“…เราก็เหมือนกัน หยิบเล็กหยิบน้อยมารวมกันให้เห็นว่า ช้างทั้งตัวมันเป็นอย่างไร ไม่ใช่จับแค่งวงแล้วบอกว่านี้ไม่ใช่ช้าง ซึ่งก็ถูกมันไม่ใช่ช้าง มันแต่งวง จับหูก็ไม่ใช่ช้าง แต่เมื่อไหร่เราจับมาผสมกันได้หมดแล้ว นั่นแหละคือช้าง - การไปประชุมที่โรงแรมพูแมนฯ หลังจากเลือก สว.แล้ว มีพยานกล่าวถึง ว่า พบ นายเนวิน พบนายอนุทิน แต่ไม่มีรายละเอียดว่า ท่านไปทำอะไรกัน ซึ่งเป็นไปได้ทุกทาง ถึงพบ แต่ไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่า เขาได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 เลย...”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) สืบเนื่องจากกรณีนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงผลการพิจารณาของ กกต. สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือ คดีฮั้วเลือก สว. ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 77 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. สว. (ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน 2. ผู้มีสิทธิเลือกสว. จำนวน 36 คน และ 3. บุคคลอื่น จำนวน 15 คน ขณะที่ กรรมการบริหาร (กก.บห.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ภท. มีมติยกคำร้องข้อกล่าวหา
ต่อไปนี้เป็นความเห็นของนายณรงค์ และนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย ในคดีฮั้วเลือกสว.
@ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ กกต. เสียงข้างมาก คดีฮั้วสว.
ข้อกล่าวหาที่ 1 กับข้อกล่าวหาที่ 2 กรณีนี้ เป็นมติกกต.เสียงข้างมากที่ไม่ส่งศาลฎีกา อยากให้เหตุผล เพราะเป็นประเด็นในสังคมต้องทำให้ความเข้าให้ชัดเจน
ข้อกล่าวหาที่ 1 กับข้อกล่าวหาที่ 2 เชื่อมโยงกัน ข้อกล่างหาที่ 1 เป็นกรณีที่เป็นความปรากฏและกกต. สั่งให้รับเรื่องและทำการไต่สวน คือ ผู้ถูกร้องที่ 187-206 และ 228 นาย น. ก็คือ นายเนวิน ก็เปิดชื่อไปเลย ข้อกล่าวหานี้ จากสำนวนการไต่สวน มีการแจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็น กก.บห.พรรค หรือ ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปช่วยเหลือบุคคลที่เป็น สว. 140 คน ที่เชื่อว่ามีชื่ออยู่ในโพยและได้ลำดับต้นๆ รับความช่วยเหลือจากผู้ถูกร้องทั้ง 21 คน และตัวเองก็ได้รับเลือกเป็น สว. ในการพิจารณาสำนวน เราดูข้อกล่าวหาและคำชี้แจง ที่สำคัญ คือ ดูพยานหลักฐานว่า ในสำนวนมีพยานหลักฐานอะไรบ้าง
“ในสำนวนนี้มีพยานหลักฐานมีพยานหลักฐาน คือ พยานรหัสที่ 16/26 พยานรหัสที่ 21/26 พยานรหัสที่ 22/26 และพยานรหัสที่ 25/26 และมีนางสุกุมาลวตรี ศิริโกมุท เป็นพยานกล่าวอ้างว่า บุคคลเหล่านี้กระทำความผิด แต่พยานที่สำคัญ เขาอ้างว่าเป็นประจักษ์พยาน (พยานบุคคลที่เป็นผู้ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่ให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรง) คือ พยานรหัสที่ 16/26 มาให้ถ้อยคำอ้างว่า รู้เห็นเหตุการณ์ 4 เหตุการณ์”
เหตุการณ์ที่หนึ่ง พยานอ้างว่า เดือนเม.ย.2567 กลุ่ม กก.บห.พรรคการเมือง คนรุ่นใหม่ นำโดยนายภราดร ปริศนานันทกุล ได้ร่วมกันวางแผนฮั้วสว. โดยมีการศึกษาระเบียบ กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกสว. มีการคิดค้นโปรแกรมออฟไลน์เพื่อคำนวณสูตรการเลือกสว. โดยพยานอ้างว่า ทราบจากเพื่อนสส.พรรคภูมิใจไทยและกก.บห.ภท.
