
“...ในระยะเวลาแค่ 3 เดือนที่ ‘อนุทิน’ กำลังบริหารประเทศนั้น แม้ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ จะได้รับความไว้วางใจให้ดูแลตำแหน่งสำคัญ แต่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรง จนทำให้รัฐบาลได้รับ ‘ก้อนอิฐ’ มากมาย สุดท้ายนายกฯก็จำเป็นต้องกดปุ่มเด้งให้ ‘พิพัฒน์’ ออกจากการดูแลงานต่างๆ…”
หลังรัฐนาวา ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ สมัยที่ 2 ออกสตาร์ทอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569 หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีนั้น
เรียกได้ว่า ระยะเวลาเพียง 3 เดือนนิดๆ แต่ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกเหมือนนานเป็น 3 ปี
ซึ่งจากการไล่เรียงตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 ลงวันที่ 11 เม.ย. 2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้นั้น
รองนายกรัฐมนตรี ที่จะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้นั้น ถูกระบุให้เป็น ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวแทน
@ปั้นธุรกิจพลังงานสายใต้ สู่เครือข่ายการเมือง ‘วัฒนา-เนวิน’
สาเหตุที่ ‘พิพัฒน์’ ได้รับความไว้วางใจให้เป็น ‘สร. 2’ นั้น หลายๆสื่อก็นำเสนอ Background ของโกเกี๊ยะไปมากมายแล้ว
สตอรี่สร้างเนื้อสร้างตัวจาก บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด อันโนเนมเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ไต่ระดับขึ้นมาเป็นบมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) อันยิ่งใหญ่ ยังไม่รวมอีกหลากหลายธุรกิจในเครือ ‘รัชกิจโฮลดิ้ง’ ที่สร้างฐานทั้งทางการเงินและทางการเมืองจนเข้มแข็ง
ประกอบกับการได้วิชาวิทยายุทธ์ทางการเมืองจาก 2 เจ้าพ่อท้องถิ่นทั้ง ‘เจ้าพ่อปากน้ำ-วัฒนา อัศวเหม’ และ ‘เนวิน ชิดชอบ’ ครูใหญ่เมืองเซาะกราวบุรีรัมย์ที่รู้จักกันมาตั้งปี 2547 ก็ทำให้สปอร์ตไลท์ฉายแววไปที่ ‘พิพัฒน์’ เด่นชัดขึ้น
และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า ในการเลือกตั้งปี 2569 ที่เพิ่งจะผ่านไป 4 เดือน พื้นที่ภาคใต้อันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ ‘พิพัฒน์’ ได้รับมอบหมายให้ลงไปทำพื้นที่นั้น รอบนี้ก็ถือว่าทำผลงานได้น่าพอใจ เพราะสามารถกวาดสส.มาได้ 31 ที่นั่ง ในจำนวนนี้ชนะยกจังหวัด 5 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร (3 เขต) ระนอง (1 เขต) สุราษฎร์ธานี (7 เขต) กระบี่ (3 เขต) และสตูล (2 เขต)
ทำให้การเป็น สร. 2 ในรัฐบาลนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินจะคาดเดา
@รมต.สายล่อฟ้า
แต่ในระยะเวลาแค่ 3 เดือนที่ ‘อนุทิน’ กำลังบริหารประเทศนั้น แม้ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ จะได้รับความไว้วางใจให้ดูแลตำแหน่งสำคัญ แต่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรง จนทำให้รัฐบาลได้รับ ‘ก้อนอิฐ’ มากมาย
สุดท้ายนายกฯก็จำเป็นต้องกดปุ่มเด้งให้ ‘พิพัฒน์’ ออกจากการดูแลงานต่างๆ
อย่างล่าสุดในการประชุมครม.เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 มีมติรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 233 /2569 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 234 /2569 ที่เอาสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ออกจากการดูแลของ ‘พิพัฒน์’
แม้นายกฯจะส่งเสียงจากทางไกลว่า การดึงกลับมาดูแลเอง ไม่ได้มีความขัดแย้งกับนายพิพัฒน์ เพราะนายพิพัฒน์มีงานเป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นการช่วยกันทำงานเท่านั้น
แต่ในสังคมมองว่า เป็น ‘ลดแรงกระแทก’ จากคำวิพากษ์วิจารณ์มากกว่า อีกทั้ง ‘พิพัฒน์’ ในหลายๆครั้งก็ให้สัมภาษณ์แบบสายล่อฟ้า ทำให้รัฐบาลถูกวิจารณ์หลายครั้ง
และแน่นอนว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ‘อนุทิน’ เปลี่ยนม้ากลางศึก สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ย้อนไปดู 2 ครั้งล่าสุดที่นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนแม่ทัพกลางศึกกัน

- คำสั่งนายกฯริบ EEC คืนจาก ‘พิพัฒน์’ ไม่รู้เกี่ยวแก้สัญญาไฮสปีด
- ‘อนุทิน’ปัดลดบทบาท ‘พิพัฒน์’ ชี้ขอเป็น ‘เซลล์แมน’ ขาย EEC ทั่วโลก
@ย้อนรอย 2 ครั้งหลัง นายกฯสั่ง ‘พิพัฒน์’ ออกจากการกำกับดูแลงานสำคัญ
ครั้งแรก คือเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลางกำลังรุนแรง นายอนุทินลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ.2569
โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ค้าน้ำมัน
และให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนี้
รวมการให้ ‘พิพัฒน์’ เป็นประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการตั้งคณะทำงานดังกล่าวขึ้น ในช่วงเวลานั้นเกิดกระแสวิจารณ์ถึงประสิทธิภาพในการจัดการผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่น ประกอบกับท่าทีของ ‘พิพัฒน์’ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงเห็นใจโรงกลั่น ก็ยิ่งทำให้กระแสสังคมไม่พอใจอย่างมาก ลามเลยไปสู่การพบเบาะแสการกักตุนน้ำมันที่พบความใกล้ชิดกับตัวนายพิพัฒน์ จนสุดท้ายเจ้าตัวถึงขั้นยื่นหนังสือลาออกจากผู้อำนวยการ ศบก.และยืนยันว่า ออกมาจากบริษัทน้ำมันมานานแล้ว 23 ปี มีเพียงหุ้น ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัท แม้นายกรัฐมนตรีจะออกมาเบรกการลาออกก็ตาม
ก่อนสุดท้าย เรื่องราวจะหายไป
@แลนด์บริดจ์ โปรเจ็กต์คมนาคม แต่นายกฯมอบ ‘เอกนิติ’ ศึกษา
ถัดมาคือ โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ หนึ่งในเรือธงสำคัญของรัฐบาล ซึ่งตัวของนายพิพัฒน์ก็แสดงจุดยืนชัดเจนว่า จะผลักดันแน่นอน โดยไม่สนเสียงค้าน โดยมองว่า
“เรื่องกระแสคัดค้าน ผมไม่กังวล มองว่าเป็นเรื่องปกติของโครงการขนาดใหญ่ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คำว่าแรงต่อต้าน ไม่ว่าช่วงที่ผ่านมาหรือปัจจุบันนี้คืออนาคต ผมเชื่อว่าแรงต่อต้าน เมื่อมีประโยชน์มากขึ้น แรงต่อต้านก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะนี่คือคำว่า”ผลประโยชน์” ซึ่งคนที่ต่อต้านก็ต้องพูดกันตรงๆ ไม่กลัวทัวร์ลง มากันเพื่อผลประโยชน์ของใคร ดังนั้น หากพูดกันเรื่องผลประโยชน์ก็ต้องมองว่าผลประโยชน์ของคนในพื้นที่มากกว่า หรือของคนที่มาจากนอกพื้นที่ได้ประโยชน์มากกว่า เราก็ต้องฟัดกันแบบตรงไปตรงมา เพราะผมไม่เคยสนใจและไม่กลัวกับใครที่จะมาบอกว่า ผมคือ ตัวล่อเป้า เพราะพวกต่อต้านเป็นใครมาจากไหน เรารู้กัน คำพูดผมอาจจะแรงแต่เรามองที่ผลประโยชน์ประเทศและประชาชนในพื้นที่” นายพิพัฒน์กล่าวเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 69
จากคำให้สัมภาษณ์ที่ไม่ยี่หระต่อกระแสสังคม ทำให้เครือข่ายกลุ่ม SEC Watch ประกาศนัดชุมนุมวันที่ 22 มิ.ย.นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลยุติการดำเนินการกรณี พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ สารต้นตั้งโครงการแลนด์บริดจ์
ซึ่งทางนายพิพัฒน์ก็ไม่ได้ตื่นตระหนก โดยมีกำหนดการลงพื้นที่ จ.ระนอง-ชุมพร วันที่ 8 พ.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม เพื่อลดแรงเสียดทาน รัฐบาลจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) มอบนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานกรรมการ เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา
ซึ่งจากการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ ก็ทำให้ ‘พิพัฒน์’ ยกเลิกการเดินทางในวันที่ 8 พ.ค.ทันที โดยให้เหตุผลว่า รอผลการศึกษาจากคณะกรรมการชุดดังกล่าวที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วัน ตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน
นี่คือ 3 ครั้ง ที่ ‘อนุทิน’ ลดบทบาท ‘พิพัฒน์’ ซึ่งสะท้อนการกระชับอำนาจในมือ
การบริหารรัฐนาวาลำนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตาม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา