
ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างไทยและมาเลเซียในประเด็นสินค้าประมง กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลไทยต้องเร่งหาคำตอบ เมื่อมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร (SPS : Sanitary and Phytosanitary Measures) ที่ไทยนำมาใช้กับปลากะพงขาวจากมาเลเซีย ได้ลุกลามไปสู่มาตรการตอบโต้ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าหลายเท่าตัว
จุดเริ่มต้นของ “ศึกปลาแลกกุ้ง” เกิดขึ้นในปี 2568 หลังไทยตรวจพบสารตกค้างในกลุ่มยาต้านจุลชีพฟลูโอโรควิโนโลน (Fluoroquinolone) ในปลากะพงขาวแช่เย็นและแช่แข็งที่นำเข้าจากประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ไทยยกระดับมาตรการ SPS ด้วยการตรวจสอบสินค้านำเข้า 100% จนการส่งออกปลากะพงของมาเลเซียเข้าสู่ไทยชะลอตัวลงทันที
อย่างไรก็ตาม มาเลเซียได้ตอบโต้กลับ โดยกำหนดให้ปลากะพงไทยทุกล็อตที่ส่งออกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ต้องแนบ Certificate of Analysis (CoA) หรือใบรับรองผลการวิเคราะห์สารตกค้างทุกชุดสินค้า พร้อมทั้งระงับการนำเข้ากุ้งไทยชั่วคราว 5 สายพันธุ์ ได้แก่ กุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon), กุ้งขาวแวนนาไม (Penaeus vannamei), กุ้งแชบ๊วย (Fenneropenaeus merguiensis), กุ้งลายเสือหรือกุ้งน้ำตาล (Penaeus esculentus) และกุ้งน้ำเงิน (Penaeus stylirostris)
ในจำนวนนี้ “กุ้งขาวแวนนาไม” และ “กุ้งกุลาดำ” ถือเป็นกุ้งเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

นายปรีชา สุขเกษม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่เรียกร้องให้ภาครัฐแก้ไขปัญหากลไกตลาดอย่างเป็นระบบมาโดยตลอด เปิดเผยว่า การที่มาเลเซียปิดประตูนำเข้ากุ้งไทย ส่งผลให้กุ้งที่พร้อมจับขายไม่สามารถระบายออกจากระบบได้
“เฉพาะจังหวัดสงขลามีกุ้งออกสู่ตลาดประมาณวันละ 30 ตัน เมื่อด่านปิด กุ้งเหล่านี้จะกลายเป็นผลผลิตส่วนเกินสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันพ่อค้าคนกลางหลายรายเริ่มหยุดรับซื้อก่อนหน้านี้แล้วกว่า 10 วัน รวมระยะเวลาที่กุ้งถูกชะลอการจำหน่ายมากกว่า 20 วัน ส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง”
นายปรีชาระบุว่า เมื่อผลผลิตไม่สามารถระบายออกได้ตามปกติ โรงงานห้องเย็นอาจกลายเป็นผู้ได้เปรียบ เนื่องจากสามารถรับซื้อในราคาต่ำเพื่อนำไปเก็บสต็อกรอจำหน่ายในอนาคต ขณะที่เกษตรกรต้องเผชิญภาวะต้นทุนสะสมและสภาพคล่องที่ลดลง
“รัฐบาลยิ่งแก้ปัญหาช้าเท่าไร ผลกระทบก็จะยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น”

เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายนี้ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยผลิตกุ้งได้ประมาณ 300,000 ตันต่อปี โดยมีราว 100,000 ตันส่งออกผ่านระบบห้องเย็น ส่วนที่เหลือบริโภคภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตลาดมาเลเซียถือเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญ
“เมื่อประตูการค้าชายแดนถูกปิดลง ผู้ประกอบการและเกษตรกรไม่สามารถเข้าไปเจรจาเองได้ เพราะเป็นเรื่องระดับรัฐต่อรัฐ”
เขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยและมาเลเซียจะมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่กำหนดอัตราภาษีสินค้าการเกษตรเป็นศูนย์ แต่การใช้มาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดอาจกลายเป็น “กำแพงการค้าที่ไม่ใช่ภาษี” (Non-Tariff Barrier) ซึ่งส่งผลต่อการค้าจริงไม่ต่างจากการเก็บภาษีนำเข้า
โดยเฉพาะสินค้าอาหารสดอย่างกุ้งและปลา ที่มีข้อจำกัดด้านอายุการเก็บรักษา หากถูกกักตรวจเพียง 1-2 วัน ก็อาจส่งผลต่อคุณภาพสินค้าได้ทันที

นายปรีชาเสนอว่า รัฐบาลควรเร่งเจรจากับฝ่ายมาเลเซีย เพื่อขอผ่อนปรนมาตรการดังกล่าวเป็นการชั่วคราว หรืออย่างน้อยควรลดขั้นตอนการตรวจสอบในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิตและการตลาดได้อย่างเหมาะสม
สำหรับมาตรการตอบโต้ของมาเลเซียที่อ้างเหตุผลด้านสารปนเปื้อนในปลากะพงนั้น นายปรีชายอมรับว่า ผู้เลี้ยงปลากะพงไทยก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างจากผู้เลี้ยงกุ้ง แต่หากพิจารณาในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจ จะพบว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมกุ้งมีขนาดใหญ่กว่ามาก
“กุ้งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ปลากะพงมีมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี”

เขาจึงตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของมาตรการที่เกิดขึ้นว่า
“หากเปรียบเทียบกัน เหมือนเราเอากุ้งมังกรตัวใหญ่เท่าแขนไปแลกกับลูกปลากะพงตัวเล็ก มูลค่าทางเศรษฐกิจต่างกันมาก จึงจำเป็นต้องสะท้อนข้อมูลนี้ให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ”
ในมุมของข้อเสนอเชิงนโยบาย นายปรีชาเห็นว่า จำเป็นต้องมีการบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกรมประมง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดมาตรการตรวจสอบสินค้าประมง
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดให้มีการตรวจสารตกค้างล่วงหน้าก่อนส่งออกถึง 15 วัน อาจไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของสินค้าสด
“ปลาสดที่ต้องรอผลตรวจนานขนาดนั้น สุดท้ายอาจไม่เหลือคุณภาพเหมือนเดิม”

เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจในการสั่งการโดยตรง เพื่อให้เกิดมาตรการที่รัดกุม รวดเร็ว และลดผลกระทบต่อเกษตรกรให้มากที่สุด
ล่าสุด แม้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะรับทราบปัญหาและมีข้อสั่งการผ่านกระทรวงพาณิชย์ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศเร่งหาตลาดรองรับผลผลิตกุ้งไทย พร้อมดำเนินมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้น 13 มาตรการ ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตไม่น้อยกว่า 400 ตันต่อเดือน
แต่เมื่อพิจารณาจากปริมาณการส่งออกกุ้งไทยไปยังมาเลเซียที่มีเฉลี่ย 300-400 ตันต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 44 ล้านบาทต่อเดือน คำถามสำคัญที่ยังคงรอคำตอบคือ มาตรการเยียวยาที่ออกมาจะเพียงพอหรือไม่ และท้ายที่สุดแล้ว “ศึกปลากะพงแลกกุ้งไทย” ครั้งนี้ ไทยกำลังปกป้องมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร หรือกำลังแลกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่าตัวโดยไม่รู้ตัว
เพราะในสนามการค้าระหว่างประเทศ บางครั้งผู้ชนะอาจไม่ใช่ฝ่ายที่ออกมาตรการได้เข้มงวดที่สุด แต่อาจเป็นฝ่ายที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างมาตรฐานสินค้าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประชาชนได้ดีที่สุด