เหตุการณ์ที่สอง เป็นช่วงที่มีการเลือกสว. คือ วันที่ 16-26 มิ.ย.67 หลังจากมีการเลือกสว.ระดับจังหวัด ก่อนการเลือกระดับประเทศมีการประชุมกก.บห.ภท. ที่ทำการพรรค กทม. และมีบรรยายให้เป็นไปตามแผน ที่จะมีการใช้โปรแกรม ผู้บรรยายหลัก คือ นายภราดร และนายไชยชนก ชิดชอบ มีกลุ่มกก.บห.พรรค และสส. ของพรรคร่วมฟังคำบรรยาย และมีนายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน เหตุการณ์ตรงนี้ พยานรหัสที่ 16/26 อ้างว่าเข้าร่วมประชุมด้วย
เหตุการณ์ที่สาม วันที่ 24 มิ.ย.67 ก่อนเลือกระดับประเทศ พยานรหัสที่ 16 กับพวก ไปที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขต หันตรา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อทำโพยฮั้วกัน และมีทีมติวเตอร์ คือ นางสุขสมรวย วันทนียากุล พร้อมนักศึกษาผู้ช่วยเข้ามาติวการทำโพย
เหตุการณ์ที่สี่ หลังจากเลือก สว. ระดับประเทศ มีพยานรหัสที่ 16/26 นำ สว.ในสายของตนไปรับมอบนโยบายจากนายเนวิน ที่โรงแรมพูแมน คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กรุงเทพฯ ในข้อกล่าวหานี้ ผู้ถูกร้องทุกคนชี้แจงเป็นหนังสือ ปฏิเสธข้อกล่าวหา ว่า ไม่ได้กระทำความผิด
@ เปิดคำวินิจฉัยส่วนตัว-พยาน รหัสที่ 16/26 กล่าวอ้างลอยๆ
ความเห็นส่วนตัวที่วินิจฉัย เห็นว่า กรณีนี้ การเลือกสว.ระดับประเทศ มีการเลือกวันที่ 26 มิ.ย.67 และกกต.ประกาศผลการเลือก สว. และบัญชีสำรอง เมื่อวันที่ 10 ก.ค.67 ภายหลังเลือกสว.และกกต.ประกาศผลการเลือกสว. แล้ว มีการร้องเรียน การเลือกสว.ว่าไม่ชอบ มีผู้ร้องและผู้ถูกร้องจำนวนมาก ซึ่ง กกต.ได้รับเรื่องและมีมติไปแล้วหลายเรื่อง
สำหรับเรื่องนี้ ในการประชุมกกต. เมื่อวันที่ 18 มี.ค.68 หลังเลือกสว. รับทราบที่สำนักงาน กกต. รายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีหนังสือที่ ยธ. 0824/4754 ลงวันที่ 25 ก.ย.67 แจ้งเรื่องรับเรื่องไว้สอบสวน กรณีมีผู้ร้องขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และดีเอสไอ เพื่อให้สอบสวนกรณีการเลือกสว. ที่มีกระบวนการหรือวิธีการที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.สว. และประมวลกฎหมายอาญา ในตอนนั้นมี 3 คำร้อง ซึ่ง สำนักงาน กกต. เห็นว่า มีมูลและมีพฤติการณ์ มีการฝ่าฝืนตามมาตรา 36 มาตรา 77 (1) มาตรา 70 มาตรา 79 มาตรา 81 ตาม พ.ร.ป.สว. จึงเสนอ กกต.ให้รับเรื่องเป็นความปรากฏ
“ท่านจะเห็นว่า วันที่ 18 มี.ค.68 ไม่มีข้อกล่าวหา ตามมาตรา 77 คือ ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา กก.บห.พรรค คือ กลุ่มที่ถูกร้องเรียนทั้ง 21 คน ตอนนั้น กกต. ก็แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 หรือเรียกสั้นๆว่า ชุดที่ 26 ไต่สวนเรื่อยมา จะเห็นว่า คนที่ถูกร้องจริงๆ แต่แรกก็คือ กลุ่มคนที่มีชื่ออันดับที่ 1 ถึง อันดับที่ 7 ของโพย ตอนนั้นมีผู้ถูกกล่าวหา 140 คน ต่อมา ถ้าสังเกต วันที่ 10 มิ.ย.68 ผ่านมาหลายเดือน กกต. ได้รับรายงานจาก ชุดที่ 26 ว่ามีผู้กระทำความผิดทั้งที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกสว. สว.ระดับประเทศ และผู้อื่น รวมทั้งผู้มีตำแหน่ง สถานะที่เป็นบุคคลตามมาตรา 76 ก็คือเริ่มที่จะมาขอให้กกต. ให้รับเรื่องเพื่อจะสอบกก.บห.พรรคการเมือง หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง อีกข้อกล่าวหาหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่รับคำร้องตั้งแต่แรก”
ประเด็นสำคัญ คือ การแจ้งข้อกล่าวหานี้ ก็เพราะมีพยานรหัสที่ 16/26 21/26 และ 22/26 มาให้ถ้อยคำว่า กลุ่มคนทั้ง 21 คน ร่วมกันกระทำความผิด และประเด็นที่ตนเองเห็นก็คือ เหตุการณ์เลือกสว. การรับรองผล ล่วงเลยมาเป็นเวลานาน ทำไมพยานรหัส 16/26 ไม่เคยออกมาแจ้งเหตุ หรือ แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ กกต. ว่า กลุ่มคนเหล่านี้กระทำความผิด
“พยานรหัสปากนี้มาให้ถ้อยคำต่อชุดที่ 26 เมื่อวันที่ 28 พ.ค.68 ล่วงเลยเวลาที่พยานอ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์เวลาประมาณ 1 ปี และช่วงนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องการเมือง พยานรหัส 16/26 เคยเป็นสมาชิก หรือ เป็น สส.ของ ภท. ต่อมา ภท. มีมติให้พ้นจาก ภท. เพราะเหตุอะไร เพราะว่า พยานรหัสนี้ ถูกศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาว่า กระทำความผิดฐานยักยอกเงินของสหกรณ์ครูจังหวัดขอนแก่น มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ศาลลงโทษพยานรหัสเป็นเวลา 4 ปี 93 เดือน หรือ 11 ปี เมื่อพยานรหัสถูกขับออกจากพรรค ได้ไปสังกัดพรรคกล้าธรรม (กธ.) และช่วงนั้น ภท. และ กธ. มีความขัดแย้งและไม่ลงรอยทางการเมือง”
ต่อมาวันที่ 28 พ.ค.68 พยานรหัสจึงมาให้ถ้อยคำในฐานะที่ยอมรับว่า ร่วมกระทำความผิดและขอกันตัวเองออกมาเป็นพยาน เห็นว่า ช่วงเวลาที่พยานรหัสนี้มาให้ถ้อยคำต่อ คณะ26 ก็มีมูลเหตุ มีข้อหน้าสงสัยว่า มีเจตนาอย่างไร เราก็ต้องฟังความระมัดระวัง เพราะถือว่า จะไม่มีสาเหตุโกรธเคืองเหมือนที่สรุปกันมามันก็ยังฟังไม่ถนัด
“เมื่อมาวิเคราะห์พยานรหัสปากนี้ ที่ให้ถ้อยคำไว้กับคณะ26 อ้างว่าเหตุการณ์ที่หนึ่งและเหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นที่ ภท. ก็มีแต่พยานรหัส 16/26 เพียงคนเดียวที่ให้ถ้อยคำว่ามีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและช่วงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่หนึ่งหรือเหตุการณ์ที่สอง ไม่ได้ความเลยว่า ในการประชุมของกลุ่มนี้เก็บเครื่องมือสื่อสาร และไม่ปรากฏหลักฐานอื่นเลย ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือสิ่งอื่นที่ชี้ให้เห็นว่ามีการกระทำแบบนั้น ไม่ปรากฏกระทั่ง หลักฐานการปฏิบัติการของนายภราดร ไม่มีเอกสาร วัตถุพยาน โปรแกรมว่ามีลักษณะแบบใด ที่เขาอ้างว่า มีเงิน หรือ มีค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้จำนวนมหาศาล ก็ไม่ปรากฏว่าจ่ายให้ใคร ตรวจสอบเส้นเงินก็ไม่มี พยานรหัสปากนี้ ไม่สามารถระบุได้เลยว่า ใครได้รับเงินไปบ้าง หรือ รับกันอย่างไร ก็คงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ”
@ พยานรหัส 21/26 – 22/26 ให้ถ้อยคำไม่สอดคล้องกัน
นอกจากพยานรหัสที่ 16/26 ข้อกล่าวหานี้ยังมีพยานอีก 2 ปาก คือ พยานที่ 21/26 และ 22/26 ทั้งสองคนปัจจุบันเป็น สว.ทั้งคู่ ถือว่าเป็นพยานประกอบสำนวน เราก็จะดูว่าพยานประกอบเชื่อมโยง สอดคล้องกับพยานพยานรหัสที่ 16/26 หรือไม่
“เราก็มาดู พยานที่อ้างว่า ในสำนวนนี้ ที่เกี่ยวข้องอีก 2 คน คือ พยาน รหัสที่ 21/26 และ 22/26 ที่ไปให้ถ้อยคำสอดรับกันหรือไม่ พยานทั้งสองก็เช่นเดียวกัน ได้มาให้ถ้อยคำหลังจากที่พยาน รหัสที่ 16/26 ไปให้ถ้อยคำ คือ พยานทั้งสองอยู่ในเหตุการณ์ที่อ้างว่า ไปจัดทำโพยที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ โดยอ้างว่า พยาน รหัส 16/26 ประสานให้ไป ในวันที่ 24 มิ.ย.67 พยานทั้งสองเข้าร่วมประชุมในการจัดทำโพยด้วย และยืนยันว่า ทีมก็คือ ของเจ๊รวย หรือ นางสุขสมรวย ซึ่งเป็น สส.อำนาจเจริญ พยานยืนยัน”
เราจะเห็นว่า พยาน รหัสที่ 22/26 มาให้ถ้อยคำว่า ได้รวมกลุ่มกับพยาน รหัสที่ 16/26 และทราบว่า กลุ่มของ พยาน รหัสที่ 16/26 มี สว. หรือ ได้โควตาจากระบบจัดฮั้ว 2 คน คือ ตัวเอง คือ พยาน รหัสที่ 22/26 และ พยาน รหัสที่ 21/26 และก็ส่งหมายเลขไป
“ปรากฏว่า เมื่อเรากลับมาพิจารณาถ้อยคำพยาน รหัสที่ 16/26 ไม่มีถ้อยคำตอนใดที่กล่าวถึงว่า พยาน รหัสที่ 22/26 ซึ่งอยู่ที่พะเยา อยู่ในทีมเขา ไม่ได้กล่าวถึงขบวนการว่า กก.บห.พรรค หรือ ผู้ถูกร้องตามที่ถูกแจ้งข้อกล่าวมีส่วนด้วย นอกจากนี้ พยาน รหัสที่ 16/26 กลับยืนยันหรือบันทึกถ้อยคำว่า ทีมของเขามีคนเดียว คือ พยาน รหัสที่ 21/26 ซึ่งอยู่ที่ขอนแก่น จังหวัดเดียวกับเขา จะเห็นว่า ความแตกต่าง ความไม่สอดคล้องของพยานรหัสเกิดขึ้น”
ส่วนพยาน รหัสที่ 22/26 ก็เหมือนกัน ไม่เคยกล่าวถึงเลยว่า กลุ่มผู้ถูกร้องอยู่ในกระบวนการ แต่เขาให้ถ้อยคำว่า เขาน่าจะได้เพราะมีการทำโพยในวันนั้น แต่เขาก็ไม่ทราบว่าใครทำให้ โดยอ้างว่า พยาน รหัสที่ 16/26 ส่งชื่อไป จะเห็นว่า ความสอดคล้องของพยานไม่มีเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานทั้ง 3 ได้มากลับคำให้การ โดยมีหนังสือถึงประธานกกต.ว่า ที่พยานรหัสทั้ง 3 เคยให้การไว้ ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 21 คนก็ดี การเตรียมการก็ดี เส้นเงินอะไรก็ดี เขาบอกว่า ไม่เป็นความจริง
“การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ผมอยู่ศาลมา 38 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา พยานกลับคำ ผมลงโทษมาเยอะ แต่พยานปากนี้ หรือ 3 ปาก ไม่มีความน่าเชื่อถือมาแต่แรก เขามาให้การหลังเกิดเหตุนานมาก และพยานรหัสที่ 16/26 ท่านไปดูประวัตินะครับ เขาถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกถึง 11 ปี ในข้อหายักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมาเกือบ 500 ล้านบาท ปัจจุบันถูกตัดสิทธิทางการเมืองในคดีจริยธรรม”
พยานเราต้องดูว่า ความน่าเชื่อถือเขามีหรือเปล่า ประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือ ประเด็นเรื่องการเมือง ประเด็นเรื่องความไม่สอดคล้องกัน ผมเห็นว่า มันฟังไม่ได้ว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1
“การตรวจสอบเส้นเงินของกลุ่มที่ถูกกล่าวหาทุกคนไม่พบความผิดปกติ โทรศัพท์อาจจะมี มีโทรหากัน แต่ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่า เขาคุยกันเรื่องอะไร ถ้าเรายอมรับความจริง ธรรมชาติของนักการเมือง หรือ คนที่ได้เป็น สว.ได้ใหม่ๆ ผมว่าต้องยอมรับว่า เขาต้องดำเนินการอย่างไร เขาก็ต้องจับกลุ่ม ตกลงกัน”
@ ไม่มีหลักฐานชี้ว่า อนุทิน-เนวิน ไปทำอะไรที่ 'พูแมน'
“การไปประชุมที่โรงแรมพูแมนฯ หลังจากเลือก สว.แล้ว มีพยานกล่าวถึง ว่า พบ นายเนวิน พบนายอนุทิน แต่ไม่มีรายละเอียดว่า ท่านไปทำอะไรกัน ซึ่งเป็นไปได้ทุกทาง ถึงพบ แต่ไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่า เขาได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 เลย เพราะฉะนั้น ในแต่ละข้อกล่าวหา เราจะดูพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก ผมเชื่อว่า กกต.เสียงข้างมากจะใช้ดุลพินิจ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเช่นเดียวกับ”
เมื่อข้อกล่าวหาที่ 1 ยกคำร้อง ข้อกล่าวหาที่ 2 ต่อเนื่องกัน ก็ยังฟังไม่ได้ว่า คนที่มีชื่ออยู่นี้ ได้รับความช่วยเหลือ แต่คนกลุ่มนี้ เราก็จะไปพิจารณาในข้อกล่าวหาอื่น เช่น จูงใจให้เลือกตัวเอง ไปจัดทำโพยต่างๆ จึงเป็นที่มาที่กลุ่ม สว.26 คน โดนส่งศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิ บางคนถูกดำเนินคดีอาญา

@ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ @
@ สิทธิโชติ กกต. เสียงข้างน้อย คดีฮั้วสว.
ก่อนการแถลงข่าว ที่ประชุมกกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 69 ได้คุยกันแล้วว่า ในการแถลงข่าวต้องพูดทีละข้อกล่าวหา ว่า กกต.มีมติเสียงข้างมากกี่เสียง เสียงข้างน้อยกี่เสียง พูดถึงขนาดได้ มติของศาลรัฐธรรมนูญจะบอกว่า ผลการพิจารณาคำร้องเป็นอย่างไร และเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยมีกี่เสียง และมีใครบ้าง
“ในที่ประชุมกกต. ก็หารือกันว่า เราไม่ต้องถึงกับบอกชื่อเสียงข้างมากเป็นใคร เสียงข้างน้อยเป็นใคร แต่ขอให้ชัดว่า แต่ละข้อกล่าวหา กกต. ได้ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร เราเคารพเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยมีกี่เสียง ท่าน (นายณรงค์) ออกไปแถลง ท่านอาจจะไม่รู้ว่าเหตุผลของเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไร ท่านก็ต้องแถลงเหตุผลของท่านไปตามที่ท่านลงมติเสียงข้างมากไป ไม่ว่ากัน แต่ขอให้แจ้งกับประชาชนได้ทราบว่า ในทุกมตินั้น ไม่ได้เป็นเอกฉันท์เสียทีเดียว บางคนที่ยก (คำร้อง) ก็มีเอกฉันท์ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่ได้มีบทบาทในการกระทำตามข้อกล่าวหา บางคนก็เอกฉันท์เหมือนกัน เพราะว่าชัดเจน ทั้งพยานบุคคล พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น โทรศัพท์และเส้นเงิน”
“แต่ที่สำคัญ คือ ข้อกล่าวหาที่ 1 กับ ข้อกล่าวหาที่ 2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลของพรรคการเมือง กก.บห.พรรค สส. มติไม่เอกฉันท์ ขอยืนยัน เป็นมติ บางคนที่สำคัญ ๆ มติ 5 ต่อ 2 ให้ยก บางคน 6 ต่อ 1 บางคนไม่เกี่ยวข้องเลยก็เป็นยกอย่างเอกฉันท์ พิจารณาตามเนื้อผ้า ไม่ใช่ 5 ต่อ 2 ทั้งหมดในกลุ่มคนสำคัญๆ”
“ผมกับท่านชาย (นครชัย) เป็นเสียงข้างน้อย เรามองว่า พยานหลักฐานที่เห็น ที่ปรากฏ ค่อนข้างเชื่อได้ เพราะบริบทในการกระทำคราวนี้ ไม่ได้ทำจุดเดียว แต่ทำกระจายทั้งประเทศ แต่ที่เราจับได้ไล่ทันมีบางจุด เช่น กลุ่มนครศรีธรรมราช กลุ่มภูเก็ต กลุ่มหนองบัวลำภู กลุ่มอุทัยธานีและนครสวรรค์ กลุ่มสุโขทัย ซึ่งมาประชุมกันแต่ละโรงแรมเพื่อมาทำโพย พอเราจับได้ โพยมีอยู่ 12 โพยฮั้วจะมีหมายเลขที่เขียนเอาไว้ คนที่ได้อันดับ 1-7 จะอยู่ในหมายเลข 12 โพยนี้ทั้งนั้นเลย ซึ่งเกิดจากกลุ่มที่มาทำโพยกันและถูกลงโทษด้วย แสดงให้เห็นว่า การทำโพยเป็นการทุจริตการเลือกสว. อาจจะไปถึงอาญาด้วยซ้ำ ถ้าฟังได้ว่า ไปเข้ากฎหมาย พ.ร.ป.สว. มาตรา 77 (1) การให้ทรัพย์สินกัน”
ถ้าเรามองอย่างนี้ ทุกพื้นที่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่นเข้ามาแทรกเลย ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกพรรค หรือ เกี่ยวข้องกับพรรค แล้วในกลุ่มนี้เมื่อทำโพยเสร็จไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ ซึ่งการให้การครั้งแรก ว่า มีการกระทำอันที่หนึ่ง ในการประชุมพรรคมีการมอบหมายให้ สส.ในพื้นที่ หรือ บุคลากรของพรรคนี้ ที่อยู่ในพื้นที่ดำเนินการ และมีการดำเนินการอย่างนั้นจริงๆ
“ผมไม่ได้เชื่อว่า คนคนนี้พูด ตัวคนจะมีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมเชื่อถือเพราะคำพูดเขาได้รับการปฏิบัติและเกิดขึ้นจริงตามคำพูดของเขาไหม ถ้าเราพิสูจน์พยานตรงนี้ได้ว่า มันเกิดขึ้นจริง เป็นไปตามคำพูดของเขา มันก็น่าเชื่อถือ สิ่งที่น่าเชื่อถือตรงนี้ มันพิสูจน์ได้จากการกระทำที่ไปทำโพยกันในแต่ละจังหวัด นี่คือข้อที่หนึ่ง”
ข้อที่สอง เบอร์โทรและเส้นเงิน เบอร์โทรศัพท์ พยานปากนี้ให้การว่า ได้ติดต่อใคร ของพรรคการเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพียงสมาชิกพรรค หรือถึงขั้นเป็นกก.บห.พรรค หรือ เป็น สส. ก็มีการยึดโยงกันอยู่ในนั้น เมื่อเราตรวจสำนวนแล้วมันเจอจริง มันก็โยงกันจริง
ข้อที่สาม หลังจากได้ สว. กกต.ประกาศแล้ว ก็มีการนัดประชุม สว.กันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 คนที่อยู่ในพรรคนั้น ก็มาร่วมประชุม พยานให้การ ซึ่งเป็นเลขาฯของสส. คนคนนี้ที่เป็น สว. เคยอยู่หน้าห้อง สส. หรือ เคยเป็นอยู่หน้าห้องรัฐมนตรี แล้วก็มาเป็น สว. แล้วก็มีเลขาฯ เลขาฯคนนี้ก็เป็นพยานให้เราว่า วันที่ 21 นั้น มีการนัดประชุม สว. ที่ประกาศให้ เพื่อมากำหนดตัวคนเป็นประธาน และรองประธานสว. มีการเก็บโทรศัพท์ พยานให้การหมดเลยว่ามีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่เผอิญหัวหน้าพรรคอยู่คนละห้อง ไม่ได้อยู่ในห้องที่เก็บโทรศัพท์ ก็มากำหนดกัน
“พฤติการณ์เหล่านี้ รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของรัฐมนตรีบางคนภายหลัง หรือ ช่วงเวลาเลือกสว. สอดคล้องกันไปใหม่ ความเห็นของเสียงข้างน้อยก็เห็นว่า กรณีนี้อย่างน้อย ถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนหรือเป็นการทำให้เกิดเหตุการณ์ไปทำโพยฮั้วในแต่ละจังหวัดตามที่พยานปากนี้ให้การจริง”
นอกจากพยานปากดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกคน คือ นายดิเรก พรสีมา ได้ให้การสอดคล้องกัน ถึงกับว่า บอกชื่อคนคนหนึ่งว่า เคยอยู่กับรัฐมนตรีหนุ่มๆ และเล่าให้ฟังว่า พฤติการณ์เป็นอย่างไร ซึ่งตรงกับพยานที่ 16
“ส่วนพยานที่กลับคำให้การ ที่ผมเห็นว่า ไม่น่าจะกลับคำ เพราะถูกข่มขู่ ณ เวลาที่ให้การตัวเองถูกข่มขู่ เขาเป็นใคร ใครจะไปข่มขู่เขาได้ เขาเป็นผู้มีบารมี เป็น สส.ของพรรคการเมืองนั้น ณ เวลานั้น แล้วมาให้การเป็น สส.อยู่ ใครจะไปข่มขู่เขา และอีกคนที่กลับคำให้การ ก็เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญด้วย ใครจะไปกล้าข่มขู่เขา นี่คือข้อเท็จจริงอันที่หนึ่ง ข้อเท็จจริงอันที่สอง เขามายื่นหนังสือกลับคำให้การ ณ เวลาที่เราตั้งคณะอนุฯ ชุดที่ 36 แล้ว น่าจะเป็นวันที่ 30 ต.ค.68 ห่างจากวันที่เขาให้การครั้งแรกนานมาก”
@ มองช้างต้องมองทั้งตัว
“ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ผมเลยเชื่อว่า หลังจากฟังประกอบกับทุกสิ่งแล้ว มองช้าง มองทั้งตัวแล้วจะรู้ว่า ช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือในการกระทำปลีกย่อย ก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างแล้วเป็นอย่างนั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยก็เลยเห็นควรว่า มีการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2”
เหตุผลที่ผมพูดสามารถร้อยเรียงกัน คล้ายๆ กับหยิบเล็ก หยิบน้อยจากการกระทำของแต่ละกลุ่มมาวิเคราะห์รวมกันและทำให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้มีเบื้องหลังที่มาอย่างไร
“คล้ายกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยหยิบเล็กหยิบน้อยแล้วมาวินิจฉัยว่า การกระทำของพรรคบางพรรคมันเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เราก็เหมือนกัน หยิบเล็กหยิบน้อยมารวมกันให้เห็นว่า ช้างทั้งตัวมันเป็นอย่างไร ไม่ใช่จับแค่งวงแล้วบอกว่านี้ไม่ใช่ช้าง ซึ่งก็ถูกมันไม่ใช่ช้าง มันแต่งวง จับหูก็ไม่ใช่ช้าง แต่เมื่อไหร่เราจับมาผสมกันได้หมดแล้ว นั่นแหละคือช้าง เราจะเห็นการกระทำทั้งหมดหน้าตามันเป็นอย่างนี้นะ”
ส่วนเส้นเงิน ไม่มีเส้นเงินออกจากตัวเอง คนสำคัญๆของประเทศ ไม่มี แต่จะออกจากคนรอบข้าง คนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน แต่ส่วนมากที่ปรากฏจากพยาน คือ ใช้เงินสด ให้ไปรับเงินสด ชั้นที่ 4 ของที่ทำการพรรค เป็นคำกล่าวอ้าง ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ เป็นถ้อยคำกล่าวอ้าง
“เส้นเงินจะมีปัญหา สว.ตัวจริง บางคน ที่ถูกส่งศาลฏีกา เช่น จากประจวบคีรีขันธ์ เส้นเงินจะปล่อยไปถึงไหน ผมอยากรู้ว่า ที่โอนมาปล่อยไปถึงไหน ก็ถามคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 หรือ คนที่โอนมา คุณวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร ผมจำชื่อได้เลย เป็นคนโอน เป็นมือจ่าย โอนไปทางภาคใต้ สุราษฎร์ ผมก็อยากรู้ว่า ถ้าโอนเป็นแสนๆ รับมาจากใคร ก็ถามคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ว่า เรามีเส้นเงินหรือยัง เราอยากรู้ว่า คนที่โอนให้เป็นใคร เพื่อจะได้ไปต่อ แต่ได้รับแจ้งว่า เนื่องจาก กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับเส้นเงินนี้ มันเลยไปต่อไม่ได้ ก็ได้แค่นี้ แต่ผมก็ยังเห็นว่าผิด เพราะยังไงก็ต้องโอนเงินไปยังแหล่งที่มา ซึ่งเราก็เดาเอาเอง เพราะฉะนั้นจะให้ไปถึงแหล่งเงินที่โอนเพื่อจะไปต่อ ก็ด้วยข้อจำกัด”
@ โพยมีจริง-ไม่จริง ต้องให้ความเป็นธรรม
คำพูดของคนมันยังเชื่อไม่ได้ แม้แต่ตัวคนเราก็ยังไม่เชื่อเลย แต่เราต้องดูสิ่งที่เขาพูดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นจริงมันก็น่าเชื่อ
“พยานรหัส 16 ที่กลับคำให้การว่า โพยไม่มีอยู่จริง มาทำทีหลัง หลังจากคณะสืบสวนไต่สวนฯ ชุดที่ 26 สอบ โพยมาทำกันเองนั้น ขอให้กลับไปดูกล้องวงจรปิดถ่ายขณะวันเลือกสว. (26มิ.ย.67) เห็นผู้มีสิทธิเลือกสว.ระดับประเทศรายหนึ่งดึงโพยออกมาแล้วเปิดดูเพื่อจะลอกมีอยู่ 20 ช่อง แสดงว่าวันนั้นมันมีโพยอยู่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาทำในคณะสืบสวนไต่สวนฯ ชุดที่ 26 มันมีอยู่ก่อนแล้ว และที่จับได้แล้วเขามาให้การกับคณะสืบไต่ฯ บางคนได้ถ่ายภาพโพยมาไว้ในโทรศัพท์ ซึ่งบันทึกวันที่ไว้ด้วยว่าทำวันไหน สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า โพยมีอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่คณะสืบสวนไต่สวนฯ ชุดที่ 26 มากลั่นแกล้ง”
ถ้าเรามีความคิดว่า โพยไม่มีอยู่ในโลกนี้เลย เพิ่งจะมีมาตอนคณะสืบสวนไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ทำ เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน เราจะต้องมาพิจารณาไล่ดูว่าใครที่มา คนนี้ถูกกลั่นแกล้งได้อย่างไร เก็บเล็กเก็บน้อยข้อแตกต่างเหล่านี้มาเพื่อยกฟ้องหรือปล่อยเขาไป แต่ถ้าเราเชื่อว่าโพยนี้มีอยู่จริง มีอยู่ก่อน ซึ่งมันเกลื่อนเมือง มีการร้องไปทั่วทุกจังหวัดด้วยซ้ำ เราต้องมาพิจารณาว่าใครเป็นคนทำ และให้ความเป็นธรรมกับเขา
“คณะสืบสวนไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ที่ตั้งขึ้นเนื่องจากว่า พนักงานสืบไต่ฯของกกต. ที่อยู่ทุกจังหวัดที่มีการร้องเรียนกัน พนักงานสืบไต่ฯ ที่ไปทำถูกตัดตอนในที่อำเภอหมดเลย ผมมาสมัครเอง ควักเงินค่าสมัครเอง แต่ละคนก็จะพูดทำนองนี้ ผมสนใจการเมือง แต่พอเข้าการเมืองแล้วเห็นคนอื่นดีกว่าผม ผมก็ไม่เลือกตัวเอง ทั้งที่ตัวเองไม่มีจะกิน ทั้งที่ตัวเองเป็นลูกจ้างของเจ้านายที่ให้มาสมัคร พอถูกตัดตอนแบบนี้ไปต่อไม่ได้แล้ว พนักงานสืบไต่ฯ เราไปไม่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือตามกฎหมายว่า เราขอความร่วมมือจากดีเอสไอ ปปง. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สืบภาค มานั่งคิดตั้งแต่ต้น ผมก็นำเรียนกกต.ว่า ถึงจะทำให้การทำงานทั้งประเทศไปด้วยกันได้ ไม่เช่นนั้นคนไม่กลัว เจ้าหน้าที่ กกต.ไป คนไม่กลัว แต่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไปเขาก็ให้ความจริง”
“มติของกกต.ที่ออกมาทั้ง 7 ข้อกล่าวหา ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะมติมันจบไปแล้ว เว้นแต่ว่า พอไปศาล คนที่เราส่งไปศาลฎีกา ศาลไปทำการไต่สวนแล้วเกิดเห็นภาพหมดทั้งอันแล้ว ศาลฎีกาจะแก้ปัญหาให้บ้านเมืองอย่างไร ศาลสามารถเรียกพยานหลัการฐานในสำนวนในคดีนี้ทั้งหมดได้ แต่ท่านจะไปดำเนินคดีกับคนที่เราไม่ได้ส่งไปเป็นปัญหา ซึ่งศาลต้องใช้อำนาจของศาลไป ถ้าราษฎรเป็นโจทก์ หรือ ผู้สมัครสว. ในฐานะผู้เสียหายไปยื่นต่อศาลเอง ก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะรับหรือไม่รับ ซึ่งต้องใช้หลักความเป็นธรรมไปจับ เพื่อให้บ้านเมืองไปได้”
กกต.มีความเห็นเป็นตัวชี้ว่า เป็นไปตามข้อครหาว่าเป็นสีน้ำเงินหรือไม่นั้น ถ้าความเห็นเป็นเหตุเป็นผล ฟังขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์กับฝ่ายไหนก็แล้วแต่ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่เผอิญว่า ความเห็นของเสียงข้างมากเป็นอย่างนี้ และไปเป็นประโยชน์กับสิ่งที่สังคมตั้งคำถาม ก็อาจจะถูกมองอย่างนั้นก็ได้ แต่ขอให้ดูเหตุผลแต่ละท่านเป็นหลักดีกว่า คนที่มาอยู่ในระดับ กกต. เหมือนกับเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนก็อยากจะทำดีให้กับบ้านเมือง

@ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ @

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา