
การจัดโครงสร้างในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ยุครัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล สมัยที่ 2 นับว่าน่าสนใจและถูกจับตามองจากหลายฝ่าย
เพราะแม้โครงสร้างที่เป็น “กลไก” ในรูปของ “องค์กร” หรือ “กรรมการ” ในการจัดการปัญหา จะไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม
แต่การคัดเลือกตัวบุคคล การจัดวางบทบาท การมอบหมายภารกิจให้กับผู้รับผิดชอบระดับสูงสุด และจำนวนกรรมการในแต่ละชุด แต่ละกลไก ดูจะมีความวุ่นวายสับสนพอสมควร ดังที่ “ศูนย์ข่าวอิศรา” ก็เคยรายงานเอาไว้เป็นระยะ
อ่านประกอบ : ตั้ง “ผู้แทนพิเศษ - ผู้ช่วยดับไฟใต้” ทุบสถิติพรึ่บ 22 คน!
อ่านประกอบ : เปลี่ยน “หน.ผู้แทนพิเศษ” จาก “บิ๊กเมา” สู่ “สีหศักดิ์” - ตท.26 ร่วมวง!
อ่านประกอบ : ไม่มีบ่มเพาะ - ปอเนาะสีขาว... แม่ทัพเอาไงต่อ? (ดับไฟใต้…ใครรับผิดชอบ)
ในแง่วิชาการ และทฤษฎีการบริหารงานความมั่นคง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิพากษ์การจัดโครงสร้างแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ของรัฐบาลอนุทินเอาไว้อย่างตรงไปตรงมา ในบทความชิ้นล่าสุดที่อาจารย์ลงมือเขียนอย่างทันสถานการณ์
@@ คำสั่งและความสับสน !
ใครที่ติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีคำสั่งของนายกรัฐมนตรีออกมาอย่างน่าสนใจ แม้ในอีกด้านจะมีเรื่องของการลอบยิง สส. ที่ยังค้างคาอยู่ก็ตาม ตลอดรวมถึงเรื่องของการบ่มเพาะความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
คำสั่งแรกอย่างที่คาดไม่ถึงคือ การแต่งตั้ง ดร.ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข พร้อมกับการแต่งตั้ง พลเอกสุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณในทางการเมืองว่า รัฐบาลไทยพร้อมที่เริ่มต้นกระบวนการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธ BRN ในฐานะที่เป็นกองกำลังหลักของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในพื้นที่ 3 จังหวัด
ดังนั้น ในรายละเอียดจึงเสมือนกับการรอให้มีการจัดตัวบุคคลในคณะพูดคุยให้เรียบร้อย ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกไม่นานนัก
หลังจากนั้น ก็มีข่าวว่า นายกฯ อาจจะลงนามแต่งตั้งหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษฯ ขึ้นคู่ขนานกับการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุย
ข่าวที่ปรากฏตามมา จึงได้แก่ การแต่งตั้ง พลเอกอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะพูดคุย เป็นคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้ง อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้
การแต่งตั้งใน 3 ส่วนนี้ ทำให้เห็นการวางตัวบุคคลในการแก้ปัญหาคือ นายฐนัตถ์ (สขช.) พลเอกอุดมชัย (ทภ. 4) และอาจารย์วันนอร์ (ผู้ใหญ่ของชาวมุสลิมในสังคมไทย) เป็นดัง “3 เสาคอนกรีต” สำหรับรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น
หลังจากนั้นไม่นานนัก ก็มีรายนามของคณะทำงานที่จะเป็นคณะผู้แทนพิเศษเกิดขึ้น ดังที่ปรากฏเป็นข่าวแล้ว ซึ่งรายชื่อทั้งหลายนี้ เป็นเสมือนสัญญาณในการเริ่มต้นขับเคลื่อนงานของรัฐบาลอนุทินในจังหวัดชายแดนใต้
แต่แล้ว ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงคำสั่งอีก โดยมีการแต่งตั้ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้ารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษ แทน พลเอกอุดมชัย ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ในการแต่งตั้ง “คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งมีกรรมการทั้งหมด 22 คน อันเป็นดัง “22 อรหันต์” ในการคุมงานในภาคใต้ และในจำนวนนี้ 8 คนมาจากกระทรวงที่สำคัญ และ 7 คนมาจากหน่วยงานหลักด้านความมั่นคง
ด้วยการแต่งตั้งเช่นนี้ เท่ากับเป็นสัญญาณว่า รองนายกฯ สีหศักดิ์ คือ รองนายกฯ ด้านความมั่นคงอย่างแท้จริง และจะเป็นคนที่คุมงานเรื่องภาคใต้ของรัฐบาล ซึ่งเห็นชัดถึงบทบาทอีกส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงไทยคือ ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในกรณีของการจัดทำเขตแดนทะเลตามหลักของกฎหมายทะเล (UNCLOS) ตลอดรวมถึงปัญหาการเจรจาสันติภาพในเมียนมา ซึ่งเราได้เห็นบทบาทของรองนายกฯ สีหศักดิ์ ในการติดต่อกับฝ่ายนิยมทหารในการเมืองเมียนมามาแล้ว
ถ้าเปรียบแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า รองฯ สีหศักดิ์ จะต้องรับบท “นักดับไฟ” เพราะจะต้องเข้าไปดับ “ไฟ 3 กอง” ของความมั่นคงไทยคือ ไฟใต้ ไฟกัมพูชา และไฟพม่า ซึ่งแน่นอนว่า บทบาทเช่นนี้ไม่ง่ายอย่างแน่นอน เพราะงานของกระทรวงต่างประเทศที่ต้องรับผิดชอบอย่างเดียว ก็มีภารกิจใหญ่มากแล้วในการต้องจัดวางนโยบายต่างประเทศไทยในยุคความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์
ดังนั้น จึงน่าสนใจว่า รองนายกฯ สีหศักดิ์และคณะ หรือ “22 อรหันต์” แห่งงานภาคใต้นั้น จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรัฐไทยในภาคใต้อย่างไร
แต่ในอีกด้าน ก็มีความกังวลว่า การแต่งตั้งผู้แทนของปลัด 8 กระทรวงนั้น จะกลายเป็นคำสั่งแบบ “รัฐราชการ” เพราะจะเป็นแค่การมาของผู้แทนของหน่วย แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบงานจริง หรือเป็นการประชุมแบบราชการ คือ เวทีการประชุมทำหน้าที่รับทราบความคืบหน้าที่หน่วยงานแต่ละส่วนได้รับมอบไปดำเนินการ
ส่วนผู้แทน 7 หน่วยงานความมั่นคงนั้น ก็เป็นส่วนงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งว่าที่จริง หน่วยงานความมั่นคงมีเวทีประชุม กอ.รมน. รองรับอยู่แล้วอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นหน่วยงานที่ต้องทำงานโดยตรง
อีกทั้ง อำนาจของ “22 อรหันต์” ยังถูกกำกับว่า ต้องดำเนินการให้ “สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (พศ. 2561-2580)” และดำเนินการตาม “นโยบายความมั่นคง (พ.ศ. 2566-2570)” ซึ่งข้อกำหนดเช่นนี้เท่ากับชี้ว่า คณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “คณะกรรมการยุทธศาสตร์” ในการแก้ปัญหา เป็นแต่เพียงทำหน้าที่ขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้แล้ว
ถ้าตีความตามคำสั่ง คณะกรรมการ “22 อรหันต์” อาจไม่มีสถานะเป็น “ครม. น้อย” หรือ “ครม. ภาคใต้” แต่อย่างใด เพราะหน้าที่หลักไม่ใช่การคิดยุทธศาสตร์ แต่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ หรือทำหน้าที่เป็น “ส่วนราชการใหม่” ที่นำเอานโยบายไปสู่การปฏิบัติ
การรับบทบาทเช่นนี้ ฝ่ายเลขาฯ จะต้องมีความเข้มแข็งในการติดตามงานอย่างมาก มิฉะนั้นแล้วงานในเชิงนโยบายอาจจะขยับไม่ได้จริง เช่น ปัญหาการเปลี่ยนกำลังในการควบคุมพื้นที่ในปี 2570 ตามข้อกำหนดของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือประเด็นปัญหาในทางยุทธศาสตร์ที่ต้องขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อกับคณะพูดคุย หรือเชื่อมต่อกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด เป็นต้น
ประเด็นเช่นนี้ แน่นอนว่าท้าทายอย่างมากกับรองนายกฯ สีหศักดิ์ ที่ต้องดับ “ไฟ 3 กอง” และท้าทายอย่างมากกับนายกฯ อนุทิน ที่จะต้องก้าวข้ามข้อวิจารณ์ “นายกฯลอยตัวจากปัญหา” ให้ได้ เพราะตอนนี้ สังคมรู้สึกว่านายกฯ มอบงานรอบบนี้ไว้กับ “3 แม่ครัว” เท่านั้น …
3 แม่ครัว “ออกร้านโชว์” จนงานล้นเกินมือแล้วในยามนี้
สุดท้ายก็อดคิดไม่ได้ว่า นักการทูตจากกระทรวงต่างประเทศอาจจะไม่ถนัดกับงาน “คลุกฝุ่น” ในภาคใต้ แล้วถ้าเขาต้องเป็น “ผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใต้” เขาจะทำอย่างไรกับปัญหาความมั่นคงในรูปแบบของ “สงครามก่อความไม่สงบ” เช่นนี้
เพราะปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ไม่ใช่งาน “ใส่สูท-พบปะ-ออกดินเนอร์-ดื่มไวน์” เช่นการสังสรรค์ในเวทีการทูตอย่างแน่นอน !
