
ในบรรยากาศแห่งความตระการตาและอบอุ่น ณ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ท่ามกลางพสกนิกรจำนวนมากที่รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในนิทรรศการ “ใต้ร่มพระบารมี 10 ปี แห่งการสืบสาน รักษา และต่อยอด”
ปรากฏภาพความประทับใจของหญิงชราวัย 92 ปี ผู้เป็นครูภูมิปัญญาท้องถิ่นคนสำคัญแห่งปัตตานี
นางเจะหม๊ะ ยูโสะ หรือ “คุณยายเจะหม๊ะ” ช่างปั้นหม้อโบราณรุ่นสุดท้ายแห่งหมู่บ้านกูบังบาเดาะ ตำบลสะกำ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี

คุณยายได้นำผลงานเครื่องปั้นดินเผาประดิษฐ์ด้วยมือ ซึ่งสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมากว่า 200 ปี มาร่วมจัดแสดงในงานสำคัญครั้งนี้
คุณยายเจะหม๊ะ เปิดเผยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและรอยยิ้มปลาบปลื้มว่า ตลอดชีวิต 92 ปี นี่คือครั้งแรกที่มีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จทั้งสองพระองค์อย่างใกล้ชิด ความรู้สึกดีใจและตื่นเต้นตื้นตันอยู่ภายในใจ คุณยายเอ่ยถ้อยคำภาษามลายูถิ่นด้วยความซาบซึ้งว่า “ซายอกาเซะ รายอกีตอ” ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งว่า “เรารักในหลวงของเรา”

คุณยายเจะหม๊ะ เล่าว่า เริ่มฝึกหัดการทำเครื่องปั้นดินเผามาตั้งแต่อายุ 15 ปี โดยศึกษาวิชาจากครอบครัว ซึ่งทำเป็นอาชีพเสริมควบคู่ไปกับอาชีพหลัก คือ ทำสวนยางพารา
ตารางชีวิตประจำวันของคุณยายในอดีต จะเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ด้วยการออกไปกรีดยาง เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในสวนยาง ยามบ่ายจึงใช้เวลาว่างมานั่งลงปั้นหม้อด้วยกระบวนการแบบดั้งเดิม ไม่พึ่งพาเครื่องจักรสมัยใหม่ อาศัยเพียงดินเหนียวท้องถิ่น แม่พิมพ์ และ “ไม้ตีลาย” ที่ค่อยๆ เคาะ ตี แต่งรูปทรง และสร้างลวดลายลงบนชิ้นงานทีละชิ้น ซึ่งต้องใช้ทั้งความอดทน ทักษะความชำนาญ และประสบการณ์ที่สั่งสมนานนับทศวรรษ

“สมัยก่อน ชาวบ้านกูบังบาเดาะแทบทุกครัวเรือนทำเครื่องปั้นดินเผากันหมด โดยเฉพาะหม้อต้มยาสมุนไพร และภาชนะเครื่องใช้ในครัวเรือน ถือเป็นสินค้าสำคัญของชุมชน” คุณยายกล่าวถึงความทรงจำในอดีต
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของเครื่องปั้นดินเผาโบราณบ้านกูบังบาเดาะเริ่มย่างเข้าสู่ภาวะซบเซา เมื่อสินค้าอุตสาหกรรมพลาสติกและโลหะจากโรงงานทะลักเข้ามาในพื้นที่ ความนิยมในการใช้ภาชนะดินเผาเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชาวบ้านกูบังบาเดาะส่วนใหญ่ต้องละทิ้งอาชีพดั้งเดิมแล้วหันไปประกอบอาชีพอื่นเพื่อความอยู่รอด

ปัจจุบัน ในหมู่บ้านกูบังบาเดาะเหลือผู้ที่ยังคงสืบทอดและรักษากรรมวิธีการปั้นหม้อดั้งเดิมไว้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
คุณยายเจะหม๊ะ ยอมรับด้วยความห่วงใยว่า แม้อายุจะล่วงเลยมาถึง 92 ปี แต่ใจยังคงรักและภาคภูมิใจในงานชิ้นนี้อย่างที่สุด และพร้อมที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ลูกหลานรุ่นหลังเสมอ เพื่อไม่ให้ภูมิปัญญาบรรพบุรุษ 200 ปีต้องสูญหายไป
“ยอมรับว่าเสียดายมากที่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันไม่ค่อยให้ความสนใจเรียนรู้การปั้นหม้อแบบดั้งเดิม แต่การได้นำผลงานมาร่วมจัดแสดงในนิทรรศการพระราชทานครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุด และหวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้คนหันมาเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้อีกครั้ง”

การปรากฏตัวของคุณยายเจะหม๊ะ ยูโสะ พร้อมถ้อยคำ “ซายอกาเซะ รายอกีตอ” ณ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ไม่เพียงแต่แสดงถึงความรักและความจงรักภักดีของพสกนิกรในพื้นที่ชายแดนใต้ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น หากแต่ยังเป็นเสียงสะท้อนอันทรงพลังถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ “ภูมิปัญญาที่กำลังจะหายไป” ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย ณ ปลายด้ามขวานทองของไทย…สืบไป
