
กลุ่มติดอาวุธที่ชาติตะวันตกขนานนามว่า “กบฏฮูตี” หรือที่ฝ่ายความมั่นคงไทยเรียกทับศัพท์ตามการออกเสียงในภาษาอาหรับว่า “ฮูษี” ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวิกฤตตะวันออกกลาง ณ นาทีนี้
เพราะ “กลุ่มฮูตี” ได้แผลงฤทธิ์ทำให้ ช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ (Bab el-Mandeb) กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงจนการเดินเรือโลกต้องเปลี่ยนเส้นทาง เพราะช่องแคบนี้เป็นคอขวดทางตอนใต้ของทะเลแดง เชื่อมไปยังคลองสุเอซ
และฮูตียังโจมตีซาอุดีอาระเบีย รวมถึงท่อส่งน้ำมันของซาอุฯ ส่งผลให้โมเมนตัมทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเปลี่ยนทิศทันที
อิหร่านที่เคยอยู่ในสภาพโดนมหาอำนาจยำจนหลังพิงเชือก ได้โอกาสฟุตเวิร์คออกจากมุมอับ และพลิกกลับมามีอำนาจต่อรองมากขึ้น
เหตุผลเนื่องจากช่องแคบ 2 แห่ง คือ บับ เอล-มันเดบ ฝั่งทะเลแดง และช่องแคบฮอร์มุซ ฝั่งอ่าวเปอร์เซีย เป็นทางผ่านของเรือบรรทุกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รวมไปถึงปุ๋ย ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค จำนวนมหาศาล
ปฏิบัติการของ “ฮูตี” ซึ่งสอดประสานกับอิหร่าน ทำให้การขนส่งน้ำมันและสินค้าเกือบเป็นอัมพาต โดยชาติที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ซาอุดีอาระเบีย เพราะนอกจากจะโดนโจมตีด้วยขีปนาวุธแล้ว ยังถูกตัดเส้นทางส่งออกน้ำมันหลักๆ ทั้ง 3 ช่องทาง คือ ช่องแคบฮอร์มูซ ทะเลแดง และทางท่อ
ใครจะเชื่อว่า กลุ่มที่ถูกขนานนามว่าเป็น “กบฏ” จะก่อผลสะเทือนต่อดุลอำนาจในตะวันออกกลาง และเขย่าเศรษฐกิจโลกให้สั่นคลอนขึ้นมาอีกระลอกได้ถึงเพียงนี้
@@ ใครคือ “ฮูตี”? @@

ข้อมูลจาก กฤษฎา บุญเรือง นักวิเคราะห์อิสระ พำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า กลุ่มฮูตี (Houthis) หรือชื่อทางการคือ “อันซารุลลอฮ์” (Ansar Allah) เป็นขบวนการทางการเมืองและกลุ่มติดอาวุธทางตอนเหนือของประเทศเยเมน
เยเมนเป็นประเทศไม่เล็ก แต่ก็ไม่ใหญ่ มีประชากรราว 34 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายชีอะฮ์สายย่อย ซัยดียะฮ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 35% ของประชากรทั้งประเทศ
กลุ่มฮูตี ก่อตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 โดย ฮุสเซน บัดร์เรดดิน อัล-ฮูตี (Hussein Badreddin al-Houthi) เพื่อฟื้นฟู “อัตลักษณ์” ของชาวซัยดีส์ มีจุดยืนต่อต้านการคอร์รัปชันของรัฐบาล และคัดค้านการขยายอิทธิพลของนิกายสุหนี่สายวาฮาบีย์ จากซาอุดีอาระเบีย
โดยสภาพของเยเมน แบ่งเป็นเยเมนเหนือ กับ เยเมนใต้ มีรากเหง้าจากการแยกเป็นสองประเทศในยุคสงครามเย็น โดยเยเมนเหนือ (Yemen Arab Republic) ปกครองด้วยระบบสาธารณรัฐ หลังล้มล้างระบอบอิหม่ามซัยดีส์ ขณะที่เยเมนใต้ (People's Democratic Republic of Yemen) ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ แม้จะรวมชาติกันในปี 1990 แต่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการเมืองยังคงแบ่งแยกสองภูมิภาคนี้
ในเชิงเทววิทยา นิกายซัยดียะฮ์ถือเป็นสายชีอะฮ์ที่ใกล้เคียงกับสุหนี่มากที่สุด ต่างจากชีอะฮ์สำนัก “สิบสองอิหม่าม” (Twelver) ในอิหร่าน แต่ในมิติการเมือง ฮูตีได้ปรับใช้วาทกรรมต่อต้านตะวันตกและต่อต้านยิวที่ได้รับอิทธิพลจากอิหร่านอย่างเข้มข้น
ความขัดแย้งในเยเมน ยกระดับจากความไม่สงบท้องถิ่นไปสู่สงครามกลางเมืองหลังเหตุการณ์อาหรับสปริงในปี 2011 ต่อมาในปี 2014 กลุ่มฮูตีฉวยโอกาสจากความระส่ำระสายทางการเมือง เข้ายึดเมืองหลวงซานา (Sanaa) และขับไล่รัฐบาลเยเมนที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติออกไป
ในปี 2015 ซาอุดีอาระเบียได้นำพันธมิตรอาหรับเข้าแทรกแซงทางทหารเพื่อกวาดล้างกลุ่มฮูตี ทว่าการแทรกแซงกลับบานปลายกลายเป็นสงครามยืดเยื้อที่สร้างวิกฤตมนุษยธรรมครั้งรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คร่าชีวิตผู้คนนับแสน อดอยากรุนแรง สุขอนามัยพังทลาย และประชากรหลายล้านคนกลายเป็นผู้ไร้ถิ่นฐาน
กลุ่มฮูตีสามารถจัดตั้งโครงสร้างรัฐปกครองพื้นที่ฝั่งตะวันตกและทางตอนเหนือของเยเมนไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ควบคุมศูนย์กลางประชากรส่วนใหญ่, สร้างระบบจัดเก็บภาษี และใช้อำนาจบริหารอย่างเป็นรูปธรรม จนกลายเป็นผู้ปกครองพื้นที่ในทางปฏิบัติที่ยากจะลบล้าง
@@ ใครคือพันธมิตรของฮูตี @@

กลุ่มฮูตีเติบโตระดับภูมิภาคผ่านการสนับสนุนจาก “แกนแห่งการต่อต้าน” หรือ Axis of Resistance ที่มีอิหร่านเป็นแกนหลัก
โดยในทางการเมือง อิหร่านใช้ฮูตีเป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์ในการกดดันซาอุดีอาระเบีย และขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์รอบคาบสมุทรอาหรับ โดยให้การยอมรับทางการทูตและสนับสนุนฮูตีในเวทีสากล
ด้านอาวุธและเทคโนโลยี กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) และกลุ่มฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ได้ลำเลียงชิ้นส่วนอาวุธผ่านการลักลอบทางทะเล นำมาประกอบในเยเมน พร้อมฝึกอบรมการใช้ขีปนาวุธทอดตัว, ขีปนาวุธร่อน,โดรนพลีชีพ หรือ กามิกาเซ่ โดรน และเรือโดรนไร้คนขับ (Unmanned Surface Vessels - USVs)
ด้านการเงิน ฮูตีหาเงินทุนจากการลักลอบนำเข้าน้ำมัน โดยส่วนใหญ่แอบนำเข้าจากอิหร่านผ่านท่าเรือฮุไดดะฮ์เพื่อนำมาขายต่อ และยังมีเครือข่ายการเงินนอกระบบ รวมถึงการจัดเก็บภาษีอย่างเข้มงวดในพื้นที่ปกครอง ซึ่งรัฐบาลเยเมนดั้งเดิมไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ เนื่องจากสูญเสียการควบคุมสถาบันการเงินและโครงสร้างอำนาจในภาคเหนือไปสิ้นเชิง
@@ ซาอุฯ กับ ฮูตี @@

การจัดการกับกลุ่มฮูตีถือเป็นโจทย์ความมั่นคงระดับชาติที่สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้แก่ซาอุดีอาระเบียอย่างมาก โดยความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์นี้แบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก คือ
1. ภัยคุกคามชายแดนและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เนื่องจากพื้นที่ปกครองของฮูตีติดกับชายแดนทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย ประกอบกับการสะสมอาวุธวิถีไกล ทำให้ฮูตีสามารถยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์ลึกเข้าไปในดินแดนซาอุฯ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีเหตุการณ์โจมตีครั้งสำคัญที่สะเทือนโลกมาแล้วหลายครั้ง
เช่น 14 กันยายน 2019 ถล่มโรงปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน Abqaiq และโรงกลั่น Khurais ของ Aramco จนกำลังการผลิตน้ำมันซาอุฯ หายไปทันที 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ ราว 5% ของซัพพลายโลก ดันราคาน้ำมันพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
4 พฤศจิกายน 2017 ยิงขีปนาวุธทอดตัว หรือ Ballistic Missile เฉียดเข้าใกล้สนามบินนานาชาติคิงคาลิด ในกรุงริยาด
23 พฤศจิกายน 2020 และ 25 มีนาคม 2022 โจมตีคลังน้ำมัน Aramco ในเมืองท่าเจดดาห์อย่างรุนแรง
ปี 2021–2022: โจมตีสนามบินอับฮา (Abha) และสนามบินจีซาน (Jizan) ทางตอนใต้ของซาอุฯ เป็นระลอก สร้างความเสียหายและบาดเจ็บแก่ประชาชน
2. ฮูตีทำลายทางรอดทางพลังงานของซาอุดีอาระเบีย เพราะซาอุฯพึ่งพาการส่งออกน้ำมันผ่านท่อส่งข้ามทวีปไปยังท่าเรือยันบู (Yanbu) บนฝั่งทะเลแดง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด
ทว่าการที่ฮูตีออกมายอมรับปฏิบัติการเมื่อคืนวันที่ 22 กรกฎาคม 2026 ในการยิงขีปนาวุธ และส่งโดรนถล่มเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำ ทำให้ “ทางรอดเดียวทางพลังงาน” ของซาอุฯ ตกอยู่ในภาวะถูกคุกคามอย่างสมบูรณ์
3. กระทบวิสัยทัศน์ Saudi Vision 2030 เนื่องจากความเสี่ยงทางการทหารและการโจมตีข้ามชายแดนอย่างยืดเยื้อ ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อซาอุฯโดยตรง ทั้งยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนโครงการเมกะโปรเจกต์ตามแนวชายฝั่งทะเลแดง เช่น เมืองใหม่อัจฉริยะ NEOM ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบีย
@@ ความได้เปรียบของฮูตี @@

สงครามแบบอสมมาตร ทำให้ยุทธวิธีของฮูตีได้ผล พวกเขาใช้โดรนและขีปนาวุธราคาหลักหมื่นดอลลาร์ โจมตีเป้าหมายมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ บีบให้ฝั่งตรงข้ามต้องเสียค่าใช้จ่ายในการป้องกันมหาศาล
ขณะเดียวกันก็อาศัยภูมิประเทศชิงความได้เปรียบ โดยเฉพาะพื้นที่เทือกเขาสูงทางตอนเหนือ ใช้เป็นเกราะบังคลังอาวุธและฐานยิงจากการโจมตีทางอากาศ
ที่สำคัญ ฮูตีไม่พึ่งพาระบบการเงินโลก จึงไม่เกรงกลัวต่อมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจจากชาติตะวันตก
สถานการณ์ปัจจุบัน ฮูตียกระดับจากกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นสู่ “ผู้เล่นระดับภูมิภาค” ที่สั่นคลอนเส้นทางขนส่งสินค้าโลก ด้วยการปิดช่องแคบ Bab el-Mandeb พร้อมชูธงต่อต้านชาติตะวันตก เหล่านี้ช่วยสร้างความนิยมและเสริมสร้างความชอบธรรมในหมู่มวลชนของตนเอง
แม้นักวิเคราะห์มองว่าฮูตี “ไม่สามารถควบคุมทะเลแดงได้อย่างเบ็ดเสร็จ” เนื่องจากไม่มีกองทัพเรือขนาดใหญ่พอ แต่ในทางยุทธศาสตร์ ฮูตีไม่จำเป็นต้องครองน่านน้ำ เพียงแค่ใช้ขีดความสามารถในการสกัดกั้นและข่มขู่ เพื่อดันเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามให้พุ่งสูงขึ้น ก็เพียงพอที่จะบังคับให้สายการเดินเรือโลกเบี่ยงเส้นทาง ก็สามารถสร้างอำนาจต่อรองมหาศาลในเวทีโลกได้แล้ว
@@ จากฮูตี ตะวันออกกลาง ถึงชายแดนใต้ของไทย @@
อาจารย์กฤษฎา เสนอว่า กรณีศึกษาฮูตีและอิหร่าน ให้บทเรียนสำคัญ 4 ประการสำหรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย กล่าวคือ
1. การสกัดกั้นการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอก เนื่องจากความขัดแย้งในเยเมนยกระดับรุนแรงเพราะการสนับสนุนเทคโนโลยีอาวุธจากอิหร่าน
ในบริบทนี้ หากมองย้อนกลับมาที่ไทย จำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ก่อความสงบในภาคใต้ เช่น BRN เชื่อมโยงกับองค์กรภายนอกหรือกลุ่มสุดโต่งระดับโลก เพราะหากยุทโธปกรณ์ทันสมัยทะลักเข้ามา ความขัดแย้งจะซับซ้อนเกินควบคุม
2. กำลังทหารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสยบสงครามได้ เห็นได้จากการที่ซาอุฯ ทุ่มงบประมาณและกำลังทหารมหาศาล แต่ไม่สามารถเอาชนะฮูตีได้ สะท้อนว่าการใช้กฎหมายพิเศษและกำลังปราบปรามไม่สามารถแก้ปัญหาที่รากเหง้าได้
ในบริบทนี้ หากมองย้อนกลับมาที่รัฐบาลไทย ต้องเน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การยอมรับอัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรมมลายูมุสลิม และขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติภาพอย่างจริงจัง
3. การคุ้มกันโครงสร้างพื้นฐานจากสงครามต้นทุนต่ำ เรื่องนี้เป็นการวางยุทธศาสตร์รับมือสงครามอสมมาตรที่สำคัญ เพราะฮูตีแสดงให้เห็นว่าขีปนาวุธและโดรนราคาถูกสามารถสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมหาศาลได้
ฉะนั้นในภาคใต้ของไทย โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ระบบไฟฟ้า ทางรถไฟ และสายส่งพลังงาน ถือเป็นเป้าหมายอ่อนแอที่รัฐต้องมีมาตรการป้องกันเชิงรุกเพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวม
4. การพัฒนาเศรษฐกิจไม่อาจแทนที่เรื่องอัตลักษณ์ ถือเป็นบทเรียนที่อ่อนไหวและลึกซึ่ง กล่าวคือ การอัดฉีดงบประมาณพัฒนาเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่สามารถซื้อการยอมรับได้ หากประชาชนยังรู้สึกถูกกดทับทางวัฒนธรรมและความยุติธรรม ฉะนั้นรัฐต้องสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชาติผ่านการเคารพประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและหลักนิติธรรมที่เท่าเทียม
ฉะนั้นหากมองในมิติเปรียบเทียบและสรุปบทเรียน จะพบว่า ขณะที่กลุ่มฮูตีได้รับการสนับสนุนอาวุธหนักจากอิหร่านเพื่อทำสงครามข้ามประเทศ ปัญหาภาคใต้ของไทยยังคงเป็นความขัดแย้งภายในที่ใช้อาวุธแสวงเครื่องและการซุ่มโจมตี
หัวใจสำคัญของไทยคือการ “ปิดประตูการแทรกแซงจากภายนอก และใช้การเมืองนำการทหาร” เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งให้จบลงภายในประเทศอย่างยั่งยืน
