
ลอบบึ้มรถตำรวจระแงะพังยับ บาดเจ็บระนาว 5 นาย เผยดักโจมตีระหว่างเดินทางกลับจากคลี่คลายเหตุลักทรัพย์ คนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องบรรจุถังแก๊สหนัก 25 กิโลกรัม คาดฝีมือกลุ่มป่วนใต้สร้างสถานการณ์
เมื่อเวลา 13.00 น. วันอังคารที่ 31 มี.ค. 69 ศูนย์วิทยุ สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวน ลอบวางระเบิดรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ระแงะ เหตุเกิดในท้องที่ หมู่ 4 บ้านเมาะสะวา ต.บองอ อ.ระแงะ จึงรีบประสานส่งกำลังรุดไปตรวจสอบ พร้อมชุดเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD)
ในที่เกิดเหตุพบหลุมระเบิดขนาดใหญ่ ลึก 1 เมตร กว้าง 1.50 เมตร มีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่ถูกประกอบใส่ถังแก๊สหุงต้ม น้ำหนักดินระเบิด 25 กิโลกรัมกระจายเกลื่อน พบวงจรจุดชนวนด้วยแบตเตอรี่ ลากสายไฟฟ้ายาวเข้าไปในป่า 50 เมตร นอกจากนั้นยังพบชิ้นส่วนของรถยนต์กระบะของตำรวจ ที่ถูกแรงอัดระเบิดฉีกขาด ตกกระจายปะปนอยู่ด้วย

ห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 25 เมตร เจ้าหน้าที่พบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ แบบ 4 ประตู ทะเบียนตราโล่ 80054 ของ สภ.ระแงะ อยู่ในสภาพพังยับเยิน ไม่สามารถใช้งานได้
แรงระเบิดทำให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 5 นาย เพื่อนตำรวจและอาสาสมัครกู้ภัยในพื้นที่ได้เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลระแงะไปก่อนแล้ว ทราบชื่อคือ
ร.ต.ท.จักรกฤษณ์ จันทร์ฉาย อายุ 30 ปี มีบาดแผลบริเวณศีรษะและข้อศอกซ้าย
ส.ต.อ.ซันซูรี ยะโก๊ะ อายุ 31 ปี ข้อเท้าหัก
ส.ต.ท.นพพร ทิตพุฒ อายุ 33 ปี มีอาการแน่นหน้าอกและบาดเจ็บที่ขา
ส.ต.ต.อรรจธร แสงจันทร์ อายุ 23 ปี บาดเจ็บที่ศีรษะ แขนซ้าย และหน้าแข้งขวา
ส.ต.ต.ศุภกร สุวรรณอำภา อายุ 22 ปี บาดเจ็บที่ศีรษะและมีแผลถลอกบริเวณแขนขวา

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดนี้ ซึ่งเป็นชุดสืบสวนและร้อยเวร (ร้อยเวร 30) ของ สภ.ระแงะ ได้เดินทางด้วยรถยนต์กระบะ 2 คัน เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุในคดีลักทรัพย์ เงินสด 100,000 บาท ในพื้นที่ ต.บองอ อ.ระแงะ หลังเสร็จสิ้นภารกิจและกำลังเดินทางกลับโรงพัก โดยใช้เส้นทางถนนสายดุซงญอ-บองอ
ปรากฏว่าเมื่อรถแล่นถึงคอสะพานเมาะกูเวะ คนร้ายได้จุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องที่ฝังไว้ริมถนน แรงระเบิดพุ่งเป้าเข้าใส่รถคันที่ 2 ที่ขับตามคันแรกมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนั่งมาในรถจำนวน 5 นาย ส่งผลให้รถเสียหลักพุ่งลงข้างทาง สภาพตัวรถได้รับความเสียหายอย่างหนัก กำลังพลในรถได้รับบาดเจ็บดังกล่าว
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้ชุด EOD และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาชนิดของระเบิดและรวบรวมพยานหลักฐานติดตามตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ส่วนประเด็นที่เป็นสาเหตุ เจ้าหน้าที่ให้น้ำหนักไปที่การสร้างสถานการณ์ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
