
โต๊ะพูดคุยสันติสุข “ดับไฟใต้” รอบใหม่ ยังไม่เปิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ก็ใกล้เวลา งวดเข้ามาเต็มที เพราะมีข่าวว่าจะหารือกันนัดแรก ก่อนสิ้นเดือน มิ.ย.นี้
ปัจจุบันรัฐบาลแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยฯ คนใหม่ คือ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ แต่ยังไม่ได้ตั้งกรรมการคณะพูดคุยฯ อย่างเป็นทางการ
นายฐนัตถ์ ถือเป็นข้าราชการคนที่ 3 ที่รับหน้าที่หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ต่อจาก พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพฯ เมื่อปี 2556 ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ สมช.) ครั้งนั้นเป็นการพูดคุยแบบเปิดเผย บนโต๊ะ ครั้งแรกระหว่างรัฐบาลไทย กับตัวแทนขบวนการ BRN
จากนั้นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ใช้ข้าราชการเกษียณเป็นส่วนใหญ่ กระทั่งถึง นายฉัตรชัย บางชวด เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ในยุครัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ขณะดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ และเลขาธิการ สมช.
และล่าสุดคือ นายฐนัตถ์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
อ่านประกอบ : “สส.พรรคส้ม” ขานรับตั้ง “ผอ.ข่าวกรองฯ” คุมพูดคุยดับไฟใต้
อ่านประกอบ : รัฐบาล 4 เดือนตั้ง “พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา” นั่งหัวหน้าคณะพูดคุยฯ
@@ ประชาสังคมขอร่วมวง ไม่ใช่แค่สังเกตการณ์

ก่อนโต๊ะพูดคุยรอบใหม่จะเปิดขึ้น ก็ต้องมีการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะภาคประชาสังคม ตามธรรมเนียม เหมือนการริเริ่มโต๊ะพูดคุยทุกครั้ง
ต้องยอมรับว่า ภาคประชาสังคมก็ส่งข้อเสนอซ้ำๆ มาหลายรอบ ตามจำนวนคณะพูดคุย และข้อเสนอก็ยังวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ เพราะการพูดคุยไม่ได้คืบหน้าไปไหน แม้จะผ่านมาถึง 13 ปีแล้วก็ตาม
เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย.69 สมาคมสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือของ 47 องค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ ได้เผยแพร่ข้อเสนอเชิงนโยบายส่งตรงถึง หัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
เป้าหมายหลักเพื่อเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกระบวนการสันติภาพให้มีความโปร่งใส ครอบคลุม และเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชาชนในพื้นที่เริ่มรู้สึกอ่อนล้ากับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

ข้อเสนอ 11 ข้อ วางอยู่บนกรอบสารัตถะ 3 ข้อ ซึ่งเป็นแกนหลัก คือ
- เรียกร้องให้การพูดคุยเน้นไปที่การลดเหตุรุนแรง การแสวงหาทางออกทางการเมือง และการปรึกษาหารือสาธารณะ โดยต้องคุ้มครองพลเรือนตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ประชาชนตกเป็นเป้าหมาย พร้อมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เพื่อสื่อสารความคืบหน้าอย่างปลอดภัยและเสรี
- เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนภาคประชาสังคม หรือ CSOs ร่วมโต๊ะเจรจา หรือเข้าร่วมกระบวนการพูดคุยได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มผู้หญิง เยาวชน ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่
พร้อมยกระดับบทบาท CSOs ให้มีความหมาย เพราะภาคประชาสังคมต้องไม่ถูกจำกัดบทบาทเป็นเพียง “ผู้สังเกตการณ์” แต่ต้องได้รับการยอมรับให้มีส่วนร่วมติดตาม ตรวจสอบ และเสนอแนะได้อย่างแท้จริง
- ตั้งกลไกติดตามและประเมินผลกระบวนการพูดคุยที่เป็นอิสระ ประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้นำศาสนา ตัวแทนสตรี และเยาวชน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าและให้ข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์
@@ หยุดวิสามัญฯ - SLAPP - ไอโอ
พร้อมกันนั้น เสนอให้ตั้ังคณะทำงานประเมินสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการพูดคุย เพื่อลดความตึงเครียดได้ทันท่วงที มีกลไกตอบสนองในภาวะฉุกเฉิน เตรียมพร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุรุนแรงสะเทือนขวัญ โดยต้องมีช่องทางให้ทุกฝ่ายสื่อสารกันได้ทันที เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและรักษาบรรยากาศสันติภาพ
ที่สำคัญคือ ยุติวิสามัญฯ - ไอโอ (ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ; IO) - SLAPP (ฟ้องปิดปาก) เพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ประชาชนแสดงออกได้อย่างปลอดภัยและเสรี
@@ “อกนิษฐ์ - อักษรา” หารือหัวหน้าพูดคุยฯ
อีกด้านหนึ่ง นายฐนัตถ์ หรือ (ผอ.นุ้ย) หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ได้พบปะกับอดีตหัวหน้าคณะพูดคุยฯ อย่าง พล.อ.อักษรา เกิดผล ซึ่งทำหน้าที่ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึง พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ อดีต สว. ซึ่งเคยรับราชการในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 และมีบทบาทสำคัญในการเปิดโต๊ะเจรจายุติปัญหาโจรจีนคอมมิวนิสต์ของมาเลเซียเมื่อหลายสิบปีก่อน
การพบปะกันครั้งนี้มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และแกนนำนักการเมืองมุสลิมชายแดนใต้ เข้าร่วมหารือด้วย
@@ จี้เลิก JCPP หยุด Autonomy
มีรายงานข่าวแจ้งว่า วงพูดคุยของบรรดาผู้อาวุโสในปัญหาชายแดนใต้ มีข้อเสนอแบบตรงไปตรงมาให้ยุติการเดินหน้าพูดคุยตามกรอบ JCPP หรือ แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม ซึ่งนักวิชาการ ฝ่ายความมั่นคง และผู้ที่ติดตามปัญหาชายแดนใต้อย่างคร่ำหวอดหลายคน มองว่าเป็นกรอบการพูดคุยที่ BRN เป็นฝ่ายได้เปรียบ และผูกมัดรัฐบาลไทยมากเกินไป
พล.อ.อกนิษฐ์ หรือ “บิ๊กเจี๊ยบ” สัมภาษณ์พิเศษ “ทีมข่าวอิศรา” เอาไว้อย่างน่าสนใจ
“ผมขอใช้คำว่าพูดคุยนะ ไม่ใช่การเจรจาสันติภาพ เพราะการเจรจาสันติภาพมันจะเป็นการขัดแย้งระหว่างรัฐต่อรัฐ แต่กลุ่ม BRN ไม่ใช่รัฐ เป็นเพียงผู้เห็นต่างจากรัฐที่ทำลายความสงบสุขของประชาชน เราจึงใช้คณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ตรงนี้ต้องเข้าใจสถานภาพก่อนว่ายังไม่ได้ยกระดับไปถึงการเจรจา”
“สาเหตุที่การพูดคุยยืดเยื้อมาเป็นเวลาสิบๆ ปี ตั้งแต่สมัย พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ จนถึง พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา (เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ) เกิดจากการที่ สมช.ไปยึดถือกรอบแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม หรือ JCPP ซึ่งภายหลังขยายผลเป็นกรอบการทำงานในทางปฏิบัติ หรือ PDPIF ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลและการออกแบบโดย NGO ต่างชาติ”
“กรอบแนวคิดของตะวันตก ถอดโมเดลมาจากการเจรจาของกลุ่ม IRA และพื้นที่ขัดแย้งอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งปลายทางคือการผลักดันให้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก้าวไปสู่ความเป็น Autonomy หรือเขตปกครองตนเอง”
“ถามว่าเป็นไปได้ไหมในประเทศไทย? รัฐธรรมนูญมาตรา 1 เขียนไว้ชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ มันขัดกันอย่างสิ้นเชิง แล้วใครจะกล้าไปตกลง พล.อ.วัลลภ ก็ไม่กล้า พล.อ.สมศักดิ์ ก็ไม่กล้า มันจึงกลายเป็นการซื้อเวลากันมาเรื่อย ๆ พูดหาเสียงเอาใจคนในพื้นที่ไปวันๆ แต่ไม่นำไปสู่ความสำเร็จ” พล.อ.อกนิษฐ์ ระบุ
@@ ชงกรอบใหม่ “ปกครองท้องถิ่น”
พล.อ.อกนิษฐ์เสนอให้กระบวนการพูดคุยต้องหันกลับไปเดินตามกรอบที่รัฐธรรมนูญรองรับ นั่นคือ “การกระจายอำนาจ” ตามหมวด 14 ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น และ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ.2542 ซึ่งมีกลไกคณะกรรมการถ่ายโอนอำนาจรองรับอยู่แล้ว
โดยมีตัวแทนประชาชน เช่น อบต. เทศบาล อบจ. และ สส. สว. เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่ที่ผ่านมา คณะพูดคุยฯ กลับไม่เคยนำกลไกนี้ไปสร้างความเข้าใจกับผู้เห็นต่างจากรัฐอย่างจริงจัง
