
โจทย์ว่าด้วยอนาคตของ “กอ.รมน.” ณ เวลานี้ ต้องบอกว่ามี 3 โจทย์ด้วยกัน
หนึ่ง คือ อยู่ต่อไปเหมือนเดิม เพราะดีอยู่แล้ว แถมอยู่บ้านคู่เมืองมานาน ตามที่นายกฯอนุทินพูด เสนาธิการทหารบกก็ยืนยัน
สอง คือ ยุบเลิกไป เพราะภารกิจไม่ชัดเจน ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น แถมสร้างปัญหาจากโครงสร้างที่หละหลวม
สาม คือ ปฏิรูป ปรับเปลี่ยน หรือยกระดับ
ที่ผ่านมา แนวทางแก้โจทย์ กอ.รมน.ข้อ 1 กับ 3 ถูกพูดถึงพอๆ กัน นั่นแปลว่าการอยู่เรื่อยๆ ต่อไป ไม่ใช่เรื่องดี และสะท้อนว่า องค์กรแมว 9 ชีวิตนี้ มีปัญหาอยู่จริง เพราะมิฉะนั้นคงไม่มีเสียงเรียกร้องหรือข้อเสนอให้ปรับเปลี่ยน
ในมุมมองของผู้ที่ศึกษางานในมิติความมั่นคงมาโชกโชน อย่าง รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ให้น้ำหนักในมุมนี้ คือ ถึงเวลาที่องค์กรต้องปรับเปลี่ยน แต่จะปรับด้วยการยุบเลิก กำลังพลและบุคลากรทั้งหมด “เก็บของกลับที่ตั้งเดิม” หรือจะปฏิรูปให้เป็น “โฉมใหม่” เพื่อเท่าทันกับ “ภัยคุกคามร่วมสมัย” ยังต้องหารือเพื่อกำหนดทิศทางที่เหมาะสมต่อไป
แต่เป้าหมาย คือ การนำพาองค์กรแห่งนี้ก้าวไปสู่ยุค “กอ.รมน. 3.0” ให้จงได้
อาจารย์ปณิธาน อธิบายเพื่อให้เห็นภาพ โดยแบ่งยุคของ กอ.รมน. เป็น 1.0, 2.0 และ 3.0
1. ยุค “กอ.รมน. 1.0” - ความจำเป็นที่ไม่ต้องอธิบาย
อาจารย์ปณิธาน ขยายความว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในยุคที่คอมมิวนิสต์กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในเอเชีย เกิดสงครามกลางเมืองไล่ล่าฆ่าประชาชนกันเองในหลายประเทศ และเริ่มลุกลามมาประเทศไทย ด้วยเหตุนี้การอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ โน้มน้าวเปลี่ยนใจประชาชนที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ผู้ที่เห็นต่างในการปกครองของรัฐ และผู้ที่ต้องการล้มล้างสถาบันฯ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบอื่น รวมทั้งที่ได้จับอาวุธต่อสู้กับทหารอย่างเข้มข้น ให้กลับมาเข้า “ร่วมพัฒนาชาติบ้านเมือง” นั้น เป็นภารกิจที่ชัดเจนของ “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” หรือ กอ.รมน. โดยมีกองทัพไทย โดยเฉพาะกองทัพบกเป็นหลักในการประสานงานและปฏิบัติการร่วมกับทุกหน่วยงานของรัฐ ตามแนวความคิดการรบแบบเบ็ดเสร็จ (Total Defense)
สำหรับประชาชนส่วนมากที่ไม่นิยมคอมมิวนิสต์ ความสำคัญของ กอ.รมน.ในยุคแรกนั้น ไม่จำต้องอธิบายหรือชี้แจงอะไรมากนัก กล่าวคือ ผลงานของ กอ.รมน.ในยุคนั้น เป็นตัวชี้วัดหรืออธิบายที่ชัดเจนเป็นอย่างดี แม้ว่าจะมีความสูญเสียเกิดขึ้นไม่น้อย ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมจำนวนมาก เกิดปัญหาต่างๆ ในการปฏิบัติอย่างประการ เกิดความซ้ำซ้อน รั่วไหล หรือไม่ยุติธรรมในบางเรื่อง ซึ่งก็ได้สร้างบาดแผล หรือรอยร้าวที่บาดลึกในใจในกายของคนจำนวนไม่น้อยมาจนถึงทุกวันนี้ แต่สังคมก็ยังมองว่า “รับได้”
2. ยุค “กอ.รมน. 2.0” - การคงอยู่ที่อธิบายได้ยาก
หลังการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์และสิ้นสุดยุคสงครามเย็น ความมั่นคงและภัยคุกคามเปลี่ยนรูปแบบไปมาก นอกจากจะไม่ได้ลดลงแล้ว ยังหลากหลายมากขึ้น หลายประเทศจึงได้มีการปรับปรุงโครงสร้างและหน่วยงานความมั่นคงครั้งใหญ่ รวมทั้งลดงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันประเทศเพื่อรองรับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ๆ ที่มีต่อ “มนุษย์” มากขึ้น ไม่ใช่เรื่องทหารหรือการป้องกันประเทศแต่เพียงอย่างเดียวที่มีรัฐเป็นหลักแบบเดิม
แต่ กอ.รมน. ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างและภารกิจหลายอย่างให้รองรับต่อสถานการณ์ใหม่ได้เท่าที่ควร มี “ภัยคุกคามร่วมสมัย” หรือเกิดวิกฤตด้านความมั่นคงหลายด้านหลายมิติไปพร้อมๆ กัน (Polycrisis) อีกทั้งไม่ได้รับความสำคัญเช่นเดิม ซ้ำร้ายยัง “ติดกับดัก” หลายประการ
เช่น ใช้ชื่อเดิม มีโครงสร้างหลายส่วนคล้ายคลึงเดิม ยังยึดโยงกับทหารเป็นหลัก เป็นต้น ซึ่งทำให้ประชาชนจำนวนมากสงสัยในเจตนารมณ์ เคลือบแคลงใจในภารกิจหรือการกระทำ และกังวลใจกับงบประมาณจำนวนมากและสวัสดิการพิเศษต่างๆ ในแต่ละปี
ที่สำคัญ ผลงานของกอ.รมน.ในยุคหลังสงครามเย็นนั้น ก็ไม่ชัดเจนเหมือนในยุคแรก จะชี้แจงหรืออธิบายเช่นไรทุกปีก็ไม่เป็นผล สมาชิกรัฐสภา ตัวแทนประชาชนไม่น้อย ทั้งคนรุ่นใหม่ๆ และคนรุ่นเดิมๆ ที่ยังฝังใจจากความขัดแย้งในยุคก่อน หรือไม่เห็นด้วยในแนวทางบริหารของ กอ.รมน.ในปัจจุบัน จึงรู้สึกว่า กอ.รมน.ตกยุคไปแล้ว และไม่มีประโยชน์อันใดที่จะคงไว้เช่นเดิมอีกต่อไป
3. สู่ยุคใหม่ด้านความมั่นคงหรือยุคปกติใหม่ - ทางที่ยังไม่เลือก
ปัจจุบันสถานการณ์ความมั่นคงเปลี่ยนแปลงไปมากและรวดเร็ว “ภัยคุกคามร่วมสมัย” มีทั้ง “แบบดั้งเดิม” ทั้ง “แบบสมัยใหม่” และ “แบบผสมผสาน” ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตด้านความมั่นคงหลายๆ ด้านไปพร้อมๆ กัน (Polycrisis) เช่น วิกฤตพลังงาน ค่าครองชีพ สิ่งแวดล้อม สุขอนามัย แรงงาน การเข้าเมือง ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร ชายแดน การแบ่งแยกดินแดน การค้า การต่างประเทศ เป็นต้น
ดังนั้น ผู้ที่รับผิดชอบด้านความมั่นของเรามีทางเลือกเหลืออยู่ 2 ทางหลักคือ
ทางเลือกที่หนึ่ง “กอ.รมน. 3.0” - เข้าสู่ยุคใหม่ของความมั่นคง
รศ.ดร.ปณิธาน ขยายต่อว่า วิธีการคือปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง กอ.รมน.ให้ก้าวเข้าสู่ “ยุค 3.0” อย่างจริงจัง ซึ่งจะต้องแก้กฎหมายหลายฉบับเพื่อปรับโครงสร้าง ต้องจัดระบบงบประมาณใหม่ จัดระบบกำลังพลครั้งใหญ่ ที่สำคัญ รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องยังต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างจริงจัง จะชี้แจงแบบเดิมๆ แล้วหวังผลเลิศคงจะยาก
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีข้อเสนอในการปรับปรุง กอ.รมน.หลายรูปแบบ ทั้งจาก กอ.รมน.เอง จากนักวิชาการ จากภาคประชาสังคม รวมทั้งการลดขนาด ลดโครงสร้างความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายงบประมาณ การปรับกำลังพลในรูปแบบใหม่ๆ ให้เหมาะสม รวมทั้งควบรวมหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมดให้อยู่รวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไซเบอร์ การเข้าเมือง ศุลกากร แรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่างประเทศ และอื่นๆ เช่น ศรชล. ของกองทัพเรือ (“กอ.รมน. ทะเล”) โดยไม่เพิ่มอัตรา ตำแหน่ง หรืองบประมาณของรัฐโดยไม่จำเป็น
หรือยกระดับ กอ.รมน.ให้เป็นสำนักบริหาร ทบวง หรืออื่นๆ เทียบเท่ากระทรวง เป็นอิสระจากกองทัพมากขึ้น เชื่อมโยงกับสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มากขึ้น (กอ.รมน.สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว) ซึ่งข้อเสนอแนะต่างๆ ดังกล่าว ก็มีตัวอย่างและรูปแบบที่ดีให้เห็นในหลายประเทศด้วย ซึ่งสามารถนำมาใช้ผสมผสานกับข้อเสนอของเราเองให้เหมาะสมได้
ทางเลือกที่สอง ยุบเลิก กอ.รมน. - เข้าสู่ยุคปกติใหม่ของการเมือง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยังมีข้อเสนอจากนักวิชาการหรือฝ่ายที่ไม่สนับสนุน กอ.รมน. ให้ยุบเลิก กอ.รมน.ด้วย ทั้งนี้ เพื่อลดบทบาทของกองทัพในรัฐบาลพลเรือนในระบอบประชาธิปไตย เพิ่มความโปร่งใสในงานด้านความมั่นคง ลดภาระรายจ่ายหรืองบประมาณแผ่นดิน โดยกลับไปใช้โครงสร้างของกระทรวงต่างๆ หรือหน่วยงานความมั่นคงที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก ซึ่งก็น่าสนใจและก็มีหลายประเทศใช้รูปแบบปกติเช่นนี้เหมือนกัน
แต่ปัญหาสำคัญคือ ในการบริหารราชการแผ่นดินของไทยที่ให้อำนาจกับหน่วยงานของรัฐเป็นหลัก การยุบเลิก กอ.รมน. โดยไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ทั้งทางกฎหมาย ทั้งทางการบริหาร เพื่อให้การประสานการปฏิบัตินั้นดีกว่าเดิม จะทำให้เกิดสุญญากาศหรือเกิดปัญหามากขึ้น
เช่น การบริหารจัดการเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้ง การเข้าเมืองและแรงงาน ภัยไซเบอร์และข้อมูลส่วนบุคคล ที่มีโครงสร้างชัดเจนในการบริหาร ก็ยังเกิดปัญหาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น หากยุบเลิก กอ.รมน. ก็ควรมีข้อเสนอแนะที่ดี โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านให้การประสานควบคุมการบริหารจัดการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพกว่า กอ.รมน.
โดยสรุป ทางเลือกทั้ง 2 ทางนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน หากผู้ที่มีอำนาจจะเลือกทางใดทางหนึ่ง ก็จะต้องรองรับรับข้อจำกัดของอีกทางให้ดี ประเทศและประชาชนก็จะมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วและด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีในงานด้านความมั่นคงว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายปี ทั้งสองแนวทางเพื่อแก้ไข “ปัญหา กอ.รมน.” ดังกล่าวข้างต้นนี้ ไม่ได้ถูกผู้บริหารหรือผู้ที่มีอำนาจพิจารณาเลือกอย่างจริงจัง
