
“ป่าทับคน” เทือกเขาเมาะแต 4 อำเภอนราธิวาส เปิดเวทีรับฟังทุกข์ประชาชน 32 หมู่บ้าน ก่อนลงมติ ประวัติศาสตร์ดัน “ศอ.บต.” เป็น “โซ่ข้อกลาง” รับบทเจ้าภาพแก้ปมเอกสารสิทธิ์พื้นที่ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป ใช้โมเดลสร้างการมีส่วนร่วมระดับฐานราก วาง 3 กลไกปลดล็อกปัญหา
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นบาดแผลเรื้อรังที่บั่นทอนความมั่นคงและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนมานานนับทศวรรษ
อย่างกรณีล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ต.ค.69 ได้เกิดปรากฏการณ์สำคัญในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อประชาชนจาก 4 อำเภอ ประกอบด้วย อ.ระแงะ, อ.ศรีสาคร, อ.จะแนะ และ อ.รือเสาะ รวม 8 ตำบล 32 หมู่บ้าน ได้ร่วมกันลงมติครั้งประวัติศาสตร์ในการประชุมรับฟังความคิดเห็น ณ โรงเรียนบ้านกาหนั๊วะ ต.กาลิซา อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
มติดังกล่าวเป็นการส่งเสียงสะท้อนอย่างเป็นเอกภาพให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เข้ามารับภาระหน้าที่เป็น “หน่วยงานแกนกลางในการบูรณาการ (เจ้าภาพหลัก)” เพื่อประสานงานและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินบริเวณ “เทือกเขาเมาะแต” อย่างเป็นรูปธรรม หลังจากที่ชาวบ้านต้องตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางกฎหมายมานานหลายปี

สืบเนื่องมาจากกรณีที่หน่วยงานภาครัฐได้เตรียมการประกาศกำหนดเขต “อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป” ซึ่งครอบคลุมเนื้อที่กว้างขวางถึง 69,500 ไร่ โดยมีพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานฯ ทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชนมากถึง 38,000 ไร่
การกำหนดเขตทางกฎหมายดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านใน 32 หมู่บ้านทันที เนื่องจากพื้นที่ซึ่งพวกเขายึดถือทำกิน สืบทอดมาจากบรรพบุรุษนับตั้งแต่ก่อร่างสร้างเมือง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณประโยชน์ หรือสวนยางพาราและสวนผลไม้ ล้วนไม่มีเอกสารสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองตามกฎหมายที่ดินของรัฐ (ส่วนใหญ่เป็นเพียงพื้นที่จับจองตามวิถีชาวบ้าน) ส่งผลให้ราษฎรในพื้นที่ต้องตกอยู่ในสภาพ “คนผิดกฎหมายในที่ดินของตนเอง” ร่างกายและจิตใจเต็มไปด้วยความหวาดผวากับการถูกจับกุมดำเนินคดี และสูญเสียความมั่นคงในชีวิต
@@ อยู่มาก่อนอุทยานฯ ชาวบ้านกลายเป็น “คนรุกป่า”

ในเวทีรับฟังปัญหาซึ่งมีผู้แทนจากเครือข่ายภาคประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ผู้แทนเครือข่ายปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป ได้เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญของปัญหาว่า ความต้องการที่แท้จริงของราษฎรไม่ใช่การต่อต้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ หากแต่ต้องการความชัดเจนในเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน เพื่อใช้เป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตและที่อยู่อาศัยให้แก่ลูกหลาน
“ชาวบ้านในพื้นที่ทำกินบนเทือกเขาเมาะแตมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ก่อนที่จะมีการคิดตั้งเขตอุทยานฯ เสียอีก วันนี้เรากลายเป็นคนบุกรุกป่าโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่เราอยากเสนอต่อรัฐบาลคือ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการตัดขาดคนออกจากป่า มาเป็นการบริหารจัดการที่ให้ ‘คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้’ โดยใช้กลไกของชุมชนและประชาชนในพื้นที่นี่แหละ ให้ทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันและปกป้องผืนป่า รัฐต้องให้ความเห็นใจและยอมรับการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการจัดทำแผนแม่บทการจัดการที่ดินร่วมกัน” ผู้แทนเครือข่ายฯ ระบุ
ข้อเรียกร้องของชาวบ้านมิได้หยุดอยู่เพียงแค่การขอความเห็นใจ แต่เป็นการเสนอทางออกเชิงนโยบายที่ต้องการให้ภาครัฐกระจายอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างกระบวนการจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้เกิดแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ชุมชน และความเป็นจริงในเชิงพื้นที่
@@ ย้อนบัญชานายกฯ สั่ง ศอ.บต.ลงพื้นที่เปิดเวทีรับฟัง

การลงพื้นที่รับฟังปัญหา ณ โรงเรียนบ้านกาหนั๊วะ ในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อสั่งการระดับนโยบายของรัฐบาล โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ซึ่งได้แสดงความห่วงใยต่อสวัสดิภาพและการดำรงชีวิตของราษฎรในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง
นายกรัฐมนตรีและประธาน กพต. มีคำสั่งตรงให้ ศอ.บต. ลงพื้นที่ไปเร่งรัดรับฟังปัญหาความทุกข์ร้อนที่แก้ไขได้ยากและมีความซับซ้อนสูง โดยเฉพาะปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกินทับซ้อนกับเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายและหน่วยงานรับผิดชอบหลายกระทรวง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงมหาดไทย, และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
@@ ทุกข์ประชาชนรอไม่ได้ อะไรทำได้..ทำทันที

ในโอกาสนี้ นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ ศอ.บต.รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต. ได้นำคณะผู้บริหาร ศอ.บต. พร้อมด้วยบูรณาการภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนลงพื้นที่โดยพร้อมเพรียง อาทิ ผู้แทนจากอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ สาขาปัตตานี (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนราธิวาส (ทสจ.) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เครือข่ายปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานฯ
นายชนธัญ ได้กล่าวต่อหน้าชาวบ้านและผู้แทนส่วนราชการอย่างชัดเจนถึงแนวทางของรัฐบาลว่า ปัญหาที่ดิน 32 หมู่บ้านใน 4 อำเภอ มีความซับซ้อนเนื่องจากมีส่วนราชการถือครองกฎหมายคนละฉบับ แต่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ความทุกข์ของประชาชนรอไม่ได้ และสั่งการให้ ศอ.บต. พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดเวทีรับฟังเสียงที่แท้จริงจากพื้นที่เพื่อเร่งหาทางออกให้เร็วที่สุด
“แนวทางในการทำงานหลังจากนี้ ปัญหาส่วนใดที่สามารถแก้ไขได้ทันทีภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ให้ดำเนินการทันที เช่น แปลงที่ดินใดที่ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าสามารถจัดทำเอกสารสิทธิ์ได้ ก็ให้เร่งดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด ส่วนแปลงที่ดินที่มีปัญหาทับซ้อน ซับซ้อน ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ตามปกติ เราจะต้องมาตั้งโต๊ะเอากฎหมายและข้อเท็จจริงมากางดูร่วมกันว่า ติดขัดในข้อกฎหมายหรือระเบียบตัวใด เพื่อหาช่องทางปรับปรุงแก้ไขร่วมกัน” นายชนธัญ กล่าว
@@ ชาวบ้าน 4 อำเภอเห็นพ้อง ศอ.บต. “โซ่ข้อกลาง” แก้ป้ญหา

ไฮไลต์สำคัญของการประชุมในวันดังกล่าว อยู่ในขั้นตอนการลงมติร่วมกันเพื่อกำหนดเป้าหมายและโครงสร้างการแก้ไขปัญหา โดยนายชนธัญ แสงพุ่ม ได้เสนอให้ประชาชนที่มาร่วมประชุม เป็นผู้ลงมติเลือกหน่วยงานและคณะทำงานที่จะมาทำหน้าที่เป็น “หน่วยงานกลาง” ในการประสานงานและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดินเทือกเขาเมาะแต
ผลการลงมติของชาวบ้านและผู้แทนชุมชนทั้ง 4 อำเภอ เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ โดย ที่ประชุมมีมติเห็นพ้องให้ ศอ.บต. ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลัก (Host Agency) และเป็นแกนกลางในการบริหารจัดการบูรณาการส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยานฯ, กรมป่าไม้, กรมที่ดิน, จังหวัดนราธิวาส และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อขจัดปัญหาความซ้ำซ้อนของการทำงาน และผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ดินบริเวณเทือกเขาเมาะแตให้บรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม
การที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้ ศอ.บต. เป็น “โซ่ข้อกลาง” สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านมอง ศอ.บต. เป็นหน่วยงานที่มีความเป็นกลาง มีอำนาจตามกฎหมายในการประสานยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ และสามารถสะพานเชื่อมระหว่างนโยบายของรัฐบาลกับความต้องการของชุมชนได้อย่างแท้จริง
ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้จัดประชุมนัดสำคัญร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อพิจารณา “กรอบร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ” เตรียมนำเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ลงนามแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ
@@ 3 มิติสร้างการมีส่วนร่วมระดับฐานราก

ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาที่ กสม. และ ศอ.บต. วางร่วมกันในครั้งนี้ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนผ่าน “กลไกการมีส่วนร่วมในระดับฐานราก” โดยมีแนวทางปฏิบัติการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- การจัดตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ: นำโครงสร้างการทำงานลงลึกถึงระดับพื้นที่ทั้ง 4 อำเภอ (ระแงะ, ศรีสาคร, จะแนะ, รือเสาะ) โดยมีนายอำเภอ, ผู้แทนหน่วยงานอนุรักษ์, ผู้แทน ศอ.บต., องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อให้การตัดสินใจตรงกับสภาพข้อเท็จจริง
- การสอบทานและตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก (Data Verification): เร่งลงพื้นที่สำรวจรังวัด ตรวจสอบประวัติการถือครองที่ดิน รวบรวมหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศ และข้อมูลวิถีชีวิตทำกินของชาวบ้านแต่ละแปลง เพื่อแน่ใจว่าได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
- การเลือกรกะบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นระบบ: เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ในทุกขั้นตอนของการกำหนดเขตอุทยานฯ หรือการจัดสรรที่ดิน เพื่อให้แน่ใจว่าการผ่อนปรนหรือการจัดที่ดินทำกิน รูปแบบ คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) หรือการออกเอกสารสิทธิ์ จะไม่ละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
@@ โมเดลตัวอย่างแก้ปัญหา “ป่าทับคน”

กรณีข้อพิพาทที่ดินทำกินบริเวณเทือกเขาเมาะแต จ.นราธิวาส ถือเป็น “โมเดลตัวอย่าง” ของปัญหาป่าทับคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีความสลับซับซ้อนทั้งในมิติของกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ มิติสิทธิมนุษยชน และมิติความมั่นคง
การที่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล มอบหมายให้ ศอ.บต. สวมบทบาทเป็น “โซ่ข้อกลาง” และการที่ชาวบ้าน 4 อำเภอมีมติไว้วางใจให้ ศอ.บต. เป็นเจ้าภาพหลัก ถือเป็นจุดเริ่มต้นเชิงบวกที่ช่วยลดอุณหภูมิความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนลงได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม โจทย์ยากที่ ศอ.บต. และคณะทำงานระดับอำเภอต้องเผชิญต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดเวทีรับฟังปัญหา แต่คือ “ความรวดเร็วและผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติตามข้อกฎหมาย” เนื่องจากข้อติดขัดเรื่องกฎหมายอุทยานฯ และกฎหมายป่าไม้ มีความแข็งตัวสูง การจะแปลงแนวคิด “คนอยู่ร่วมกับป่า” ให้กลายเป็นเอกสารสิทธิ์ หรือสิทธิทำกินที่ชอบด้วยกฎหมายอย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็งของรัฐบาลในการปรับแก้ระเบียบหรือมติ ครม.ที่เป็นอุปสรรค
หาก ศอ.บต. สามารถปลดล็อกปมที่ดินเทือกเขาเมาะแตให้ชาวบ้าน 32 หมู่บ้านได้มีที่ดินทำกินอย่างถูกกฎหมาย พร้อมๆไปกับการอนุรักษ์ผืนป่าน้ำตกซีโปได้อย่างยั่งยืน และปัญหานี้ ไม่ได้มีแค่พื้นที่ตรงนี้เท่านั้น ปัญหาป่าทับคนยังมีอีกจำนวนหลายพื้นที่ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โมเดลนี้จะไม่เพียงแต่แก้ความทุกข์ร้อนให้ราษฎรนราธิวาสเท่านั้น แต่จะเป็น “แม่แบบสำเร็จ” ในการดับไฟความขัดแย้ง และสร้างความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับรัฐบาล ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป
