
สถานะความเป็น “ประเทศเพื่อนบ้าน” ของไทยกับกัมพูชา ณ เวลานี้ ดูจะแปรเปลี่ยนเป็น “ศัตรูถาวร” ที่ไม่มีทางหวนกลับมาจับมือกันได้
บางคนในประเทศไทยถึงขนาดเปรยว่า อาจต้องรอให้ “ผู้นำกัมพูชารุ่นนี้” หมดอำนาจอย่างเด็ดขาดไปก่อน จึงจะมองเห็นแนวทางของการสถาปนาสันติภาพ หรือฟื้นฟูมิตรภาพให้คืนกลับมา
ความขัดแย้งที่บานปลายกลายเป็นความรุนแรงระดับ “สงคราม” รอบล่าสุดระหว่างสองรัฐ ทำให้ปัญหาดูซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และสันติภาพดูจะห่างออกไปทุกที
เพราะในทฤษฎี “สันติศึกษา” บริบทของ “ความรุนแรง” มีความซับซ้อนมากว่าที่คู่ขัดแย้งมองเห็น แต่มันเกี่ยวข้องกับความรู้สึกด้วย
ยิ่งในยุคการสื่อสารไร้พรมแดนและไร้ขีดจำกัด รวมถึงการก้าวเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ “AI” ทำให้การสื่อสารที่ผ่านการจัดตั้งที่เรียกว่า “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร” หรือ IO ทวีความร้ายแรง และสร้างบาดแผลระหว่างคู่ขัดแย้งทั้งกว้างและลึกยิ่งขึ้น
ฉะนั้นเมื่อมองย้อนกลับมาที่ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา หากนาทีนี้ใครพูดว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน ย่อมถูกตำหนิว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน หรืออาจถึงขั้นเป็น “อุดมคติ” ไม่ต่างจากเดินในทุ่งลาเวนเดอร์…กันเลยทีเดียว
ยิ่งในปัจจุบัน ทั้งไทยและกัมพูชา ตลอดจนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีปัญหาซ้อนทับจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้ความขัดแย้งมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และโอกาสของการสร้างสันติภาพก็ยิ่งเปราะบาง เพราะมีผลประโยชน์ของมหาอำนาจเข้ามาผูกโยง
คำถามสำคัญที่ว่า “จะสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้อย่างไร” โดยเฉพาะในบริบทของข้อพิพาทชายแดน กลายเป็นเรื่องยากยิ่งกว่ายาก เพราะเกี่ยวข้องกับอธิปไตย ศักดิ์ศรีของชาติ ทรัพยากร ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ของประชาชน
ข้อพิพาทชายแดน จึงเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่แก้ไขได้ยากที่สุด เนื่องจากไม่ใช่เพียงแค่การลากเส้นบนแผนที่ แต่คือการจัดการความหมาย ความรู้สึก และความกลัวของทั้งรัฐและประชาชน

แต่ ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูธ หัวหน้าส่วนพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ศึกษาบทเรียนและถอดประสบการณ์จากหลายภูมิภาคของโลก เพื่อแสดงให้เห็นว่าข้อพิพาทชายแดนมิได้จำเป็นต้องจบลงด้วยสงครามเสมอไป
หลายกรณีสามารถเปลี่ยนจากพื้นที่แห่งการเผชิญหน้าไปสู่พื้นที่แห่งความร่วมมือ ผ่านการเจรจา การประนีประนอม การยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศ การจัดตั้งกลไกร่วม การสร้างพื้นที่ปลอดทหาร การพัฒนาเศรษฐกิจร่วม และการสร้างผลประโยชน์ร่วมระยะยาว
ฉะนั้นหนทางการยุติความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาจึงยังไม่ปิดประตูตายเสียทีเดียว
ดร.นิชานท์ อธิบาย 7 ตัวอย่างความสำเร็จในการสร้างสันติภาพจากข้อพิพาทชายแดนในภูมิภาคต่างๆ ของโลก เพื่อเป็นแสงสว่างแห่งความหวังเล็กๆ ของผู้คนสองประเทศที่ไม่มีวันยกดินแดนหนีจากกันได้
1.กรณีแคเมอรูน–ไนจีเรีย: จากข้อพิพาทบากัสซีสู่การจัดการเขตแดนร่วม

กรณีคาบสมุทรบากัสซีระหว่างแคเมอรูนและไนจีเรีย เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กฎหมายระหว่างประเทศควบคู่กับกลไกทางการเมืองหลังคำตัดสิน
พื้นที่บากัสซีมีความสำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณอ่าวกินีและมีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรประมงและพลังงาน ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศเคยนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารและความเสี่ยงของสงคราม ในปี 2002 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินให้คาบสมุทรบากัสซีอยู่ภายใต้อธิปไตยของแคเมอรูน
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของกรณีนี้ไม่ได้อยู่ที่คำตัดสินของศาลเพียงอย่างเดียว เพราะคำตัดสินทางกฎหมายอาจสร้างผู้ชนะและผู้แพ้ และอาจนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนหรือกองทัพได้ หากไม่มีการจัดการหลังคำตัดสินอย่างรอบคอบ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรณีนี้ไม่กลับไปสู่ความรุนแรง คือ การจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมภายใต้การสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติ เพื่อดูแลกระบวนการถอนกำลัง การส่งมอบพื้นที่ การจัดการประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และการปักปันเขตแดนอย่างเป็นขั้นตอน
กล่าวได้ว่า กรณีนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า “กฎหมายระหว่างประเทศ” ต้องทำงานร่วมกับ “กลไกทางการเมืองและมนุษยธรรม” หากต้องการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน
สำหรับกรณีไทย–กัมพูชา บทเรียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแม้คำตัดสินของศาลโลกในกรณีปราสาทพระวิหารจะสร้างความชัดเจนทางกฎหมายในระดับหนึ่ง แต่หากไม่มีคณะกรรมการร่วมที่สามารถจัดการผลกระทบในระดับพื้นที่ ความรู้สึกของประชาชน และมาตรการสร้างความไว้วางใจ คำตัดสินทางกฎหมายก็อาจไม่เพียงพอต่อการสร้างสันติภาพระยะยาว
2.กรณีบูร์กินาฟาโซ–ไนเจอร์: ความยืดหยุ่นและการยอมรับกลไกกฎหมาย

ข้อพิพาทชายแดนระหว่างบูร์กินาฟาโซและไนเจอร์ เป็นอีกกรณีหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศคู่ขัดแย้งสามารถเลือกใช้กฎหมายระหว่างประเทศโดยไม่ทำให้ข้อพิพาทกลายเป็นสงครามได้
ทั้งสองประเทศมีพื้นที่ชายแดนที่ไม่ชัดเจนและเกี่ยวข้องกับชุมชนท้องถิ่น ทรัพยากร และการเคลื่อนย้ายของประชาชน แต่แทนที่จะใช้กำลัง ทั้งสองฝ่ายเลือกใช้การเจรจาและยอมรับการตัดสินของศาลโลก
สิ่งที่น่าสนใจในกรณีนี้คือ ความพร้อมของทั้งสองประเทศในการปรับตัวต่อผลลัพธ์ของกระบวนการทางกฎหมาย โดยไม่ยึดติดกับแนวคิดแบบชนะทั้งหมดหรือแพ้ทั้งหมด การยอมรับการปรับเขตแดนและการจัดการพื้นที่ร่วมสะท้อนให้เห็น “ความยืดหยุ่นทางอธิปไตย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสันติภาพในข้อพิพาทชายแดน
ในเชิงสันติศึกษา กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า อธิปไตยไม่จำเป็นต้องถูกมองในฐานะเส้นแบ่งแข็งทื่อเสมอไป หากแต่สามารถบริหารจัดการในลักษณะที่ลดความเสียหายต่อประชาชนและลดความเสี่ยงต่อความรุนแรงได้
บทเรียนนี้มีคุณค่าต่อไทย–กัมพูชา เพราะข้อพิพาทชายแดนจำนวนมากไม่ได้เกิดจากความต้องการทำสงครามโดยตรง แต่เกิดจากความไม่ชัดเจนทางเทคนิคและการตีความที่แตกต่างกัน ดังนั้น ความยืดหยุ่น การยอมรับกลไกร่วม และการไม่ปล่อยให้ชาตินิยมครอบงำกระบวนการเจรจา จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของสันติภาพ
3.กรณีอินเดีย–บังกลาเทศ: จากดินแดนสลับซับซ้อนสู่ความมั่นคงของมนุษย์

กรณีอินเดีย–บังกลาเทศเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการแก้ข้อพิพาทชายแดน โดยให้ความสำคัญกับประชาชนมากกว่าพื้นที่เพียงอย่างเดียว
ปัญหาดินแดนสลับซับซ้อนตามแนวชายแดนทำให้ประชาชนจำนวนมากตกอยู่ในสภาพกึ่งไร้รัฐ หรือเข้าถึงบริการของรัฐได้ยาก คนเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ชัดเจนว่าเป็นของรัฐใดอย่างแท้จริง ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสัญชาติ การศึกษา สาธารณสุข ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต
ข้อตกลง Land Boundary Agreement ปี 2015 ระหว่างอินเดียและบังกลาเทศ จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนพื้นที่ แต่เป็นการแก้ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ ประชาชนในพื้นที่ได้รับสิทธิในการเลือกสัญชาติ เลือกว่าจะอยู่ในพื้นที่เดิม หรือย้ายไปยังประเทศที่ตนต้องการ
ข้อตกลงนี้ จึงเป็นตัวอย่างของการนำ “มนุษย์” กลับมาเป็นศูนย์กลาง โดยใช้มุมมองความมั่นคงทางมุนษย์ (Human Security) ให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นอันดับแรก ในการจัดการเขตแดน
สำหรับกรณีไทย–กัมพูชา บทเรียนจากอินเดีย–บังกลาเทศชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาชายแดนไม่ควรมองเฉพาะแผนที่ เส้นเขตแดน หรืออำนาจรัฐ แต่ต้องมองชีวิตของประชาชนชายแดนด้วย ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนมักมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ การค้า วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่ข้ามพรมแดน หากรัฐจัดการปัญหาโดยคำนึงถึงอธิปไตยเพียงอย่างเดียว แต่ละเลยชีวิตของประชาชน สันติภาพที่เกิดขึ้น ย่อมเปราะบาง
4.กรณีเปรู–เอกวาดอร์: จากสงครามชายแดนสู่ Peace Parks

กรณีเปรูและเอกวาดอร์เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของการแปลงเปลี่ยนข้อพิพาทชายแดนไปสู่สันติภาพเชิงบวก
ทั้งสองประเทศมีข้อพิพาทชายแดนยาวนานและเคยทำสงครามหลายครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าอเมซอน
ความขัดแย้งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเส้นเขตแดน แต่เกี่ยวข้องกับความภาคภูมิใจของชาติ ทรัพยากร และการควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์
ภายหลังสงคราม Cenepa War ในปี 1995 ทั้งสองประเทศเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างจริงจัง และในปี 1998 ได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพ
สิ่งที่ทำให้กรณีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ การสร้าง “พื้นที่สันติภาพ” ผ่านเขตอนุรักษ์ทางนิเวศหรือ “Peace Parks” ตามแนวชายแดน พื้นที่เหล่านี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนา และความสัมพันธ์ของชุมชนชายแดน มากกว่าจะเป็นพื้นที่เผชิญหน้าทางทหาร
กรณีเปรู–เอกวาดอร์ จึงสะท้อนหลักคิดสำคัญว่า พื้นที่พิพาทสามารถถูกออกแบบใหม่ได้ หากรัฐคู่ขัดแย้งเปลี่ยนคำถามจาก “ใครเป็นเจ้าของพื้นที่นี้” ไปสู่ “เราจะใช้พื้นที่นี้ร่วมกันเพื่อสร้างสันติภาพได้อย่างไร” การสร้างพื้นที่ปลอดทหารและพื้นที่อนุรักษ์ร่วมยังช่วยลดโอกาสการเผชิญหน้าทางทหาร และสร้างแรงจูงใจใหม่ให้ทั้งสองฝ่ายรักษาความสงบ
บทเรียนนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อกรณีไทย–กัมพูชา เพราะพื้นที่ชายแดนจำนวนมากมีคุณค่าทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และเศรษฐกิจ หากทั้งสองประเทศสามารถออกแบบพื้นที่บางส่วนให้เป็นพื้นที่ความร่วมมือ เช่น พื้นที่วัฒนธรรมร่วม พื้นที่ท่องเที่ยวสันติภาพ พื้นที่อนุรักษ์ร่วม หรือพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนร่วม ก็อาจช่วยเปลี่ยนชายแดนจากพื้นที่แห่งความหวาดระแวงไปสู่พื้นที่แห่งความไว้วางใจ
5.กรณีนอร์เวย์–รัสเซีย: พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลและการบริหารทรัพยากรร่วม

ในมิติทางทะเล กรณีนอร์เวย์และรัสเซียในทะเล Barents Sea แสดงให้เห็นว่า ข้อพิพาททางทะเลสามารถจัดการได้ผ่านการแบ่งปันผลประโยชน์และการบริหารทรัพยากรร่วม
ทั้งสองประเทศมีพื้นที่ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพลังงานและประมง แต่แทนที่จะปล่อยให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดปะทะ ทั้งสองฝ่ายใช้แนวทางเจรจาระยะยาวและการจัดการร่วมในช่วงที่ยังไม่มีข้อยุติ
แนวคิด “Grey Zone” หรือพื้นที่สีเทาในกรณีนี้ หมายถึงการยอมรับว่า แม้ข้อพิพาทยังไม่สิ้นสุด แต่รัฐสามารถสร้างระเบียบชั่วคราวเพื่อป้องกันความรุนแรงและแบ่งปันผลประโยชน์ได้
แนวคิดนี้สะท้อนความสำคัญของ “การไม่ปล่อยให้ความไม่ชัดเจนกลายเป็นความรุนแรง” กล่าวคือ พื้นที่ที่ยังไม่มีข้อยุติสามารถถูกบริหารจัดการได้ หากทั้งสองฝ่ายมีเจตจำนงทางการเมืองและกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน
บทเรียนนี้มีความสำคัญต่อไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะในกรณีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เพราะรัฐไม่จำเป็นต้องรอให้ข้อพิพาทด้านอธิปไตยได้รับการแก้ไขสมบูรณ์ก่อนจึงจะร่วมมือกันได้ แต่สามารถออกแบบกลไกร่วมเพื่อพัฒนาทรัพยากร ลดความตึงเครียด และสร้างผลประโยชน์ร่วมไปพร้อมกัน
6.กรณีไทย–มาเลเซีย: พื้นที่พัฒนาร่วมทางทะเล

กรณีไทย–มาเลเซียในพื้นที่พัฒนาร่วมทางทะเลเป็นตัวอย่างใกล้ตัวที่สุดของเราเอง ทั้งสองประเทศมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพลังงาน แต่เลือกใช้แนวทาง “พักข้อพิพาทไว้ก่อน แล้วร่วมกันพัฒนา” ผ่านการจัดตั้ง Malaysia–Thailand Joint Authority ภายใต้กรอบความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม
กรณีนี้มีความสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่า รัฐสามารถแยก “ข้อพิพาทด้านอธิปไตย” ออกจาก “การใช้ประโยชน์ร่วม” ได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ การร่วมพัฒนาไม่ได้หมายความว่ารัฐสละสิทธิทางอธิปไตย แต่เป็นการสร้างกลไกชั่วคราวเพื่อให้พื้นที่พิพาทไม่กลายเป็นพื้นที่สูญเปล่า หรือพื้นที่เสี่ยงต่อความขัดแย้ง
บทเรียนนี้สามารถนำมาปรับใช้กับกรณีไทย–กัมพูชาได้โดยตรงในกรณีข้อพิพาททางทะเล หากไม่มีประเด็นการแทรกแซงการเมืองภายในของกันและกัน หรือความทับซ้อนของความขัดแย้งทางบก และมองโดยไม่มองความสูญเสียไปแล้วจำนวนมากของทั้งสองฝ่ายในการต่อสู้ทางบก
ไทยและกัมพูชาอาจพิจารณาแนวทางการจัดการร่วมบางรูปแบบ เช่น พื้นที่เศรษฐกิจร่วม พื้นที่ท่องเที่ยวร่วม พื้นที่อนุรักษ์ร่วม หรือกลไกดูแลประชาชนชาวประมงชายแดนร่วม เพื่อให้ความไม่ชัดเจนไม่กลายเป็นความรุนแรงและเกิดประโยชน์ต่อคนในพื้นที่และรัฐ
7.กรณีรัสเซีย–จีน: จากข้อพิพาทชายแดนสู่ความมั่นคงร่วมผ่าน SCO

กรณีรัสเซีย–จีนเป็นตัวอย่างสำคัญของการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งชายแดนไปสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์
ในอดีต ทั้งสองประเทศเคยมีข้อพิพาทชายแดนและเกิดการปะทะทางทหารบริเวณแม่น้ำอุซซูรีในปี ค.ศ.1969 ซึ่งสร้างความหวาดระแวงและการสะสมกำลังทหารตลอดแนวชายแดน
อย่างไรก็ตาม ภายหลังสงครามเย็น ทั้งสองฝ่ายเริ่มลดความตึงเครียดผ่านการเจรจา การสร้างความเชื่อมั่น และการลดกำลังทางทหาร จนนำไปสู่การก่อตั้งองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organisation: SCO) ในปี ค.ศ.2001
ความสำเร็จของกรณีนี้อยู่ที่การเปลี่ยนจาก “การแข่งขันด้านอธิปไตย” ไปสู่ “ความมั่นคงร่วม” ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการพัฒนาระดับภูมิภาค
บทเรียนสำคัญต่อกรณีไทย–กัมพูชา คือ แม้ข้อพิพาทบางประเด็นยังไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด แต่รัฐสามารถเริ่มต้นจากการสร้างกลไกความร่วมมือและผลประโยชน์ร่วมก่อน เพื่อค่อยๆ เปลี่ยนความสัมพันธ์จาก “คู่ขัดแย้ง” ไปสู่ “หุ้นส่วน” และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในระยะยาวได้
@@ สรุปบทเรียนร่วมจากกรณีศึกษาทั่วโลก @@
เมื่อพิจารณากรณีศึกษาทั้งหมด จะเห็นว่าความสำเร็จของการสร้างสันติภาพในข้อพิพาทชายแดนมีองค์ประกอบร่วมกันหลายประการ
ประการแรก คือ “การยอมรับว่ากฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอ” หากปราศจากกลไกทางการเมืองระหว่างประเทศและการดำเนินการในพื้นที่ภายหลังคำตัดสิน
ประการที่สอง คือ “การจัดตั้งกลไกร่วม” เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดน คณะกรรมการพัฒนาร่วม หรือกลไกผู้สังเกตการณ์ เพื่อให้การจัดการข้อพิพาทมีความต่อเนื่อง
ประการที่สาม คือ “การให้ความสำคัญกับประชาชนชายแดน ไม่ใช่เพียงอธิปไตยของรัฐ”
ประการที่สี่ คือ “การสร้างผลประโยชน์ร่วม” เพื่อให้ทุกฝ่ายมีแรงจูงใจในการรักษาสันติภาพ
และประการสุดท้าย คือ “การเปลี่ยนความหมายของชายแดน จากเส้นแบ่งไปสู่พื้นที่เชื่อมโยง”
สำหรับไทย–กัมพูชา บทเรียนสำคัญที่สุดคือ สันติภาพจะไม่เกิดขึ้นจากการเอาชนะกันทางประวัติศาสตร์หรืออธิปไตย แต่จะเกิดขึ้นจากการออกแบบความสัมพันธ์ใหม่ “ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถรักษาศักดิ์ศรีของตนเองได้ โดยไม่ทำลายศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายหนึ่ง”
หากชายแดนยังถูกมองเป็นพื้นที่ของการสูญเสีย ความหวาดระแวง และศัตรู ความขัดแย้งย่อมมีโอกาสกลับไปสู่ความรุนแรง แต่หากชายแดนถูกมองแบบมิตรมากขึ้น และออกแบบใหม่ให้เป็นพื้นที่ของผลประโยชน์ร่วม ความร่วมมือ และความไว้วางใจ...
สันติภาพที่ยั่งยืนก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง!
