
เหตุการณ์โจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport) ในกรุงริยาด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2026 (ตามเวลาท้องถิ่น) กลายเป็นการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดของสงครามในตะวันออกกลางในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งซาอุดีอาระเบียยืนยันว่า เป็นการยิงถล่มด้วยขีปนาวุธนำวิถีระยะไกลและโดรนพลีชีพหลายระลอกพร้อมกันอย่างซับซ้อน เพื่อกดดันระบบป้องกันภัยทางอากาศให้ทำงานหนัก จนขีปนาวุธและโดรนบางส่วน สามารถหลุดรอดเข้าทำลายเป้าหมาย
การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย เป็นชาวซาอุฯ 4 ราย และชาวต่างชาติ 9 ราย บาดเจ็บมากกว่า 300 คน โดยแรงระเบิดทำให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ที่บริเวณคลังเก็บน้ำมันของสนามบิน นับเป็นหนึ่งในการโจมตีเป้าหมายพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่รุนแรงที่สุดในรอบปี
ภาพจากสถานีโทรทัศน์ทางการซาอุฯ เผยให้เห็นกลุ่มผู้แสวงบุญตื่นตระหนกวิ่งหนีระเบิดขณะหลังคาอาคารผู้โดยสารพังทลายลงมา
และต่อมา ทางการซาอุฯ ยืนยันเหตุโจมตีซ้ำใส่บริเวณอาคารผู้โดยสาร Terminal 4 ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย และบาดเจ็บ 11 ราย ดันยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสนามบินริยาดในสัปดาห์นี้พุ่งสูงขึ้นไปอีก
ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มฮูตียังยกระดับการยิงถล่มข้ามดินแดนแบบประสานงานทั่วประเทศ ทั้งการส่งโดรนและขีปนาวุธเข้าโจมตีสนามบินนานาชาติคิงฟาฮัด ในเมืองดัมมาม (สนามบินใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ) ซึ่งมีผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่าวัตถุระเบิดตกใส่ลานจอดข้างเครื่องบินพาณิชย์จนเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงการโจมตีคลังน้ำมันของบริษัท Saudi Aramco
ขณะที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุฯ ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นขีปนาวุธร่อนใกล้กรุงริยาด ขีปนาวุธทิ้งตัวเหนือเมืองคา มิส มูเชต (Khamis Mushait) และโดรนในจังหวัดตะวันออก (Eastern Province)
โฆษกฝ่ายทหารของกลุ่มฮูตีอ้างอิงว่า การโจมตีทั้งหมดเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อปฏิบัติการทางอากาศของกองกำลังพันธมิตรอาหรับและรัฐบาลเยเมน ที่ทิ้งระเบิดถล่มสนามบินซานาและเมืองท่าโฮเดดาห์กว่า 124 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมงเพื่อสกัดเที่ยวบินลำเลียงจากอิหร่าน พร้อมประกาศให้น่านฟ้าซาอุดีอาระเบียเป็น “เขตปฏิบัติการทางทหาร” และเตือนว่า “หากซาอุฯ ไม่หยุดการแทรกแซงในเยเมน สิ่งที่เลวร้ายกว่านี้กำลังจะตามมา”

อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิเคราะห์ และนักวิชาการอิสระ จากสหรัฐอเมริกา วิเคราะห์รูปแบบและยุทธโธปกรณ์ในการโจมตีของกลุ่มฮูตี ในเป้าหมายสนามบินนานาชาติ คิง คาลิด เอาไว้อย่างน่าสนใจ
1.ใช้ยุทธวิธี “คลื่นการโจมตี”
- กลุ่มฮูตีปล่อยโดรนระลอกแรกเพื่อบินดึงความสนใจเรดาร์ ก่อนจะยิงขีปนาวุธนำวิถีความเร็วสูงตามเข้าใส่เป้าหมายหลักในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ชิ้นส่วนระเบิดและแรงอัดกระจายไปถึงอาคารผู้โดยสาร ลานจอดเครื่องบิน และโครงสร้างพลังงาน
- ใช้ขีปนาวุธซึ่งมีพิสัยยิงไกลเกิน 1,000 กิโลเมตรจากทางเหนือของเยเมน ติดหัววอร์เฮด บรรจุวัตถุระเบิดแรงสูงน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม
- ใช้โดรนพลีชีพและขีปนาวุธร่อน ที่สามารถบินต่ำเพื่อหลบเลี่ยงเรดาร์ ควบคู่กับขีปนาวุธร่อนตระกูล Quds (คุดส์) เข้าเจาะจงทำลายพื้นที่จุดอ่อน เช่น คลังเชื้อเพลิงการบิน จนเกิดเพลิงไหม้ลุกลามและยกเลิกเที่ยวบินพาณิชย์เกือบทั้งหมด
2.เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ “ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและกำลังยกระดับรุนแรงขึ้น” ระหว่างพันธมิตรซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ กับกลุ่มฮูตีและอิหร่าน
การโจมตีสนามบินริยาดส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการบินและการค้าอย่างทันที จนทำให้หลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สเปน และแคนาดา ต้องออกประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการใช้สนามบินแห่งนี้
@@ รู้จัก “ฮูตี” จากกลุ่มกบฏสู่ผู้ทำลายดุลสงคราม
“กลุ่มฮูตี” เป็นกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์ จากภาคเหนือของเยเมน ก่อตั้งขึ้นในยุค 1990 เพื่อต่อต้านการแพร่ขยายของอิทธิพลนิกายสุหนี่ และรัฐบาลเยเมนที่ทุจริต
ต่อมาเมื่อเกิดความวุ่นวายทางการเมืองในเยเมน กลุ่มฮูตีได้ก่อการรัฐประหารเข้ายึดเมืองหลวงซานา ในปี 2014 และขับไล่รัฐบาลเยเมนที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติออกจากพื้นที่
กลุ่มฮูตีมีบทบาทสำคัญในวงการความมั่นคงระดับภูมิภาค เนื่องจากได้รับการสนับสนุนอาวุธ, เทคโนโลยีโดรน และขีปนาวุธจากอิหร่าน ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาขีดความสามารถจากการเป็นเพียงกลุ่มกบฏท้องถิ่น ไปสู่กองกำลังที่สามารถส่งขีปนาวุธข้ามแดนโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของซาอุดีอาระเบีย ตลอดจนปิดล้อมเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์ในทะเลแดงได้
การโจมตีสนามบินริยาดครั้งนี้ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับสถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ถูกทุ่นระเบิดจนเกิดเพลิงไหม้ โดยกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน หรือ IRGC อ้างว่าเรือดังกล่าวรุกล้ำเส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาต เหตุการณ์ทั้งหมดจึงสะท้อนถึงการปะทะกันแบบประสานงานในหลายพื้นที่ของภูมิภาค
อ่านประกอบ : รู้จัก “กลุ่มฮูตี” กบฏที่กลายเป็นผู้ปกครอง และการท้าทายมหาอำนาจเหนือทะเลแดง
@@ “ฮูตี” ภัยคุกคามซาอุฯ - เขย่า ตอ.กลาง
การยึดอำนาจในเยเมนของกลุ่มฮูตี เมื่อปี 2014 สร้างความวิตกอย่างมากให้กับซาอุดีอาระเบีย เพราะมีชายแดนติดกับเยเมนความยาวกว่า 1,300 กิโลเมตร ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มประเทศสุหนี่ จึงจัดตั้งพันธมิตรอาหรับเข้าแทรกแซงทางทหารในปี 2015 เพื่อหยุดยั้งไม่ให้กลุ่มชีอะห์ที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์เข้ามาตั้งฐานอำนาจอยู่ติดชายแดนทางใต้
แต่การสู้รบในเยเมนกลายเป็นสมรภูมิแย่งชิงอิทธิพลระหว่างสองมหาอำนาจในตะวันออกกลาง โดยอิหร่านใช้กลุ่มฮูตีเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงกดดันต่อซาอุดีอาระเบียด้วยต้นทุนที่ต่ำ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียมองว่าการตัดอิทธิพลฮูตีคือการปกป้องเสถียรภาพภายในของตน
ปัจจุบัน กลุ่มฮูตีไม่ได้จำกัดการโจมตีอยู่แค่ในเยเมน แต่ได้ขยายเป้าหมายไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของซาอุฯ และแทรกแซงการเดินเรือสินค้าในทะเลแดง รวมถึงช่องแคบ “บับ-อัลมันเดบ”
