"...ปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐได้เร่งปราบปรามการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า แต่ส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นไปที่ร้านค้าทางกายภาพ ในขณะที่ตลาดออนไลน์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงต้องออกกฎหมายควบคุมการขายออนไลน์อย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการปราบปรามในพื้นที่จริง..."
ปัญหาสุขภาพจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าตกใจที่พบว่ามีกรณีอันตรายเกิดขึ้นมากมายหลังจากเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่นาน
สำหรับการสูบบุหรี่แบบดั้งเดิม เยาวชนต้องเผชิญกับ “อุปสรรค” หลายประการ ไม่ใช่แค่เรื่องการเข้าถึงบุหรี่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อจำกัดทางสังคม การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะหรือที่บ้านมักถูกมองว่าไม่เหมาะสม อีกทั้งกลิ่นบุหรี่ยังสร้างความรำคาญให้ผู้อื่น และทำให้ผู้สูบมือใหม่รู้สึกไม่สบายตัว
แต่ในทางกลับกัน บุหรี่ไฟฟ้ากลับลดอุปสรรคเหล่านี้ลง เพราะสามารถใช้ในห้องโดยที่พ่อแม่ไม่ทันสังเกต ควันมีน้อยหรือแทบไม่มีเลย ทำให้ซ่อนพฤติกรรมได้ง่าย และเมื่อต้องการแสดงออกในกลุ่มเพื่อน การสูบบุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นหรือควัน
บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายเพราะขาดการควบคุมที่เข้มงวด
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายคือ การซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งยังไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดเพียงพอ ต่างจากการขายในร้านทั่วไปที่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้โดยตรง
ปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐได้เร่งปราบปรามการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า แต่ส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นไปที่ร้านค้าทางกายภาพ ในขณะที่ตลาดออนไลน์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงต้องออกกฎหมายควบคุมการขายออนไลน์อย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการปราบปรามในพื้นที่จริง
ทำไมเยาวชนถึงหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้า?
การสูบบุหรี่ไฟฟ้าดึงดูดเยาวชนด้วยหลายปัจจัย เช่น
• อิทธิพลจากกลุ่มเพื่อน: วัยรุ่นมักต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม หากเพื่อนสูบ พวกเขาก็มักจะทำตามเพราะกลัวถูกกันออกจากกลุ่ม
• การต่อต้านกฎเกณฑ์: วัยรุ่นบางกลุ่มมองว่าการไม่ทำตามคำเตือนของผู้ใหญ่เป็นเรื่องท้าทายและเป็นการแสดงออกถึงอิสรภาพ
• ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัย: บุหรี่ไฟฟ้ามักถูกโฆษณาว่าเป็นทางเลือกที่ “ปลอดภัยกว่า” บุหรี่ทั่วไป ทำให้เยาวชนเข้าใจผิดว่าไม่มีอันตราย
แนวทางใหม่: ใช้ “อำนาจละมุน” แทนการสั่งห้าม
การใช้วิธีออกคำสั่งหรือห้ามเด็ดขาดอาจไม่ได้ผลกับวัยรุ่นที่ต้องการท้าทายอำนาจผู้ใหญ่ พ่อแม่และครูควรใช้ “อำนาจละมุน” หรือ Soft Power โดยเน้นการสร้างความเข้าใจ เข้าถึงจิตวิทยาของวัยรุ่น และแทรกแซงพฤติกรรมโดยไม่สร้างแรงต่อต้าน
นโยบายที่แนะนำเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว
เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในหมู่เยาวชน นโยบายต่อไปนี้ควรได้รับความสำคัญ
1. คงสถานะบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับทุกวัย หากกฎหมายอนุญาตให้ผู้ใหญ่ใช้ได้ แต่ห้ามเยาวชน เยาวชนอาจโต้แย้งและหาทางหลีกเลี่ยงข้อจำกัดนี้
2. ทำความเข้าใจวัฒนธรรมวัยรุ่นและใช้เพื่อนเป็นตัวกลาง พ่อแม่และครูต้องศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มเพื่อน และใช้ Soft Power เพื่อทำลายวงจรการใช้บุหรี่ไฟฟ้า
3. เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย การกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าควรดำเนินต่อไป พร้อมกับการติดตามและประเมินผลเพื่อให้มาตรการมีประสิทธิภาพ
4. จัดการการขายออนไลน์ผ่านตำรวจไซเบอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ควรใช้กลยุทธ์เดียวกับที่ประสบความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา
5. ทำให้ไทยเป็นต้นแบบระดับโลกในการปกป้องเยาวชน หากประเทศไทยสามารถควบคุมปัญหานี้ได้สำเร็จ ก็อาจกลายเป็นกรณีตัวอย่างที่ได้รับการยกย่องในระดับสากล
สรุป
บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่แค่เทรนด์ของวัยรุ่น แต่เป็น วิกฤตด้านสาธารณสุขที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หากต้องการหยุดวงจรนี้ เราจำเป็นต้องใช้ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การทำความเข้าใจพฤติกรรมวัยรุ่น และการใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมแทนการออกคำสั่งเพียงอย่างเดียว
หากเราจัดการปัญหานี้ได้สำเร็จ ประเทศไทยอาจกลายเป็นแบบอย่างระดับโลกในการปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า และเป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ามีนโยบายป้องกันเด็กและเยาวชนที่มีประสิทธิภาพที่สุด
บทความโดย :
วิทยา กุลสมบูรณ์
มูลนิธิเภสัชชนบท