบบก้าวไกล เสี่ยง ไปเจออะไรไม่รู้ แบบเขาอาจมาทีละนิด มาช้า แต่ชัวร์ และได้อะไรบ้าง ถ้า ส.ส.บางคนหรือหลายคน ยังคงสู้ด้วยการอธิบายแค่ว่า ตระบัดสัตย์ ไม่ทำตามที่หาเสียง ทำเท่านี้ ก็ได้แค่ทำลายความชอบธรรม แต่มันไม่ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ไม่ได้สร้างความหวังให้ผู้คนว่า สังคมใหม่ที่ก้าวไกลกำลังสร้าง คืออะไร หน้าตาแบบไหน นอกจากนี้ ยังไม่ได้ชี้นำความคิดมวลชนด้วย พรรคและส.ส.มีหน้าที่ทำให้คนมหาศาลเชื่อได้ว่า สิ่งที่ กก. เสนอ เป็นไปได้ในวันพรุ่ง ทำให้คนมีความหวัง วาดภาพให้เห็นเป็นรูปธรรม ถ้า 4 ปีนี้ ยังทำไม่ได้ หรือไม่มากพอ แล้วจะหาคะแนนเสียงเพิ่มอีก 6-7 ล้านจากไหน?”
2. Passive Revolution คืออะไร?
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นนักทฤษฎีของ “พรรคอนาคตใหม่” จนต่อมาเปลี่ยนเป็น “พรรคก้าวไกล” และ “พรรคประชาชน” ในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจ “Passive Revolution” ที่อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล กล่าวถึงพอเป็นสังเขปก่อน ดังนี้
“Passive Revolution” เป็นมโนทัศน์ของกรัมชี (Gramsci’s concepts) เขาต้องการอธิบายว่าสาเหตุที่กรรมาชีพไม่ “ปฏิวัติ” เพราะชนชั้นนำในระบบทุนนิยมมี “Passive Revolution” คือ การปฏิวัติตัวเองเสียก่อน โดยเฉพาะในโลกยุคใหม่ (modernity) ที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอยู่บ่อยครั้ง
ปัญหาอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของชนชั้นนำดังกล่าวนั้น ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนโครงสร้างที่แท้จริง โดยเฉพาะชนชั้นผู้ด้อยสิทธิ (subaltern class) ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการปฏิวัติ จึงไม่เกิดการปฏิวัติชนชั้นตามความหมายดั้งเดิมของคาร์ล มาร์กซ (Karl Marx)
กรัมชียกตัวอย่าง “ริซอร์จิเมนโต” (Risorgimento) หรือขบวนการรวมชาติอิตาลี ช่วง ค.ศ. 1815-1871 ว่าเป็น “Passive Revolution” เขาเรียกขบวนการนี้ว่า “การปฏิวัติที่ปราศจากการปฏิวัติ” (Revolution without Revolution) คือ ขบวนการเคลื่อนไหวที่ขาดการมีส่วนร่วมของมวลชน
กรัมชีจึงเห็นว่า “Passive Revolution” เป็นความสามารถของพวกกระฏุมพีที่ทำการประกาศเปลี่ยนแปลงสังคม ในขณะที่พวกเขายังคงสามารถรักษาอำนาจการควบคุมชนชั้นผู้ด้อยสิทธิเอาไว้ได้
3. แล้วกรัมชีต้องการอะไร?
กรัมชีเห็นด้วยกับมาร์กซ ในเรื่อง “การปฏิวัติชนชั้น” แต่ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีของมาร์กซที่เป็น “นิยัตินิยม” (Determinism) ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงถูกกำหนดล่วงหน้าตายตัว และไม่เห็นด้วยว่าทุกสิ่งมีเป้าหมายปลายทางสุดท้ายเพื่อบรรลุผลลัพธ์บางอย่าง (teleology)
ข้อสำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ กรัมชีไม่เห็นด้วยว่าโครงสร้างส่วนล่าง คือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เป็นตัวกำหนดโครงสร้างส่วนบน แต่กรัมชีเห็นว่าโครงสร้างทั้งสองส่วนทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจกับวัฒนธรรม ได้ “ผลิตซ้ำ” อำนาจที่สร้างการยอมจำนน จนกระทั่งสามารถครอบงำจิตสำนึกผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง เขาแบ่งอำนาจที่สามารถสร้างการยอมจำนนนี้ออกเป็นสองชั้น คือ ชั้นแรก อำนาจการครอบงำ (dominance) โดยทั่วไป และอำนาจการครองอำนาจนำ (hegemony) ซึ่งเป็นอำนาจที่ผลิตซ้ำที่สร้างการยอมจำนนได้ลึกซึ้งกว่า
ดังนั้น การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยมนุษยชาติ จึงต้องต่อสู้ทางความคิดก่อน เพื่อตอบโต้กับการครองอำนาจนำ (counter hegemony) ที่มีการครองอำนาจนำเดิมอยู่ กรัมชีเรียกขั้นตอนการต่อสู้ทางความคิดนี้ว่า “war of position”
ส่วนวิธีการต่อสู้ เขาไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติโดยใช้กำลัง แต่เห็นว่าวิธีการทางรัฐสภาและการเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็สามารถสร้างการปฏิวัติชนชั้นได้ เขาเรียกการสร้างฐานมวลชนเพื่อการปฏิวัติทางความคิดของเขาว่า “civil society”
4. อะไรคือ Active Revolution ที่กลุ่มปัญญาชนกลุ่มหนึ่งกำลังทำในประเทศไทย?
แนวคิดของกรัมชีเป็นการต่อสู้ทางสันติในระบอบรัฐสภา แม้ว่าจะล้มเหลวในการปฏิวัติอิตาลี แต่มีการ “ส่งออก” ให้บรรดาผู้นิยมแนวคิดของเขา (Gramscian) นำไปประยุกต์ใช้ทั่วโลก
ประเทศไทยมีผู้นำแนวคิดของกรัมชีมาใช้เพื่อสร้างฐานมวลชน โดยเริ่มต้นจากการสร้างกรอบแนวคิดต่อต้านชนชั้นนำก่อน
เริ่มจากอูเจนี่ เมรีโอ (Eugeni Merieau, 2016) ภริยาอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล เสนอบทความ ชื่อ “Thailand’s Deep State, Royal Power and the Constitutional Court (1997–2015)”
ต่อมา นักรัฐศาสตร์ชั้นนำของเมืองไทยเอาไปใช้สอนนักศึกษาว่ามี “รัฐพันลึก” ซ้อนอยู่กับรัฐไทย ทั้งที่งานของเมรีโอ นำเอากระแสพระราชดำรัสรัชกาลที่ 9 ไปตีความโยงกับการตัดสินคดีของศาลรัฐธรรมนูญเอาเองโดยปราศจากพยานหลักฐาน
ความเข้าใจผิดเรื่อง “รัฐพันลึก” ยังก้องอยู่ในหัวของอาจารย์ไทยหลายคนจนกระทั่งปัจจุบัน และมีการผลิตซ้ำเป็นแนวคิดที่คล้ายกัน เช่น “ราชาชาตินิยม” โดยมีเป้าหมายเดียวกัน
แม้แต่ในสื่อทีวีออนไลน์ ยังมีการนำไปพูดต่อ ๆ กันว่า “มีรัฐพันลึก” ซ้อนอยู่กับรัฐไทย ทั้งที่น่าจะเป็นคำพูดที่หมิ่นเหม่ว่าจะขัดต่อกฎหมาย
อำนาจการผลิต “วาทกรรม” ต่อต้านการครองอำนาจนำของกลุ่มปัญญาชนดังกล่าว จึงมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวในการเมืองไทยอย่างมากมายมหาศาล
ดังที่ปรากฏเป็นรูปธรรมจากข้อเสนอให้ปฏิรูปสถาบันของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 7 ข้อ
ต่อมา วันที่ 10 สิงหาคม 2563 กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ได้นำเอาไปปรับปรุงเป็นข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ
ไอลอว์ (iLaw) นำข้อเรียกร้อง 10 ข้อของนักศึกษาไปอธิบายเป็นแนวทางแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย เช่น (1) ยกเลิกมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ โดยการแก้รัฐธรรมนูญ หมวด 2 (2) ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา มาตรา 112 (3) ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 (4) ตัดลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้สถาบันพระมหากษัตริย์ (5) ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์ โดยแก้รัฐธรรมนูญ หมวด 2 (6) ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล (7) ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ (8) ยกเลิกการประชาสัมพันธ์และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงาม (9) สืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหารเข่นฆ่าราษฎร และ (10) ห้ามมิให้ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารครั้งใดอีก
วันที่ 6 กันยายน 2563 อาจารย์ปิยะบุตร แสงกนกกุล เขียนบทความว่าด้วยข้อเสนอข้อที่ 10 ของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม "ห้ามมิให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารครั้งใดอีก" ในนาม “คณะก้าวหน้า” เผยแพร่ต่อสาธารณะ
กลุ่มปัญญาชนที่สร้างวาทกรรมต่อต้านอำนาจนำ ได้แก่ อาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษาและไอลอว์ ดังกล่าว จึงจัดได้ว่าเป็น “แนวหน้า” (Forefront) ของการสร้างฐานมวลชน (Civil Society) ในการต่อต้านการครองอำนาจนำของไทย
จนในที่สุด นักศึกษาเคลื่อนไหวเรียกร้องตามแนวคิดเรื่อง “สงครามขับเคลื่อน” (War of Manoeuvre) ของกรัมชี ถูกจับกุมคุมขังไปหลายคน
ทั้ง ๆ ที่หลายคนที่เป็นมวลชนระดับล่าง (Working Class) พอรู้ว่าตนได้รับอิทธิพลทางความคิดดังกล่าวมาจากใครและอย่างไร และทุกคนล้วนเคยเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองที่พรรคการเมืองหนึ่งสนับสนุน และพรรคนั้นคอยวิ่งประกัน ช่วยเหลือ หรือให้กำลังใจ
ส่วนบรรดา “แนวหน้า” โดยเฉพาะคนที่เป็น “ต้นคิด” (Mastermind) ยังลอยนวล และนำเอาพรรคการเมืองมาเป็นเครื่องมือครอบงำและขับเคลื่อนต่ออีก
เมื่อไม่นานมานี้ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล สร้างแนวคิดต่อต้านการครองอำนาจนำขึ้นมาใหม่ว่า “มีใบอนุญาตใบที่สอง” ที่คอยสกัดกั้นไม่ให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล และเรียกร้องให้เลือกพรรคที่อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล สนับสนุนให้ถล่มทลาย แต่อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ไม่ระบุว่า “ใบอนุญาตใบที่สอง” คืออะไร จงใจให้ตีความกันเอง
ตามทฤษฎีกรัมชีแล้ว ทั้งหมดเป็น “สงครามความคิด” เพื่อการปฏิวัติชนชั้นที่นักทฤษฎีได้สร้างขึ้น และกำลังขยายผลไปสู่ความแตกแยกอย่างกว้างขวาง
หลายคนที่สนับสนุนพรรคนั้น อาจต้องการเพียงแค่การเปลี่ยนแปลง แต่น่าจะนึกไม่ถึงว่า “บั้นปลาย” ของการเปลี่ยนแปลงตามทฤษฎีกรัมชีนั้นคืออะไร
น่าคิดว่า “ชนชั้นนำไทยจะปฏิวัติตัวเอง” ตามที่อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล กล่าวถึงหรือไม่ หรือว่าจะปล่อยให้เกิด “Active Revolution” ขึ้นมาจริง ๆ..
บทความโดย :
ทนายบ้าน ๆ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา