
ผ่านมาเกือบ 1 สัปดาห์ของการโจมตีอิหร่านแบบสายฟ้าแลบ จากปฏิบัติการร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล สองมหาอำนาจทางการทหารของโลกยุคปัจจุบัน
การสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ พร้อมๆ กับผู้นำระดับสูงฝ่ายความมั่นคงและกองทัพ จากการโจมตีในห้วงแรกแทบจะทันที ทำให้หลายฝ่ายประเมินในช่วงต้นว่า สงครามกับอิหร่านรอบนี้จะ “มาเร็ว - จบเร็ว” คล้ายๆ กับกรณีของเวเนซุเอลา
แต่อิหร่านไม่ใช่เวเนฯ เพราะพวกเขาถูกคว่ำบาตรมายาวนาน และวางโครงสร้างประเทศรองรับวิกฤตการณ์แบบเลวร้ายที่สุด
ฉะนั้นการเอาชนะอิหร่านในทางการทหารจึงไม่ง่าย และการล้มอิหร่าน ล้มระบอบการปกครอง ถึงขั้นทำให้พวกเขาสิ้นสภาพ ยิ่งยากขึ้นไปอีก
ผ่านมาเกือบ 1 สัปดาห์ กลายเป็นว่ามีคำถามใหม่ที่เซ็งแซ่กว่า นั่นก็คือ สหรัฐฯต่างหากที่กำลังจะติดกับดักสงครามอิหร่านหรือไม่
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนบทความวิเคราะห์สถานการณ์นี้ไว้อย่างแหลมคม และคาดการณ์ล่วงหน้าแบบฟันธงว่า โลกทั้งโลกอาจกำลังรอเผชิญ...สงครามใหญ่ !
@@ รอสงครามใหญ่! @@
วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่ให้คำตอบที่ถูกถามกันมาตลอดในช่วงก่อนหน้านี้ว่า ผู้นำสหรัฐฯจะเปิดสงครามกับอิหร่านหรือไม่?
เนื่องจากก่อนหน้านี้ เราเห็นการวางกำลังขนาดใหญ่ในภูมิภาค โดยเฉพาะการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กองเรือเข้าสู่พื้นที่ และตามมาด้วยการกดดันของทำเนียบขาวให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ของตน อันนำไปสู่การเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ
แต่แล้วในที่สุด การโจมตีก็เกิดขึ้นจริง… ไม่ใช่การโจมตีของสหรัฐฯฝ่ายเดียว หากเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่าง “สหรัฐฯ-อิสราเอล”
@@ การสังหารและการเปลี่ยนระบอบ @@
สหรัฐฯและอิสราเอลกำหนดเวลาการสังหารอย่างชัดเจน ในเวลาที่ “อายะตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจัดการประชุมกับผู้นำระดับสูงอีก 2 คน คือ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (Ali Shamkhani) และผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Mohammad Pakpour- IRGC) และเสนาธิการกองทัพอิหร่าน
การโจมตีครั้งนี้ สามารถสังหารผู้นำสูงสุดพร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิหร่านครั้งใหญ่ได้ในคราวเดียวกัน และเป็นความหวังอย่างมากว่า การเสียชีวิตในครั้งนี้จะนำไปสู่ “การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง” (regime change) ในแบบที่สหรัฐฯเคยทำมาแล้วในอัฟกานิสถาน อิรัก และล่าสุดคือในเวเนซุเอลา
แต่ก็คงต้องยอมรับว่าการกระทำเช่นนั้น ไม่ง่ายทั้งหมด
แน่นอนว่า สหรัฐฯและอิสราเอลหวังว่า การเสียชีวิตครั้งนี้ระบอบการปกครองแบบศาสนจักร จะเปลี่ยนเป็น “ระบอบนิยมตะวันตก” และมีท่าทีไปในนิยมทางตะวันตกมากขึ้น หรือไม่เป็นระบอบการปกครองที่ต่อต้านตะวันตก และอิสราเอล
การจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้จริง อาจมีนัยถึงการส่งกำลังรบเข้าควบคุมสถานการณ์ในประเทศเป้าหมาย และยังต้องส่งคณะที่ปรึกษาเข้าไปช่วยจัดการในการปกครองประเทศดังกล่าวด้วย ดังที่ปรากฏให้เห็นในกรณีของอิรัก และอัฟกานิสถานมาแล้ว แต่ก็กลายเป็นปัญหาและพันธะกับสหรัฐฯอย่างมาก และทรัมป์เองได้หาเสียงอย่างชัดเจนที่จะไม่ดำเนินนโยบายในทิศทางเช่นนั้นอีก
กรณีเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่า สิ่งที่เป็นผลสืบเนื่องจากปฏิบัติการของทรัมป์ในครั้งนี้ จะส่งผลอย่างไรกับการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเกิดขึ้นในการเมืองอเมริกันในช่วงปลายปีนี้ ทรัมป์จะสร้างกระแสชาตินิยมใดเพียงใดจากการโจมตีต่ออิหร่าน จนกลายเป็นคะแนนเสียงจากคนในสังคมอเมริกันได้หรือไม่
การสังหารผู้นำสูงสุดอย่างเดียว และหวังว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “การลุกฮือของมวลชน” ในแบบอาหรับสปริงในปี 2010-2011 ก็อาจจะไม่ง่ายเช่นนั้น และถ้าเปลี่ยนระบอบได้จริง และผู้นำคนใหม่ของประเทศมาจากการสนับสนุนของสหรัฐฯและอิสราเอลแล้ว ผู้นำคนนั้นก็อาจจะประสบกับแรงต้านภายใน และอาจกลายเป็นปัญหา “ความนิยมทางการเมือง” ได้ในระยะยาว…
ชาวอิหร่านจำนวนมากอาจไม่พอใจกับความเข้มงวดของระบอบเดิม แต่พวกเขาก็อาจไม่ชอบอเมริกาและอิสราเอลด้วย
นอกจากนี้ หากสนับสนุนบุตรชายของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านให้กลับมาเป็นผู้นำรัฐบาล ก็ไม่ชัดเจนว่าสังคมอิหร่านยุคปัจจุบันจะยอมรับหรือไม่ แต่ทรัมป์ได้กล่าวกับสื่อว่า เขามีคนอยู่ในใจแล้ว… เขามองคนไว้แล้ว
ดังนั้น จึงน่าติดตามว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจะเป็นเช่นไร จะกลายเป็น “กับดักทางทหาร” ให้สหรัฐต้องเข้ามามีปัญหาเช่นในกรณีของอิรักและอัฟกานิสถานหรือไม่ และการเปลี่ยนระบอบครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯกับอิสราเอลแล้ว ก็อาจจะเป็น “สินค้าทางการเมือง” ที่ขายได้ยากในโลกอาหรับ แม้จะมีชาติพันธมิตรของสหรัฐฯบางประเทศให้การสนับสนุนอยู่บ้างก็ตาม
@@ ผลกระทบต่อโลก @@
สิ่งที่ต้องติดตามอย่างมากในอีกประการคือ ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านนั้น ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญกับเวทีโลกอย่างแน่นอน ดังต่อไปนี้
1.การโจมตีที่เกิดขึ้นจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2.สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อราคาพลังงาน ทั้งในกรณีของน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ
3.ดังที่เห็นชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา คนจะยิ่งแสวงหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ซึ่งเท่ากับยิ่งผลักดันให้ราคาทองคำสูงขึ้นไปอีก
4.สภาวะเช่นนี้จะกระทบต่อปัญหาค่าครองชีพในประเทศต่างๆ
5.การขนส่งทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นในทะเลแดง หรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จะมีปัญหา
6.การสู้รบทำให้ต้องประกาศปิดน่านฟ้า และการเปลี่ยนเส้นทางการบิน ซึ่งจะส่งผลค่าใช้จ่ายของสายการบินเพิ่มมากขึ้น
7.การเมืองโลกมีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น และอาจมีผลที่คาดเดาไม่ได้ตามมาในอนาคต
8.จีนและรัสเซียจะมีบทบาทอย่างไรในกรณีนี้ เพราะอิหร่านเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของ 2 มหาอำนาจนั้น
@@ ผลสืบเนื่องที่สำคัญ @@
ปฏิบัติการเช่นนี้จะทำให้ทรัมป์และพรรครีพับลีกันมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งกลางเทอมหรือไม่ ในทำนองเดียวกัน การโจมตีอิหร่านจะเป็นคะแนนเสียงให้แก่นายกฯ เนทันยาฮูในการเมืองอิสราเอลหรือไม่
@@ ท้ายบท @@
สุดท้ายนี้ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า ความขัดแย้งชุดนี้จะคลี่คลายไปอย่างไร แต่ก็อาจจะไม่จบลงอย่างง่ายดายในแบบที่ผู้นำอเมริกันและอิสราเอลคาดหวังไว้… ปัญหาอิหร่านไม่ง่ายแบบเวเนซุเอลาอย่างแน่นอน ซึ่งคงต้องติดตามดูกันต่อไปในอนาคต
ในอีกด้าน ประเทศไทยจะเตรียมตัวรับความผันผวนของโลกอย่างไร หรือผู้นำไทยไม่คิดอย่างอื่น นอกจากหาเสียงกับกระแสชาตินิยมในปัญหาไทย-กัมพูชาต่อไป เพราะโลกของไทยมีแต่ปัญหากัมพูชาเท่านั้น (555) !
