
ถือเป็นกิจกรรมประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่ง เมื่อคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร เข้าไปตรวจสอบและสังเกตการณ์สถานที่ทำลายยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือ ในรูปแบบของการ “ตรวจสอบ” เพื่อไขความกระจ่างในคดีสำคัญ ไม่ใช่การ “เยี่ยมชม” หรือ “ดูงาน”
วันศุกร์ที่ 24 ก.ค.69 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ. เดินทางลงพื้นที่กรมสรรพาวุธทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อพิสูจน์ขั้นตอนการทำลายอาวุธ และจุดฝังกลบปืน
กิจกรรมนี้สืบเนื่องจากเกิดคดีอุกฉกรรจ์ ลอบยิง สส.พรรคประชาชาติ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เมื่อหลังเที่ยงคืนของวันที่ 19 มี.ค. ต่อเนื่อง 20 มี.ค.69 ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย คือ ตำรวจติดตามและคนขับรถของนายกมลศักดิ์ ซึ่งในการคลี่คลายคดีพบว่า อาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ทีมสังหารใช้ยิง สส.กมลศักดิ์ มีเลขทะเบียนปืนตรงกับอาวุธปืนที่กรมสรรพาวุธทหารเรือเคยครอบครอง และแจกจ่ายให้กับหน่วยในสังกัดกองทัพเรือ แต่ภายหลังอาวุธมีการชำรุดเสียหาย ไม่สามารถซ่อมแฃม จึงส่งกลับมาทำลาย และกรมสรรพาวุธทหารเรือขึ้นบัญชีว่า เป็นอาวุธที่ถูกทำลายไปแล้ว
ทว่าอาวุธปืนเลขทะเบียนเดียวกันนี้ กลับอยู่ในมือของทีมสังหาร สส.กมลศักดิ์ และถูกตำรวจตามยึดไว้ได้ จึงส่งเลขทะเบียนปืนให้กรมสรรพาวุธกองทัพเรือตรวจสอบ กระทั่งทราบข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ดี ยังคงมีคำถามว่า อาวุธปืนที่กรมสรรพาวุธทหารเรือระบุว่าทำลายแล้ว เหตุใดจึงยังถูกนำมาใช้เป็นอาวุธปืนตามลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ได้ เรื่องนี้มีการร้องเรียนให้ กมธ.กฎหมายฯ ตรวจสอบ จึงมีการจัดกิจกรรมลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์และเก็บข้อมูล
สำหรับคณะของ กมธ.กฎหมายฯ ที่เข้าร่วมสังเกตการณ์กระบวนการทำลายและฝังกลบอาวุธปืน ประกอบด้วย นายรังสิมันต์ ประธาน กมธ. พร้อมด้วยกรรมาธิการอีกหลายคน รวมถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ปรึกษา กมธ.
ส่วนผู้เสียหายอย่าง นายกมลศักดิ์ ไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย เนื่องจากอยู่ระหว่างการประกอบพิธีอุมเราะฮ์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย จึงได้มอบหมายให้ ทนายกอฮาร์ อาแวปูเตะ ทนายความประจำตัว และ พล.ต.ต.ไมตรี สันตยกุล ทีมติดตามคดีของพรรคประชาชาติ เป็นตัวแทนในการติดตามคำชี้แจง และรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ
@@ กินแห้ว! เจอแค่รูปภาพ ไม่ได้ชมหลุมฝังกลบเป็นขวัญตา
กิจกรรมครั้งนี้ กรมสรรพาวุธทหารเรือไม่อนุญาตให้ กมธ.พาผู้สื่อข่าวเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ด้วย และห้ามถ่ายภาพด้านในโดยเด็ดขาด
ต่อมา ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม นายรังสิมันต์ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องมาที่กรมสรรพาวุธทหารเรือ หลักๆ ก็คือเป็นประเด็นที่ทาง กมธ.อยากรู้ว่า อาวุธปืนที่ทางตำรวจตามยึดมา และพบว่ามีหมายเลขทะเบียนปืนตรงกับอาวุธของทางกองทัพเรือ แต่ทางกองทัพเรือยืนยันมาโดยตลอดว่า อาวุธปืนกระบอกนี้ถูกทำลายแล้ว โดยมีการตัดออกเป็น 7 ส่วน และฝังกลบในบริเวณพื้นที่ของกรมสรรพาวุธทหารเรือ สัตหีบนั้น แท้จริงแล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะความเป็นไปได้มี 2 ประการ คือ
หนึ่ง ปืนถูกทำลายไปแล้วจริงๆ ถ้าเป็นแบบนี้ ก็แปลว่าอาวุธที่มีการตรวจยึดจากทีมสังหาร สส.กมลศักดิ์ เป็นของปลอม
หรือสอง หากปืนถูกทำลายไปแล้วจริงๆ เพราะมีปืนหมายเลขทะเบียนนี้อยู่ในสถานที่ฝังกลบ ก็ต้องตรวจสอบว่าในสถานที่ฝังกลบมีตัวปืนอยู่หรือไม่ เป็นการกลบฝังที่ถูกต้องหรือไม่ หรือไม่มีการกลบฝังเกิดขึ้นจริง
“แต่เท่าที่มีการตรวจสอบ น่าเสียดายว่าไม่ได้มีการขุดในบ่อที่เคยมีการกลบฝัง ทำให้เราไม่สามารถตรวจสอบสภาพของอาวุธที่อยู่ในพื้นที่ของการกลบฝังได้ เราทำได้แค่เพียงการดูรูปถ่าย ซึ่งรูปถ่ายที่ทางกรมสรรพาวุธทหารเรือนำมาเสนอ มันไม่เห็นทะเบียนของอาวุธปืนว่าตกลงแล้วเป็นทะเบียนเดียวกันกับที่มีการจับได้ในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่”
@@ หวังขุดปืนพิสูจน์ กลบฝังแล้วจริงหรือไม่
“ดังนั้นเราไม่สามารถสรุปได้ว่า ตกลงแล้วอาวุธที่มีการกล่าวอ้างกันว่ามีการทำลายกลบฝังไปแล้วนั้น สุดท้ายได้มีการกลบฝังจริงหรือไม่ เพียงแต่ว่าทางกองทัพเรือเขาก็มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งคงต้องรอผลการตรวจสอบต่อไป แล้วทาง กมธ.คงจะได้เรียกเอกสารและข้อมูลต่างๆ มาพิจารณา โดยเฉพาะข้อมูลที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการทำลายอาวุธปืนไปแล้ว”
นายรังสิมันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าอยากจะพิสูจน์เรื่องนี้กันจริงๆ ก็ต้องมีการขุดปืนกระบอกนี้ออกมาดู เพียงแต่ว่าทาง กมธ.ไม่ได้มีอำนาจในการที่จะไปสั่งการในลักษณะแบบนั้น
@@ เส้นทางปืนส่งโป่งน้ำร้อน โผล่ชายแดนใต้ได้ไง?
ด้าน ทนายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ทีมทนายของพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ยังมีปัญหาค้างคาใจอยู่ โดยเฉพาะในประเด็นที่กรมสรรพาวุธทหารเรืออ้างว่า ได้ส่งต่อปืนไปให้กับทางหน่วยนาวิกโยธิน ในพื้นที่โป่งน้ำร้อน (จ.จันทบุรี) ประมาณพันกว่ากระบอก จากนั้นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ.ที่เป็นผู้รับอาวุธปืนไป ก็ได้นำอาวุธปืนไปแจกจ่ายให้กับกลุ่มลาดตระเวน เฉพาะในพื้นที่โป่งน้ำร้อน แสดงว่าปืนนี้ไม่ได้ส่งไปที่นราธิวาส แต่ในเรื่องของเอกสารหลักฐาน ทาง กมธ.พยายามขอเอกสารในการนำส่ง
“ที่เกี่ยวข้องกับการเบิก การใช้ ส่งไปที่ไหนบ้างนั้น เรายังไม่ได้ข้อมูล ไม่ได้มีเอกสารมาแสดง ฉะนั้นในทางคดีเราจะใช้หมายศาลเพื่อเรียกหลักฐานมาในชั้นพิจารณาต่อไป”
ทนายอับดุลกอฮาร์ ยังเรียกร้องให้มีการขุดปืนหมายเลขนี้ที่อ้างว่าฝังกลบไปแล้วขึ้นมาตรวจสอบ เพื่อพิสูจน์ว่าได้ทำลายไปจริงหรือไม่ ซึ่งก็์ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการของกฎหมาย
สำหรับข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมได้จากการลงพื้นที่ จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ กมธ.อีกครั้ง
@@ ทร.ไม่ยืนยัน “กระบอกเดียวกัน”
อนึ่ง ในการชี้แจงของเจ้าหน้าที่กรมสรรพาวุธทหารเรือ ระหว่าง กมธ.ลงพื้นที่ ได้มีการอธิบายว่า การตรวจสอบของทางกรม เป็นไปตามที่ฝ่ายตำรวจถามมา โดยตำรวจส่งหมายเลขทะเบียนปืนมา ทางกรมสรรพาวุธฯ ก็ตรวจสอบแล้ว ตอบกลับไปว่าเป็นปืนที่ส่งมอบให้หน่วย และส่งกลับมาทำลายแล้ว แต่ไม่ได้ยืนยันว่า ปืนที่ใช้ยิงกับปืนที่ทำลายเป็นกระบอกเดียวกัน เพียงแต่เลขทะเบียนปืนที่ถามมา เป็นเลขทะเบียนของปืนที่ถูกทำลายไปแล้ว
