
"...การเลือกตั้งที่ควรจะเป็นเวทีของอุดมการณ์ ถูกทำให้กลายเป็นการแข่งขันที่ใช้เงินเป็นเชื้อเพลิงหลัก พรรคไหนมีเงินมาก พรรคนั้นก็ถูกยกให้เป็นพรรคใหญ่ได้ในชั่วข้ามคืน และตราบใดที่ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงยังพุ่งสูง ขณะที่ระบบตรวจสอบของรัฐยังวนอยู่กับแนวทางในโลกเก่า เน้นเอกสาร การแจ้งบัญชี และการตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งในยุคที่เงินสามารถแตกออกเป็นก้อนเล็ก ๆ ผ่านนอมินี ธุรกิจบังหน้า และธุรกรรมดิจิทัลข้ามพรมแดน การตรวจสอบแบบเดิมแทบไม่ต่างจากการไล่จับเงา..."
ในทันทีที่ปี่กลองการเมืองเปล่งเสียงขึ้น ว่าประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ฤดูกาลแห่งการเลือกตั้งครั้งใหม่ คำถามที่ควรถูกตั้งให้ดังไม่แพ้ผลโพลทั้งจริงทั้งปั่นจากหลายสำนัก ไม่ใช่เพียงแค่ว่าใครจะชนะ คะแนนใครนำใคร หากแต่คือ “เงิน” ที่หล่อเลี้ยงพรรคการเมืองหลาย ๆ พรรคในการแข่งขันทางการเมืองนั้น มาจากไหน เพราะหากที่มาของเงินไม่อาจอธิบายได้อย่างโปร่งใส หรือถูกมองข้ามไป การเลือกตั้งก็เป็นเพียงพิธีกรรมที่ใช้ฟอกอำนาจ มากกว่ากระบวนการสะท้อนเจตจำนงของประชาชน
ในห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังพูดถึง “ทุนเทา” ที่ไม่ใช่แค่ศัพท์ในหน้าข่าวอาชญากรรมอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง ความกังวลใจที่ว่าเงินมหาศาลที่ถูกอัดฉีดลงมา ที่เชื่อกันว่ากำลังไหลเข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างเงียบเชียบ และค่อย ๆ แปลงสถานะจากเงิน “เทา” ให้กลายเป็นเครื่องมือแห่งอำนาจในการครอบครองรัฐ ผ่านการรับรองจากบัตรเลือกตั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย
การเลือกตั้งที่ควรจะเป็นเวทีของอุดมการณ์ ถูกทำให้กลายเป็นการแข่งขันที่ใช้เงินเป็นเชื้อเพลิงหลัก พรรคไหนมีเงินมาก พรรคนั้นก็ถูกยกให้เป็นพรรคใหญ่ได้ในชั่วข้ามคืน และตราบใดที่ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงยังพุ่งสูง ขณะที่ระบบตรวจสอบของรัฐยังวนอยู่กับแนวทางในโลกเก่า เน้นเอกสาร การแจ้งบัญชี และการตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งในยุคที่เงินสามารถแตกออกเป็นก้อนเล็ก ๆ ผ่านนอมินี ธุรกิจบังหน้า และธุรกรรมดิจิทัลข้ามพรมแดน การตรวจสอบแบบเดิมแทบไม่ต่างจากการไล่จับเงา
ช่องว่างเชิงระบบนี้เองที่ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของ “ทุนเทา” เงินสกปรกที่ไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวตรง ๆ หากแต่แฝงเร้นจาก “ผู้สนับสนุน” ที่ไม่มีใครตอบได้ชัดว่าเงินเหล่านี้มีต้นทางจากไหน และใครคือผู้มีอำนาจตัวจริงที่ยืนอยู่หลังฉากการเมือง
ในความเป็นจริง “ทุนเทา” ที่หล่อเลี้ยงการเมืองไทยจำนวนไม่น้อย มิได้เกิดขึ้นจากเพียงระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ หากแต่มีข้อบ่งชี้ว่าไหลบ่าข้ามพรมแดนมาจากเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ตั้งแต่แก๊งสแกมเมอร์ เว็บพนันผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ ยาเสพติด ไปจนถึงธุรกิจผิดกฎหมายรูปแบบใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีและช่องทางการเงินดิจิทัลเป็นเครื่องมือ เงินเหล่านี้ไม่อาจปรากฏตัวในระบบการเงินได้โดยตรง จึงต้องถูกแปลงรูปให้กลมกลืนกับกิจกรรมปกติของสังคม ผ่านการแตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ การใช้บัญชีนอมินีหลายทอด การอาศัยธุรกิจบังหน้า การระดมทุนหรือสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองในรูปแบบที่ดูถูกต้องตามกฎหมาย การเอาสื่อมาเป็นบริวาร การมีอิทธิพลต่อพรรคการเมือง ที่ตามตัวผู้จ่ายจริงได้ยาก หรือการส่งเงินผ่านเครือข่ายคนกลางและกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น เมื่อเงินถูกทำให้ “ถูกกฎหมาย” ได้มากเพียงพอ มันก็ค่อย ๆ ไหลเข้ามาเป็นต้นทุนทางการเมือง และกลายเป็นเงินที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ยากยิ่งกว่าเดิม
เหตุผลที่ “ทุนเทา” เหล่านี้เลือกลงทุนกับการเมืองไทย มิใช่เพราะความศรัทธาในประชาธิปไตย หากแต่เพราะโครงสร้างทางการเมือง และการบังคับใช้กฎหมายของไทยเปิดช่องให้การลงทุนดังกล่าว “คุ้มค่า” อย่างยิ่ง การใช้เงินเพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับนักการเมือง พรรคการเมือง หรือสื่อในแพลตฟอร์มต่าง ๆ คือการซื้อความคุ้มครองในระยะยาว ตั้งแต่การให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพิกเฉยต่อธุรกิจผิดกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ การลดแรงกดดันจากการตรวจสอบ การตรวจค้นจับกุม ไปจนถึงการทำให้คดีล่าช้า หรือเงียบหายไปในกระบวนการทำงานที่ดูว่ารอบคอบแต่แกล้งทำให้ซับซ้อน ที่สำคัญกว่านั้น การลงทุนกับการเมืองยังช่วยแปลง “ความเสี่ยง” ให้กลายเป็น “ความได้เปรียบ” เพราะเมื่ออำนาจรัฐอยู่ในมือฝ่ายที่รับเงินหรือเครือข่ายบริวาร การคืนทุนอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในรูปของนโยบาย การจัดสรรงบประมาณ การออกใบอนุญาต การจัดวางบุคคลในตำแหน่งสำคัญ หรือแม้แต่ “การไม่ทำอะไร”เลยของรัฐในจุดที่ควรทำอย่างจริงจัง ภายใต้บริบทที่ต้นทุนทางการเมืองสูง แต่โทษทางการเมืองและโทษทางกฎหมายกลับต่ำและล่าช้า การซื้ออำนาจด้วยเงินสกปรกจึงให้ผลตอบแทนสูงอย่างคุ้มค่าที่สุด สิ่งนี้ทำให้ประเทศไทยไม่เพียงเป็นพื้นที่ฟอกเงินในทางเศรษฐกิจ หากแต่กลายเป็นพื้นที่ฟอกอำนาจในทางการเมืองไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยพฤติกรรมของนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียว หากแต่สะท้อนความอ่อนแอของ “องค์กรอิสระ” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองความสุจริตยุติธรรมของการเลือกตั้ง ซึ่งตามหลักควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและฉับไว แต่บ่อยครั้งกลับกลายเป็นตัวถ่วงการแสวงหาความจริง เมื่อคดีนั้นเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงและการทุจริตเลือกตั้งของบางพรรค แม้แต่เรื่องที่ชัดเจนอย่างการแจ้งบัญชีรายจ่ายหาเสียงอันเป็นเท็จ การฮั้วเลือกตั้ง กลับถูกปล่อยให้ยืดเยื้อ ล่าช้า ใช้เวลาเป็นปี ๆ หรือเป็นชาติ โดยไร้ความรับผิดชอบต่อผลกระทบทางการเมืองที่เกิดขึ้นจริง
ความล่าช้านี้ไม่ใช่เพียงปัญหาทางด้านเทคนิค หากแต่เป็นปัญหาเชิงอำนาจ และทำให้สังคมไม่อาจตัดความเข้าใจถึงความเป็นไปได้ของการทุจริตประพฤติมิชอบ การเรียกรับสินบน ของผู้บังคับใช้กฎหมาย ในระหว่างที่คดียังคาราคาซัง นักการเมืองที่ถูกตั้งคำถาม หรือแม้แต่ถูกตัดสินความผิดจากศาลขั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้ว จึงยังสามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง เสนอหน้าออกสื่อ ใช้ทรัพยากร และแสดงตนช่วงชิงอำนาจรัฐมาได้อย่างเต็มที่ ราวกับว่ากระบวนการยุติธรรมไม่มีความหมายใด ๆ ต่อความสุจริตของระบบ
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ประชาชนเห็นกันว่าบางคนเป็นนักการเมืองสีเทา-ดำ หน้าเดิม ๆ จะพาเหรดกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างไม่สะทกสะท้าน เมื่อกลไกตรวจสอบไม่ทำงาน การเลือกตั้งจึงไม่ต่างจากการรีเซ็ตกระดานให้ผู้เล่นหน้าเก่ากลับมาใช้กลยุทธ์เดิม โดยอาศัยเงินที่ไม่โปร่งใสเป็นเครื่องมือหลัก ขณะที่ผู้สมัครที่พยายามแข่งขันอย่างสุจริตกลับเสียเปรียบ และประชาชนถูกขอให้ “เชื่อมั่นในกระบวนการ” ทั้งที่กระบวนการนั้นไม่สามารถปกป้องความสุจริตของตนเองได้ และเมื่อความเสี่ยงต่ำกว่าผลตอบแทน การทุ่มเงินสกปรกลงไปเพื่อซื้ออำนาจรัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงถูกทำให้เป็นตรรกะทางธุรกิจ มากกว่าจะเป็นความอัปยศทางการเมือง
ปัญหาของ “ทุนเทา” ในการเลือกตั้งจึงร้ายแรง เพราะมันบิดเบือนความหมายของประชาธิปไตยโดยตรง เมื่อการแข่งขันถูกขับเคลื่อนด้วยเงินที่อธิบายไม่ได้ ผู้ชนะย่อมไม่ใช่ตัวแทนของประชาชน หากแต่เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนที่ลงทุนไว้ล่วงหน้า และหลังวันเลือกตั้ง “การคืนทุน” ก็จะเริ่มต้นขึ้น ไม่เพียงในรูปของนโยบายหรือโครงการหมื่นล้านแสนล้าน หากแต่แฝงอยู่ในรูปของการไม่บังคับใช้กฎหมาย การเพิกเฉยต่อกิจกรรมผิดกฎหมายบางประเภท การชะลอการสืบสวน การทำคดีให้ยืดเยื้อหรือปล่อยให้คดีขาดอายุความ การออกหรือเร่งใบอนุญาต และการจัดสรรทรัพยากรของรัฐที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มเฉพาะ ทั้งหมดนี้คือการคืนทุนที่ไม่ต้องประกาศ แต่ให้ผลจริง และกัดกร่อนหลักนิติรัฐได้ลึกกว่าคำโฆษณาใด ๆ
การจัดสรรงบประมาณเอื้อผู้มีอุปการะคุณ หรือการหลับตาข้างหนึ่งให้กับธุรกิจที่ไม่ควรมีที่ยืนในสังคมและระบบกฎหมาย คือการเซาะกร่อนบ่อนทำลายประชาธิปไตยให้พินาศ หากองค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลความสุจริตของการเลือกตั้ง ยังไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจในการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด “ทุนเทา” จะไม่เพียงแค่แทรกซึมการเมือง แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบโดยสมบูรณ์ และตราบใดที่รัฐยังไม่กล้ายอมรับความจริงเชิงโครงสร้างนี้อย่างตรงไปตรงมา พร้อมปฏิรูประบบกลไกตรวจสอบให้ทันต่อโลกของเงิน การเมืองดิจิทัล และอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการยกระดับความรับผิดชอบและกรอบเวลาของกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้ความล่าช้าถูกใช้เป็นเครื่องมือในการประวิงเวลาให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองสีเทาเข้าสู่อำนาจรัฐได้สำเร็จ เพิ่มบทลงโทษทางโครงสร้างอย่างรุนแรงต่อพรรคการเมืองที่รับเงินผิดกฎหมาย สร้าง “กำแพงกั้น” ระหว่างทุนเทากับนโยบายรัฐ เพื่อเปลี่ยนจากการ “คืนทุน” ผ่านนโยบายหรือใบอนุญาต ให้เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงจนไม่คุ้มค่าที่จะแลก
ต้องไม่ให้ “การเลือกตั้ง” กลายเป็นความเสี่ยงที่จะเป็นเครื่องมือฟอกอำนาจ มากกว่ากลไกคุ้มครองเจตจำนงของประชาชน
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา