
สธ. ยัน 'ยาไม่ขาด' มีสำรอง 3-12 เดือน รับมือวิกฤตน้ำมันตะวันออกกลาง อภ.ตุนวัตถุดิบผลิตยา 6 เดือน ชูเทเลเมดิซีนลดค่าเดินทาง ปชช. 174 ล้าน เร่งถกพลังงานตรึงน้ำมันอุ้มรถพยาบาลฉุกเฉิน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดฯ, นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดฯ, ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และ ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ร่วมกันแถลงข่าวความพร้อมในการดูแลประชาชนด้านการแพทย์และสาธารณสุขภายใต้สถานการณ์วิกฤตพลังงาน
การันตี 'ยาไม่ขาด' สำรองเพียงพอ 3-12 เดือน
นายพัฒนากล่าวถึงประเด็นความมั่นคงทางยา ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของประชาชนว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตั้ง War room ทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมยาและเครื่องมือแพทย์อย่างใกล้ชิด จากการติดตามประเมินสถานการณ์ ยืนยันว่าชนิดและปริมาณยาตลอดจนเวชภัณฑ์ในประเทศ ยังมีสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งาน 3-12 เดือน แม้จะพบปัญหาการขาดแคลนบรรจุภัณฑ์พลาสติก ตัวทำละลาย และความล่าช้าในการขนส่งอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการและรับมือได้
สำหรับหน่วยบริการในสังกัด สธ. ได้มีการจัดทำระบบแดชบอร์ด (Dashboard) เพื่อติดตามสถานะคลังยาอย่างเรียลไทม์ ครอบคลุมทั้งระดับโรงพยาบาล จังหวัด และเขตสุขภาพ โดยแบ่งระดับความเพียงพอออกเป็น 4 ระดับ เพื่อการบริหารจัดการที่รวดเร็ว ได้แก่:
-
สีเขียว: มีปริมาณยามากกว่า 1.5 เดือน
-
สีเหลือง: มีปริมาณยาน้อยกว่า 1.5 เดือน และ/หรือพบปัญหาการขนส่งล่าช้า
-
สีส้ม: มีปริมาณยาน้อยกว่า 0.5 เดือน
-
สีแดง: ยาหมดคลัง
'กระทรวงฯ จะเริ่มจัดหาและเติมยาทันทีตั้งแต่สถานะแจ้งเตือนระดับสีเหลือง โดยจัดสรรทรัพยากรตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับเขตสุขภาพ ไปจนถึงระดับประเทศ ซึ่งหากพบแนวโน้มว่าอาจเกิดการขาดแคลนในระดับประเทศ ได้มอบหมายให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เข้าดำเนินการจัดหาทันที โดยขณะนี้ อภ. มีการสำรองวัตถุดิบสำหรับผลิตยาเตรียมพร้อมไว้ถึง 6 เดือน นอกจากนี้ยังมีการเฝ้าระวังกลุ่มยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น (Watch List) อย่างเข้มงวด เช่น ยาช่วยชีวิต ยาที่ใช้ในห้องผ่าตัด ยามะเร็ง และยาโรคเรื้อรัง' รมว.สาธารณสุข ระบุ
อย. คลอด 2 มาตรการอุ้มผู้ประกอบการ-เสริมสภาพคล่อง
นายพัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า อย. ยังได้ออกประกาศมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ 2 ฉบับ เพื่อรับมือวิกฤต ประกอบด้วย:
-
มาตรการทางทะเบียน: เปิดช่องทางพิจารณาแบบเร่งด่วน (Fast Track) อนุมัติการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแหล่งวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ให้รวดเร็วขึ้น
-
มาตรการเชิงรุกและบรรเทาผลกระทบ: บูรณาการร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และเครือข่าย พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถผลิตสินค้าใช้เองและขยายสู่ตลาด พร้อมอำนวยความสะดวกในการขออนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน รวมถึงจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารของรัฐเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจ และมีการจัดทำคู่มือการใช้สมุนไพรรอบตัวให้ประชาชนใช้ดูแลสุขภาพเบื้องต้น
ชู 'เทเลเมดิซีน' เซฟค่าเดินทางทะลุ 274 ล้านบาท
ในส่วนของการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนจากวิกฤตราคาเชื้อเพลิง นายพัฒนากล่าวว่า สธ. ได้เร่งเพิ่มบริการระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อลดการเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาล ข้อมูลช่วงครึ่งปีงบประมาณที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2568 - 27 มีนาคม 2569) มีผู้ป่วยใช้บริการระบบนี้สูงถึง 1,374,348 ครั้ง ซึ่งหากประเมินค่าใช้จ่ายในการเดินทางขั้นต่ำที่ 200 บาทต่อคนต่อครั้ง เท่ากับสามารถช่วยประชาชนประหยัดเงินไปได้มากกว่า 274,869,600 บาท ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวได้บูรณาการร่วมกับการจัดส่งยาผ่านโครงการ Health Rider และระบบไปรษณีย์อย่างครบวงจร ซึ่งนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 จนถึง 26 มีนาคม 2569 มียอดการจัดส่งยาสะสมสูงถึง 3.6 ล้านรายการ
เร่งถกพลังงาน-มหาดไทย ตรึงน้ำมันอุ้มรถพยาบาลฉุกเฉิน
สำหรับการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) รมว.สาธารณสุข ยอมรับว่า ขณะนี้มีรายงานพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบระดับปานกลางแล้ว 18 จังหวัด ซึ่งรถพยาบาลต้องใช้เวลาในการหาสถานีบริการที่ยังมีน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ยืนยันว่ายังคงให้บริการด้านการแพทย์ได้ตามปกติ
เพื่อป้องกันปัญหาบานปลาย สธ. ได้ประสานไปยังกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับการสนับสนุนการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกรณีพิเศษ สำหรับรถพยาบาล รถกู้ชีพกู้ภัย และยานพาหนะสนับสนุนภารกิจทางการแพทย์ทั่วประเทศ พร้อมกำหนดจุดประสานงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตลอดจนจัดทำแนวทางปฏิบัติร่วมกันในกรณีที่มีข้อจำกัดด้านการกระจายเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการใช้เชื้อเพลิงสำหรับภารกิจช่วยชีวิตเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ยังได้ประสานกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรภายในระดับพื้นที่ของแต่ละจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา