
แปลงปลูก “ครามทะเล” ขนาดใหญ่แปลงแรกของนราธิวาส ได้พัฒนาสู่ “ครามมะนารอ”
ชื่อนี้สะท้อนอัตลักษณ์ “ครามสีย้อมผ้า” ซึ่งเป็นสีธรรมชาติจากพืชท้องถิ่นบางนรา กำลังยกระดับสู่งานแฟชั่นสีคราม ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ไม่ใช่แค่ย้อมสีเสื้อ หรือตกแต่งเครื่องแต่งกายเท่านั้น
แปลงปลูกครามทะเลในชุมชนฮูแตทูวอ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส เป็นการพลิกผืนป่าสาธารณะประโยชน์กลางของหมู่บ้าน สู่แปลงปลูกพืชล้มลุกในท้องถิ่น ที่ศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตร มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.)

“คราม” หรือ “ครามทะเล” เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก สามารถนำใบมาแช่น้ำเพื่อทำสีย้อม เป็นสีน้ำเงิน-คราม
จุดเริ่มของแปลงครามเกิดจากน้ำพักน้ำแรงชาวบ้านครัวเรือนที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจในชุมชน และพร้อมเรียนรู้การทำคราม แบ่งตามครัวเรือน นับร่องเท่าๆ กัน ครัวเรือนละ 4 แถว
ทุกคนเริ่มต้นกันตั้งแต่ไถ ปรับพื้นที่ ทำร่อง คลุมร่อง ปลูกคราม ดูแลจนเก็บเกี่ยว

ชาวบ้านที่นี่ไม่เคยรู้จักคราม ก็มาทำความรู้จักพร้อมๆ กันกับโครงการ “ครามมะนารอ”
เมื่อเริ่มสัมผัสต้นคราม ก็จะพบความจริงว่าครามดูแลง่ายมาก แค่กำจัดวัชพืช ไม่ต้องใส่ปุ๋ย เพียง 4 เดือนก็เก็บได้ อีก 2 อาทิตย์แตกยอด เก็บใหม่ได้ต่อ ชาวบ้านทำงานอื่นแล้วมาสามารถมาดูแลครามได้อีกหนึ่งกิจกรรมในแต่ละวัน
ชาวบ้านจะมีรายได้จากการนำใบครามมาทำเป็นสีย้อม ใน 10 กิโลกรัมของต้นคราม ให้เนื้อครามได้ 1 กิโลกรัม ขายได้กิโลฯละ 250 บาท 1 ร่องได้ต้นครามประมาณ 20 กิโลฯ
@@ ใช้นวัตกรรมเนรมิตผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น

ผศ.ดร.สุไลมาน เจ๊ะอาบู ผู้ร่วมวิจัยโครงการ “ครามมะนารอ” ซึ่งมีชื่อเต็มๆ ยาวมาก...
“โครงการการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากครามมะนารอเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์”
ผศ.ดร.สุไลมาน ร่วมบุกเบิกกับทีมวิจัย หนึ่งในความหวังของการพัฒนาพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ภายใต้แผนยกระดับจังหวัดด้วยการจัดการเชิงยุทธศาสตร์ มุ่งแก้ปัญหาความยากจนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตาม MAJU-JAYA MODEL
อาจารย์เล่าว่า เมื่อผู้ใหญ่บ้านอนุญาตใช้พื้นที่ที่เป็นของนิคมบาเจาะและของชุมชน นำชาวบ้านไปเรียนรู้ดูต้นครามที่ “บ้านแม่ปู” ประนอม ถาวโรฤทธิ์ ศูนย์เรียนรู้นราพิมพ์ใบ เพื่อศึกษาสรรพคุณทางยา พบว่าครามมีสารบ่งชี้ที่สำคัญหลายตัว

“ศูนย์เรียนรู้นราพิมพ์ใบ” ที่ ผศ.ดร.สุไลมาน พูดถึง คือ แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่มีการออกแบบและผลิตผ้าย้อมธรรมชาติด้วยเทคนิค “Ecoprint" หรือการพิมพ์ลายด้วยวัสดุพื้นถิ่น (local materials) ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ใบไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นใบหูกวาง ใบยูคาลิปตัส ใบละหุ่ง ใบโพธิ์ ผสมผสานกับวัสดุย้อมสีจากธรรมชาติ เช่น คราม และดิน เพื่อให้ เกิดสีสันและลวดลายที่สวยงาม เป็นการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ใช้วัสดุธรรมชาติเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย
@@ พืชล้มลุก ตัวเล็ก แต่สารพัดประโยชน์

อาจารย์สุไลมาน เล่าต่อว่า เริ่มปลูกครามเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เจอฝนกับน้ำท่วม จึงมาปลูกใหม่ ปลูกแบบไม่ใช้ปุ๋ย
“จุดกำเนิดครามที่นี่มาจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย นักวิจัยที่สกัดความเข้มข้นบอกว่าต่างกับครามทางสกลนคร ยืนยันได้ว่าเป็นครามท้องถิ่นของเรา”
นักวิจัยในโครงการ “ครามมะนารอ” บอกด้วยว่า ครามสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน รากทำเซรั่มบำรุงผิว ใบสกัดเป็นคราม ใช้ย้อมสีผ้า สรรพคุณต้านแบคทีเรียและเชื้อรา
“เนื้อที่ 1 ไร่ที่ปลูกคราม และทำแปลงคราม ได้ผลผลิตประมาณ 20,000 บาท เป็นคุณค่ามากมายกับการดูแลง่ายๆ บวกกับมีระบบน้ำที่ดี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตที่ไปต่อได้” อาจารย์สุไลมาน สรุป
@@ ระบบน้ำโซลาร์ ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ขอแค่แสงอาทิตย์

แปลงครามที่นราธิวาสได้นำเทคโนโลยี APP TECH มาช่วยในการทำระบบน้ำ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์มาขับเคลื่อนมอเตอร์เพื่อให้ดูดน้ำมาเข้าแทงค์น้ำ เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในประหยัดน้ำและไฟฟ้า ใช้น้ำโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ที่ไฟเข้าไม่ถึง หากมีแดดสามารถใช้ได้ตลอด เมื่อฝนตกใช้น้ำจากน้ำฝน
ครามปลูกกับดินทราย ใช้น้ำไม่มาก ต้องการความชื้นที่ไม่แฉะ ช่วยประหยัดการใช้น้ำ ลงทุนครั้งเดียวใช้ระบบน้ำได้นานประมาณ 25 ปี ถ้าดูแลดีๆ เพียงแค่เปลี่ยนสายพาน และติดตั้งระบบเทคโนโลยีโซลาร์ปั๊มสำหรับใช้ในการรดน้ำแปลงครามมะนารอ เป็นการยกระดับการทำเกษตรสู่ระบบที่ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ความสำเร็จเบื้องต้นได้จัดสรรพื้นที่ปลูก 20 แปลง แปลงละ 10X40 เมตร มีผู้เข้าร่วมโครงการ 30 คน ร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 4 ภาคส่วน คือ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 นำทีมชาวบ้าน, บัณฑิตอาสาสนับสนุนด้านวิชาการ, มูลนิธิปิดทองหลังพระ และมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ สนับสนุนองค์ความรู้
เสียงจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายล้วนมีความหวังใหม่ในการสร้างรายได้เสริม พัฒนาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชุมชน พร้อมขยายผลสู่พื้นที่ใกล้เคียง สร้างองค์ความรู้ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ พัฒนาช่องทางการตลาด ขยายเครือข่ายผู้ปลูกครามมะนารอ และวางแผนการผลิตให้ได้มาตรฐาน
@@ ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

ทีมนักวิจัยจาก มนร. หรือ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ยังได้ศึกษาวิจัยต้นครามทะเลโดยใช้เทคนิค GC/MS และ LC MS/MS ในการสกัดสารสำคัญจากใบ ผลการวิจัยพบสารสำคัญมากกว่า 100 ชนิด โดยมีสารสำคัญหลัก 2 ชนิดที่น่าสนใจ ได้แก่
1.เอธิลไลโนเลเอต (วิตามินเอฟ) ที่ทำให้ผิวเรียบเนียน ชุ่มชื้น ลดความมันส่วนเกิน ป้องกันสิว ลดฝ้า กระ บำรุงเล็บ และต่อต้านความชรา ลดการอักเสบ และยับยั้งแบคทีเรีย
2.ไฟทอล ลดความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า ช่วยผ่อนคลาย ครามจึงสามารถต่อยอดไปได้อีกในอนาคต
@@ จาก “ครามทะเล” ติดปีกสู่ “ครามภูเขา”

“ในปีแรกเราส่งเสริมให้ชาวบ้านโคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส ปลูกครามและพัฒนาเป็นครามมะนารอที่รู้จักกันดี ปีที่สองเรามาเจอแม่ๆ ที่สุคิรินที่มีทักษะการทอผ้า จึงเอาครามและไหมอีรี่ไปให้เขาเลี้ยงด้วย”
เป็นคำบอกเล่าด้วยน้ำเสียงสดใสจากความสำเร็จของ อาจารย์พระรักษ์ อมรศักดิ์ หัวหน้าโครงการครามมะนารอ ในการนำครามข้ามทะเลไปยังภูเขาทอง พื้นที่สูงแห่ง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส

วันนี้ “คราม” มีพัฒนาการจากใบไม้ธรรมดา กลายเป็นสีครามที่สวยงาม ครามไม่ใช่แค่สี แต่คือเรื่องราวของความตั้งใจ ผ้าย้อมครามมะนารอต่อยอดสู่หลากหลายผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่เป็นปลอกหมอนอิง โคมไฟ กางเกง กระเป๋า ฉากกั้น ผ้าคลุมไหล่ หมวก
สีครามที่ได้ เป็นสีที่มีเอกลักษณ์ เหมือน “ครามบลูยีนส์” และเป็นหนึ่งเดียวจากนราธิวาส ที่รู้จักในชื่อ “ครามมะนารอ”
