
จากปฏิบัติการสุดอุกอาจของคนร้ายชุดดำ อาวุธครบมือ ที่บุกโจมตีจุดตรวจ “บูเก๊ะซามี” ใน ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้กำลังพลของทหารพรานเสียชีวิตถึง 5 นายในคราวเดียว ปรากฏว่า ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้บินด่วนลงพื้นที่หลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน
และใช้ห้องประชุมหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ค่ายกัลยาณิวัฒนา ต.กะวุวอ อ.เมือง จ.นราธิวาส ประชุมผู้นำหน่วย ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง นำโดย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ พล.ต.ท.ปิยวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9
พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ซึ่งสวมหมวกอีกใบเป็นรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ รองผอ.รมน.อีก 1 ตำแหน่ง ได้มอบนโยบายและข้อสั่งการ โดยเน้นย้ำใน 3 ประเด็นสำคัญ เพื่อยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด กล่าวคือ

1.เร่งทำ AAR หรือ After Action Review ถอดบทเรียนอุดช่องโหว่ กำชับให้ทุกหน่วยดำเนินการทบทวนหลังการปฏิบัติงาน ทั้งจากการฝึกและการปฏิบัติงานจริงอย่างละเอียด เพื่อนำบทเรียนจากความสูญเสียมาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ปิดทุกช่องว่างความเสี่ยง และยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านยุทธวิธี การบังคับบัญชา การข่าวสาร การประสานงาน และการสนับสนุน ให้มีความพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์อย่างทันท่วงที
2.ขับเคลื่อนหน่วยเฉพาะกิจจังหวัด (ฉก.จังหวัด) เสริมบูรณาการไร้รอยต่อ เน้นย้ำให้ “หน่วยเฉพาะกิจจังหวัด” ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจความมั่นคงในพื้นที่ ดำเนินการเสริมสร้างความเข้มแข็ง บูรณาการการทำงานร่วมกับตำรวจ ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับแผนการปฏิบัติให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
3.รายงานตรง ปรับแก้ทันที ไม่ปล่อยปัญหาค้างคา ขอให้ทุกหน่วยเร่งรัดการปฏิบัติภารกิจตามแผนงานที่ได้รับมอบหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม หากพบปัญหา อุปสรรค หรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ ให้รีบรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นโดยทันที เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและสนับสนุนการปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว
@@ แฉ 13 คนร้ายร่วมก่อเหตุโจมตีจุดตรวจ

ด้านความคืบหน้าทางคดี เจ้าหน้าที่ตรวจได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆของจุดตรวจ ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญเพื่อไปปรับภาพให้มีความคมชัด โดยเฉพาะในส่วนของคนร้าย 6 คนที่นั่งอยู่หลังรถกระบะ แต่งกายชุดดำ อาวุธครบมือ รวมทั้งคนร้าย 2 คนที่ขี่และซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์ตามหลัง เพื่อคุมเชิงและเฝ้าระวังให้ทีมปฏิบัติการ ซึ่ง 1 ในนั้นอำพรางตัวด้วยการแต่งกายคล้ายหญิงมุสลิม สวมฮิญาบ เพื่อนำรูปพรรณสัณฐานไปเปรียบเทียบกับบุคคลในทำเนียบคดีความมั่นคงว่าตรงกับบุคคลใดบ้าง
รวมไปมีการตรวจสอบป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีขาวแดง ที่ 2 คนร้าย ใช้เป็นพาหนะขี่ตามหลังรถกระบะ
@@ ปิคอัพสังหารพ่นสีดำทับ สลับป้ายทะเบียน
ส่วนรถกระบะยี่ห้อนิสสัน สีดำ ที่คนร้ายติดป้ายทะเบียน ผน 6866 สงขลา นั้น จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า เป็นป้ายทะเบียนของรถกระบะยี่ห้อ อีซูซุ แต่คนร้ายนำทะเบียนมาสลับ นอกจากนั้นรถที่ใช้ก่อเหตุและนำไปเผาทิ้ง เดิมสีบรอนซ์เทา แต่ถูกนำมาพ่นสีดำ มีการซื้อขายโอนลอยต่อๆ กันมา ผู้ครอบครองรายสุดท้ายอยู่ในพื้นที่ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่รู้ตัวแล้ว
มีรายงานว่า หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวผู้ต้องสงสัย 1 ราย ส่งเข้ากระบวนการซักถาม ปรากฏว่าให้การเป็นประโยชน์ กระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถใช้แกะรอยไปหาบุคคลทั้ง 13 คนที่ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ได้ ขณะนี้รอผลตรวจสอบปลอกกระสุนและวิถีกระสุนจากปืน 3 ชนิดที่เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมได้ในที่เกิดเหตุ ทั้งปลอกกระสุนปืน เอ็ม16 อาก้า และปืนพก ขนาด 9 มม. จำนวนกว่า 200 นัด เพื่อนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป
@@ “พล.ต.ยอดอาวุธ” มาแล้ว! ลุยใช้อัยการศึกเข้มข้น

วันเดียวกัน หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้ออกคำสั่งที่ 131 / 2569 ลงนามโดย พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 มาตรา 6, 8, 9, 11 และ 15 ทวิ บังคับใช้มาตรการทางยุทธการและการรักษาความสงบเรียบร้อยระดับเข้มข้นทั่วทั้งจังหวัดนราธิวาส โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจตั้งจุดตรวจค้นเส้นทางสาธารณะ ตรวจค้นยานพาหนะ ตรวจค้นเคหสถาน ตลอดจนจับกุมและกักตัวผู้ที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบได้ทันที
2. อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธได้ทันทีเมื่อพบผู้ก่อเหตุความรุนแรงที่มีพฤติการณ์จะก่ออันตรายต่อกำลังพล โดยปฏิบัติตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน
3. กำหนดให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนปฏิบัติตามความต้องการของฝ่ายทหารในงานยุทธการ การระงับปราบปราม และการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่
4. คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนาม (22 ก.ค.69) เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
@@ ชาวบ้านมึน ประกาศทำไม ไม่มีอะไรใหม่
เป็นที่น่าสังเกตว่า การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกตามที่ประกาศนี้ ที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่ก็เข้าใจว่าฝ่ายทหารมีและใช้อำนาจนี้อยู่แล้ว เช่น การตั้งจุดตรวจ การตรวจค้นเคหสถานและยานพาหนะ รวมถึงจับกุมและกักตัวผู้ต้องสงสัย โดยมีกรอบเวลาที่กฎหมายให้อำนาจ 7 วัน หากยังซักถามไม่เรียบร้อย ก็มักจะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คุมตัวต่ออีก 30 วัน
เช่นเดียวกับการใช้อาวุธตอบโต้ของกำลังพลต่อกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่ผ่านมามีหลักปฏิบัติการตอบโต้อย่างได้สัดส่วนอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อมีประกาศดังกล่าวจึงสร้างความงุนงงว่า เหตุใดจึงต้องมีการประกาศย้ำอีก
