"...เหตุผลที่รัฐบาลทหารใช้อธิบายการเลือกตั้งนั้นฟังดูเป็นทางการและสวยหรู ตั้งแต่การเดินตามโรดแมปสู่ “ประชาธิปไตยแบบมีวินัย” ตามรัฐธรรมนูญปี 2008 การแก้ไขปัญหาการเลือกตั้งปี 2020 ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ไปจนถึงการสร้างเสถียรภาพเพื่อยุติความขัดแย้งในประเทศ แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างของการเลือกตั้งครั้งนี้ เหตุผลทั้งหมดกลับชี้ไปในทิศทางเดียวกัน ว่านี่ไม่ใช่การพัฒนาประชาธิปไตย แต่เป็นการหลอกลวงตัวเองและชาวโลก..."
ชัยชนะถล่มทลายของพรรค National League for Democracy (NLD) ในการเลือกตั้งปี 2020 ภายใต้การนำของ นางอองซาน ซู จี คือฉันทามติทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เมียนมา ประชาชนส่งสารอย่างไม่กำกวมว่าต้องการรัฐบาลพลเรือน ต้องการลดบทบาทกองทัพ เพื่อนำพาประเทศออกจากวงจรอุบาวท์ที่ครอบงำการเมืองของประเทศมานานหลายทศวรรษ
แต่แน่นอนว่าสำหรับกองทัพเมียนมา ชัยชนะของประชาชนคือ “ภัยคุกคาม”
เดือนกุมภาพันธ์ 2021 การรัฐประหารก็เกิดขึ้น รถถังเคลื่อนตัวเข้ายึดเมือง ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง นางอองซาน ซู จี ถูกควบคุมตัวและดำเนินคดีต่อเนื่องภายใต้การปรักปรำด้วยข้อหาที่มองออกว่าเป็นการกลั่นแกล้ง เพื่อกำจัดทางการเมืองมากกว่าการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม เมื่อเสียงคัดค้านของประชาชนตามบ้านเรือน ล้นทะลักมาตามท้องถนนเริ่มดังและขยายตัวกว้างมากขึ้น กองทัพก็ตอบโต้อย่างโหดเหี้ยมด้วยกระสุนจริง มีการบุกจับยามค่ำคืน ทรมาน และทำให้ความเห็นใด ๆ ที่ต่างจากรัฐบาลทหาร กลายเป็นอาชญากรรม
การต่อต้านรัฐประหารอย่างสันติถูกบดขยี้ ประชาชนจำนวนไม่น้อยถูกผลักให้จับอาวุธ ตั้งกองกำลังป้องกันตนเอง (PDF) และเชื่อมแนวร่วมกับกองกำลังชาติพันธุ์ การปราบปรามจึงไม่เพียงทำลายพื้นที่ทางการเมือง แต่ยังเป็นชนวนให้เมียนมาก้าวเข้าสู่สงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบ
ตลอด 5 ปีภายใต้รัฐบาลทหาร เมียนมาไม่ได้กลับสู่ความสงบ หากแต่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ อำนาจรัฐไม่สามารถควบคุมดินแดนได้ทั่วประเทศ การสู้รบระหว่างกองทัพรัฐบาลกับกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น กะเหรี่ยง คะฉิ่น ฉาน และยะไข่ ทวีความรุนแรงมากขึ้น พร้อมกับความไม่ไว้วางใจที่ฝังรากลึกมานานนับสิบปี ชนกลุ่มน้อยซึ่งถูกกดทับอยู่ภายใต้โครงสร้างรัฐที่รวมศูนย์ มองกองทัพว่าไม่ใช่ผู้รักษาเอกภาพ แต่คือคู่ขัดแย้งโดยตรง
ผลลัพธ์คือประเทศตกอยู่ในภาวะสงคราม เศรษฐกิจพังทลาย เงินตราอ่อนค่า การลงทุนหายไป เกิดวิกฤตทางมนุษยธรรมอย่างรุนแรง ผู้คนหลายล้านกลายเป็นผู้พลัดถิ่นและแรงงานข้ามชาติ รัฐไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำหน้าที่พื้นฐานอย่างที่ควรจะเป็น
ในสภาพเช่นนี้ รัฐบาลทหารกลับประกาศจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้น โดยแบ่งพื้นที่การลงคะแนนออกเป็น 3 รอบ เป็นการจัดตามสถานการณ์ความปลอดภัยและเพราะควบคุมพื้นที่ไม่ทั่วถึง หลายเขตยังคงมีความขัดแย้งรุนแรง จนไม่สามารถจัดการลงคะแนนได้อย่างเต็มรูปแบบ การเปิดหีบลงคะแนนรอบแรกจัดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ส่วนที่เหลือที่พอจะจัดการเลือกตั้งได้ก็แบ่งเป็นรอบที่สองวันที่ 11 มกราคม 2569 และรอบสุดท้าย 25 มกราคม 2569 ในขณะที่อีกหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตที่มีการต่อต้านหรือสงคราม ไม่ได้ถูกจัดให้มีการเลือกตั้ง
ปรากฎตามข่าวว่ามีการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งรอบแรกน้อยมาก บรรยากาศการลงคะแนนไร้ชีวิตชีวา
คำอ้างว่านี่เป็น “ทางออกของประเทศ” และเป็นขั้นตอนสำคัญในการคืนอำนาจให้ประชาชนนั้น ขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง
คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ “คืนอำนาจ” หรือ “คืนความชอบธรรมให้ผู้ถือปืน”
เหตุผลที่รัฐบาลทหารใช้อธิบายการเลือกตั้งนั้นฟังดูเป็นทางการและสวยหรู ตั้งแต่การเดินตามโรดแมปสู่ “ประชาธิปไตยแบบมีวินัย” ตามรัฐธรรมนูญปี 2008 การแก้ไขปัญหาการเลือกตั้งปี 2020 ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ไปจนถึงการสร้างเสถียรภาพเพื่อยุติความขัดแย้งในประเทศ แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างของการเลือกตั้งครั้งนี้ เหตุผลทั้งหมดกลับชี้ไปในทิศทางเดียวกัน ว่านี่ไม่ใช่การพัฒนาประชาธิปไตย แต่เป็นการหลอกลวงตัวเองและชาวโลก
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียงความล้มเหลวเชิงปฏิบัติการที่ไม่สามารถจัดขึ้นได้พร้อมกันทั่วประเทศ แต่คือความจงใจบิดเบือนกติกาผ่านการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากแบบแบ่งเขตมาเป็นระบบสัดส่วน เพื่อลดทอนอำนาจพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ครองใจประชาชน และเพิ่มที่นั่งในสภาให้แก่พรรคที่เป็นพันธมิตรของกองทัพ อีกทั้งยังมีการตั้งเงื่อนไขการจดทะเบียนพรรคที่ต้องมีจำนวนสมาชิกสูงเกินจริง เพื่อกีดกันคู่แข่งอย่างเป็นระบบ เสริมเข้ากับบทบัญญัติที่ไม่เป็นธรรมในรัฐธรรมนูญ ว่าทหารต้องมีสัดส่วนในสภาสูงถึง 25%
ตราบใดที่โครงสร้างรัฐธรรมนูญยังถูกออกแบบมาเพื่อรักษาอำนาจของกองทัพ และกติกาการแข่งขันยังถูกควบคุมโดยผู้ถืออาวุธเพียงฝ่ายเดียว การเลือกตั้งในเมียนมาก็จะเป็นเพียงกลไกสืบทอดอำนาจที่ใช้บัตรเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการปกปิดโฉมหน้าที่แท้จริงของระบอบทหารเท่านั้น
กระบวนการดังกล่าวไร้การยอมรับจากสากลโดยสิ้นเชิง กลุ่มสิทธิมนุษยชน องค์กรสหประชาชาติ และประเทศตะวันตกหลายแห่ง ต่างประนามว่านี่คือ “ละครจัดฉาก” ที่จงใจฉ้อโกงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่การเลือกตั้งเสรี และ “ไม่มีความชอบธรรม” การเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงไม่อาจนำไปสู่สันติภาพหรือการปรองดองได้จริง แต่กลับจะยิ่งสร้างความแตกแยกและโหมไฟสงครามกลางเมืองให้ทวีความรุนแรงขึ้น
ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งคือเครื่องมือที่ประชาชนใช้ “ถอดถอน” หรือ “ต่ออายุ” อำนาจของผู้ปกครอง แต่ในเมียนมา การเลือกตั้งกลับถูกใช้เพื่อปิดประตูการเปลี่ยนแปลง และยืนยันได้ว่าผลลัพธ์จากการเลือกตั้งจะไม่แตะต้องอำนาจของกองทัพไม่ว่าประชาชนจะคิดอย่างไรก็ตาม
การหย่อนบัตรภายใต้ปากกระบอกปืนจึงอาจสร้างรัฐบาลใหม่ได้ในนาม แต่ไม่อาจสร้างความชอบธรรมใหม่ในความจริง และตราบใดที่กองทัพยังเป็นผู้กำหนดทุกเงื่อนไขของเกมการเมือง การเลือกตั้งในเมียนมาก็จะเป็นเพียงพิธีกรรม ไม่ใช่ประชาธิปไตย
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา