
“…มีข้อสังเกตถึงการเข้าร่วมประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางของนายพิพัฒน์ ในฐานะรองนายกฯและรมว.คมนาคม ทั้งอย่างเป็นทางการ-ไม่เป็นทางการ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะหมวกอีกใบหนึ่งของนายพิพัฒน์ ปรากฎข้อมูลการลงทุนในบริษัทเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ การลงทุนในบริษัทที่ ‘ถือหุ้นใหญ่’ และ ‘ถือหุ้นเอง’ ใน ‘บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)’ ซึ่งประกอบธุรกิจในกลุ่มธุรกิจจำหน่ายน้ำมันและก๊าซแอลพีจี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ปั๊มพีที’…”
จากสถานการณ์การสู้รบและใช้อาวุธทางการทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านในตะวันออกกลางตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 ส่งผลให้เส้นทางขนส่งทางเรือ หรือ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ต้องเกิดความชะงักงันไม่สามารถโดยสารเรือขนส่งสินค้าโดยเฉพาะพลังงานเชื้อเพลิงได้ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะส่งผลให้น้ำมันและก๊าซขาดแคลนกระทบต่อราคาสินค้าและไฟฟ้าตามมาเป็นเงาตามตัว

ที่มาภาพ : https://www.thaigov.go.th/th/home
อย่างไรก็ดี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ทำเนียบรัฐบาลทันที เมื่อวันที่ 2 มี.ค.69 และได้สั่งการให้เตรียมพร้อมการอพยพคนไทยในประเทศแถบตะวันออกกลาง อาทิ อิสราเอล ที่มีคนไทยประมาณ 65,000 คน โดยเฉพาะอิหร่าน ประมาณ 200 กว่าคนกลับประเทศไทย
นอกจากนี้นายอนุทินยัง ได้ประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางกับรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูง อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสมช. และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ทั้งอย่างเป็นทางการ (2 ครั้ง) และไม่เป็นทางการ เพื่อประเมินและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในการปรับวิธีการทำงานและแก้ปัญหาให้ทันกับสถานการณ์แบบวันต่อวัน
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตถึงการเข้าร่วมประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางของนายพิพัฒน์ ในฐานะรองนายกฯและรมว.คมนาคม ทั้งอย่างเป็นทางการ-ไม่เป็นทางการ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะหมวกอีกใบหนึ่งของนายพิพัฒน์ ปรากฎข้อมูลการลงทุนในบริษัทเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ การลงทุนในบริษัทที่ ‘ถือหุ้นใหญ่’ และ ‘ถือหุ้นเอง’ ใน ‘บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)’ ซึ่งประกอบธุรกิจในกลุ่มธุรกิจจำหน่ายน้ำมันและก๊าซแอลพีจี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ปั๊มพีที’

ที่มาภาพ : https://www.thaigov.go.th/th/home
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) สืบค้นข้อมูลการถือครองหุ้น ‘ธุรกิจพลังงาน’ เบื้องต้น ของนายพิพัฒน์ พบว่า นายพิพัฒน์ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เมื่อวันที่ 24 ก.ย.68 ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเปิดเผยบนเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 ได้แจ้งไว้ในรายละเอียดประกอบรายการเงินลงทุน ลำดับที่ 1 บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 ล้านหุ้น มูลค่า 17.6 ล้านบาท และ ลำดับที่ 4 บริษัท รัชกิจโฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 37,542,610 หุ้น มูลค่า 3,626,616,126 บาท
จากฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บริษัท รัชกิจโฮลดิ้ง จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 30 ส.ค.59 ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน ประมาณ 12,952 ล้านบาท
รายชื่อกรรมการ ประกอบด้วย 1. นางฉัตรแก้ว คชเสนี (น้องสาวนายพิพัฒน์) 2. นายปกเขตร รัชกิจประการ (ลูกชายนายพิพัฒน์) 3. นางกชกรณ์ พิบูลย์ธรรมศักดิ์ (น้องสาวนายพิพัฒน์) 4. นายพริษฐ์ จันทรศารทูล 5. น.ส. ภัคจิรา รัชกิจประการ (น้องสาวนายพิพัฒน์) และ 6. น.ส.ชนัญชิกา รัชกิจประการ
กรรมการลงชื่อผูกพัน ระบุ กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท
แจ้งประเภทธุรกิจและวัตถุประสงค์ตอนจดทะเบียน ระบุ กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก แจ้งประเภทธุรกิจและวัตถุประสงค์ที่ส่งงบการเงินปีล่าสุด ระบุ กิจกรรมการลงทุนที่เป็นกิจกรรมของตนเอง
ขณะที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุ ข้อมูลผู้ถือหุ้น บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) 12 ลำดับแรก ลำดับที่ 1 คือ บริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 419,504,000 หุ้น
ทั้งนี้ บริษัท พีทีจี เอ็นเอนยี จำกัด (มหาชน) แจ้งต่อ ตลท. ระบุ ลักษณะธุรกิจ ประกอบด้วย 8 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง (ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและธุรกิจเริ่มแรกของบริษัท) และธุรกิจค้าปลีก 2. กลุ่มธุรกิจจำหน่ายก๊าซ LPG 3. กลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทนและการลงทุน 4.กลุ่มธุรกิจขนส่ง 5. กลุ่มธุรกิจบริหารและจัดการระบบ 6.กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 7.กลุ่มธุรกิจศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ และ 8. กลุ่มธุรกิจบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ทั้งนี้บริษัทมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างครบวงจร

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มี.ค.69 สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยสำเนาของสัญญาจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรี ของนายพิพัฒน์ ซึ่งจ้างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด เป็นผู้จัดการหลักทรัพย์ ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับหลักทรัพย์ ณ วันเริ่มต้นสัญญา (8 ม.ค.69) ตามเอกสารแนบท้ายสัญญาจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรี ไว้ใน ลำดับที่ 2 บริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 31 ล้านหุ้น
ทั้งนี้ เอกสารแนบท้ายหมายเลข 4 วิธีการจ่าย การจัดสรร และอัตรากำไรที่จะจัดสรร การจัดสรรผลกำไรจากหลักทรัพย์จะทำได้ไม่เกินปีละ 1 ครั้ง โดยรัฐมนตรีมีความประสงค์ ว่า รับผลกำไรจากหลักทรัพย์ตลอดอายุสัญญา โดยวิธีการจ่าย การจัดสรร และอัตราของกำไรที่จะจัดสรรมีรายละเอียดดังนี้ เว้นแต่ผู้จัดการหลักทรัพย์จะกำหนดเป็นอย่างอื่น (กำหนดเวลาในการจัดสรรผลกำไร ภายในวันที่ 30 มิ.ย.ของทุกปี)
จึงปฏิเสธไม่ได้ที่สังคมจะตั้งคำถามว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ ‘ขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่’ !!!
อ่านประกอบ :
- เปิดสัญญาจัดการหุ้น ‘รมต.ภูมิใจไทย-คู่สมรส’ - ‘พิพัฒน์-พัฒนา’ แจ้งรับผลกำไรตลอดอายุสัญญา
- ทรัพย์สินล่าสุด 4.6 พัน ล.! 'พิพัฒน์ รัชกิจประการ' ถือหุ้นร้านกาแฟดัง-เงินให้กู้ยืม 433 ล.
- เปิดละเอียดทรัพย์สิน 'พิพัฒน์ รัชกิจประการ' พ้นรมว.แรงงาน 1,475 ล. แจ้งมีรายได้ 94 ล./ปี
- ชำแหละ ‘อาม่า มารีน’ บริษัทเดินเรือ ‘ตระกูลรัชกิจประการ’ เดิมพันอนาคต ‘แลนด์บริดจ์’

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา