
แม้จะเป็นอีกเสียงหนึ่งที่สนับสนุนให้ฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาล “ไม่ควรมองข้าม” ข้อเสนอวางปืนแลกถอนทหาร จาก “ชายลึกลับ” ที่อ้างตัวเป็นผู้บัญชาการกองกำลัว BRN สาขานราธิวาส ซึ่งเป็นการประกาศผ่านสื่อมวลชนบางแขนง…
สำหรับ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง
แต่ถึงกระนั้น อาจารย์สุรชาติ ก็หมายเหตุเอาไว้ว่า หากรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงจะเดินหน้า “เปิดดีล” ในเรื่องนี้ ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดีเช่นกัน
เพราะโครงสร้างการจัดการปัญหาของ “ฝ่ายเรา” เอง ก็มีความลักลั่น ซับซ้อน ทั้งในมิติของ สมช. ที่มี JCPP ค้ำคอ และในมิติของฝ่ายการเมือง ที่มีมรสุมการเมืองสารพัดลูก…จ่อคอหอยอยู่
ทั้งหมดกลายเป็นความอึมครึมของสถานการณ์ และอาจทำให้โอกาสของการยุติความรุนแรงผ่านไปอีกครั้ง โดยที่ฝ่ายเราไม่ได้อะไรเลย...
@@ ความอึมครึมในภาคใต้! @@
ในเช้าวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวชิ้นหนึ่งของสำนักข่าวอิศรา ถูกเผยแพร่ออกมา และทำให้คนที่ทำงานเรื่องภาคใต้ ต้องอ่านด้วยความใส่ใจ … หัวข้อข่าวคือ “ชายลึกลับอ้างคุมนักรบ BRN นราฯ พร้อมวางปืนแลกถอนทหาร”
แน่นอนว่า ข่าวชิ้นนี้ท้าทายทางความคิดอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลโดยนายกฯ เพิ่งลงนามแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยฯ (หรือที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าเป็น “คณะเจรจาฯ”) พร้อมกับจัดตั้งคณะผู้แทนพิเศษฯ (ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ครม. น้อย” แทนรัฐบาลในภาคใต้)
แต่หลังจากการจัดตั้งองค์กรและจัดตัวบุคคลผู้รับผิดชอบเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ความรุนแรงดูจะเกิดมากขึ้นในพื้นที่ จนหลายฝ่ายกังวลอย่างมากว่า ความรุนแรงกำลังจะหวนคืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอาจทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ทรุดลง
ในท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงที่ก่อตัวมากขึ้น ข่าวจากนราธิวาสดูจะเป็นสัญญาณที่ชวนให้ต้องคิดอย่างมาก … ข้อเสนอเรื่องการวางอาวุธแลกกับการทหารไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างแน่นอน !
ข้อมูลกล่าวว่า เสียงของปลายสายที่ระบุว่า เขาเป็น “ผู้บัญชาการกองกำลังติดอาวุธฝ่ายทหารของขบวนการบีอาร์เอ็น” (BRN) เสนอที่จะนำกองกำลังในความควบคุมกว่า 100 นาย หากรัฐบาลยอมถอนกำลังหลักออกจากพื้นที่ภายในปี 2570 พร้อมกับส่งมอบคืนอาวุธที่ถูกปล้นจากค่ายปิเหล็ง และค่ายพระองค์ดำ
ในเบื้องต้นนั้น คาดเดาได้ไม่ยากว่า หน่วยงานความมั่นคงคงต้องความยืนยันความชัดเจนอีกครั้ง เนื่องจากข่าวนี้ปรากฏจากสำนักข่าวอิศรานั้น น่าสนใจอย่างมากว่า ถ้าข้อเสนอนี้เป็นจริง คงต้องยอมรับถึงข้อต่อรองที่ชัดเจนกับฝ่ายรัฐ และทำให้เกิดคำถามตามมาอย่างมากว่า รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงคิดอย่างไรกับข้อเสนอเช่นนี้ หรือจะโยนทิ้งไป เพราะไม่เชื่อน้ำหนักของข่าว
แต่บางทีหากเราเผื่อใจสักนิดว่า เราไม่ควรที่จะโยนข่าวเช่นนี้ทิ้งไปเลย … หากแต่จะต้องทดลองคิดว่า รัฐบาลไทยจะตอบอย่างไรต่อข้อเรียกร้องของ BRN สาขานราธิวาส
ต้องยอมรับว่า โจทย์การเมืองในระดับนี้ เกินกว่าที่แม่ทัพภาค 4 และผู้บัญชาการทหารบกต้องตอบ ซึ่งจะต้องถือว่าเป็นโจทย์ในระดับนโยบาย อันเป็นปัญหาที่ฝ่ายการเมืองต้องตอบ
อย่างไรก็ดี สำหรับคนทำงานภาคใต้แล้ว มีประเด็นที่เป็นปัญหาคาราคาซังมานานในกระบวนการแก้ปัญหาคือ “ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล” ประเด็นนี้เป็นข้อถกเถียงกันมานาน และในยุครัฐบาลแพทองธาร เห็นคำสั่งของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จัดทำ “ยุทธศาสตร์ภาคใต้” แต่ดูเหมือนจนแล้วจนรอด ยุทธศาสตร์ภาคใต้ของ สมช. ก็ไม่ได้ปรากฏให้เห็น จนในที่สุด รัฐบาลแพทองธารก็สิ้นสภาพไป
เมื่อรัฐบาลอนุทินเกิด ทั้งในความเป็นรัฐบาลรักษาการ และเป็นรัฐบาลจริงเต็มรูปหลังการเลือกตั้ง 2569 แต่ก็ไม่ชัดว่า ยุทธศาสตร์ภาคใต้ของนายกฯ อนุทินคืออะไร และทั้งไม่ชัดเจนอีกว่า ใครในระดับนโยบายจะเป็นผู้รับผิดชอบงานภาคใต้จริงๆ แม้นายกฯ จะใช้ระบบ “มอบงาน” แต่ก็ควรต้องรับรู้งานความมั่นคงด้วย
แต่ถ้าจะถือจากการรับมอบงานภาคใต้ว่า หัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษฯ ที่เป็นดัง “ครม. น้อย” คือ รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ก็น่าจะต้องถือว่า เขาคือผู้รับผิดชอบงานภาคใต้ ซึ่งดูจะมีข้อจำกัดอย่างมากในทางปฏิบัติ ทั้งในเรื่องของความเข้าใจปัญหา และเวลาที่จะต้องแบ่งสรรให้กับงานใต้ อีกทั้งงานต่างประเทศกับงานภาคใต้อาจจะมีความแตกต่างกันอย่างมากด้วย
ดังนั้น เมื่อหัวหน้ากองกำลังนราธิวาสของ BRN โยนประเด็นที่เป็นข้อต่อรองทางการเมืองที่มีนัยสำคัญขึ้นสู่เวทีสาธารณะ จนเกิดคำถามว่า แล้วรัฐบาลจะเอาอย่างไรกับข้อเสนอในเรื่องนี้ และท้าทายอย่างมากกับหัวหน้าพูดคุยฯ ที่อยู่ในขั้นตอนของการเจรจากับผู้แทน BRN
ในอีกด้าน แล้วองค์กรอย่าง BRN ในฐานะขบวนติดอาวุธหลักของปัญหาภาคใต้คิดอย่างไรกับข้อเสนอของผู้นำกองกำลังจากนราธิวาส ข้อเสนอเช่นนี้ เกิดเป็นเอกเทศจากสายนราธิวาส หรือจะถือว่าเป็นทิศทางหลักขององค์กรในอนาคตหรือไม่ หรือปีกการทหารของ BRN ที่ยังเชื่อในการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้กับรัฐ จะยอมรับต่อข้อเสนอเช่นนี้เพียงใด
ปัญหาเช่นนี้ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากความพยายามในการเจรจายุติปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ของรัฐบาลไทยในปัจจุบัน อยู่ภายใต้การกำกับของ สมช. ที่ถือเอา JCPP หรือ “แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม” เป็นกรอบกำกับหัวหน้าคณะพูดคุย ซึ่งเสมือนกับ “เอา NGO ฝรั่งมาขี่คอรัฐบาลไทย”
เหตุที่ต้องกล่าวเช่นนี้ เป็นเพราะแผน JCPP คือ ผลผลิตของ NGO ยุโรป ที่ทำขึ้นเพื่อบังคับวิถีให้ฝ่ายรัฐ (ภายใต้การสมยอมของ สมช.) ต้องเดินไปในแบบที่เขาต้องการ ซึ่งหลายฝ่ายในปัจจุบันไม่ตอบรับกับแผนนี้ และในระดับรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นในยุคนายกฯ เศรษฐา และแพทองธาร ก็ไม่ได้ตอบรับกับแผนนี้แต่อย่างใด
ดังนั้น เมื่อมาถึงจุดนี้ นายกฯ อนุทิน และรองนายกฯ สีหศักดิ์ ควรต้องแสดงความชัดเจนว่า จะยอมรับแผนนี้ให้ NGO ยุโรปกำกับงานภาคใต้ต่อไปหรือไม่ เพราะความพยายามในช่วงรัฐบาลรักษาการของนายกฯ อนุทิน มีความพยายามในการปรับ JCPP แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการ “แต่งหน้าเค้ก” ให้ JCPP สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เพื่อลดแรงเสียดทานกับหน่วยงานความมั่นคง
สุดท้ายนี้ สมมติว่า ถ้าการยุติความรุนแรงเกิดได้จริงจากข้อเสนอของกองกำลังนราธิวาสแล้ว รัฐบาลไทยคงไม่มีความจำเป็นต้องส่งคณะพูดคุยฯ ให้เสียเวลาและงบประมาณในการเดินทางไปยุโรป เพราะเมื่อไปแล้ว ก็จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ NGO ยุโรป … อดคิดไม่ได้ว่า NGO ยุโรปหากินกับความตายในภาคใต้หรือ?
อย่างไรก็ตาม บทความนี้คงไม่มีข้อสรุปอะไรมากไปกว่า เราคงต้องรอคอยติดตามข้อเสนอจากนราธิวาส …
ขณะเดียวกัน ก็คงต้องติดตามคณะผู้แทนพิเศษฯ และคณะพูดคุยฯ ว่าจะดำเนินการอะไรต่อจากนี้ แต่ก็คงไปคาดหวังยุทธศาสตร์อะไรจากรัฐบาลอนุทินในขณะนี้ได้ยาก เพราะภัยคุกคามใหญ่คือ “ปัญหาการโกงการสอบ” ในกระทรวงมหาดไทย …
ท่านนายกฯ คงไม่มีเวลามาใส่ใจกับปัญหา 3 จังหวัดอย่างแน่นอน!
