
“…ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องจริงๆ กระแสยี้ผู้กองจัดๆเลยนะ พรรคภูมิใจไทย (150 เสียง) อาจจะจับมือกับพรรคประชาชน (130) เป็นรัฐบาล 280 เสียง บวกกับพรรคประชาธิปัตย์ (30) รวม 310 สวยเลย พรรคคนดี…”
8 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป
กกต.สรุปตัวเลข สรุปการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) อย่างไม่เป็นทางการ ภายหลังเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27 – 31 ธ.ค.68 รวม 5 วัน โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
1. ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.เขต จำนวน 77 จังหวัด มีผู้สมัคร 3,526 คน
2. ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ (28-31 ธ.ค.68 รวม 4วัน) พรรคการเมืองส่งผู้สมัครฯ 57 พรรคการเมือง จำนวน 1,570 ราย
3. รายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี (แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี) มีพรรคการเมืองเสนอรายชื่อฯ 43 พรรคการเมือง 94 รายชื่อ
อ่านข่าวประกอบ : 'กกต.' สรุปยอดผู้รับสมัครเลือกตั้ง สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ 5 วัน 'แคนดิเดตนายกฯ' 43 พรรค 94 คน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) สัมภาษณ์ ‘ดร.สติธร ธนานิธิโชติ’ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคการปกครอง วิเคราะห์ ‘เลือกตั้งใหญ่’ ที่กำลังจะเกิดขึ้น และโฉมหน้า ‘รัฐบาลใหม่’ พรรคใดจะจับมือร่วมรัฐบาลกับใคร-พรรคตัวแปรสำคัญที่ว่ากันว่า คือ ‘พรรคกล้าธรรม’ จะได้เก้าอี้ สส.จำนวนเท่าไหร่ โปรดติดตามนับจากบรรทัด-วรรคตอนต่อไปนี้

@ ภูมิใจไทย 150 ที่นั่งบวกลบ บ้านใหญ่เพื่อไทยอ่อนแรง-โดนดูด
‘ดร.สติธร’ วิเคราะห์-เจาะลึกไปที่ 5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์
‘ดร.สติธร’ เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์โอกาส-ความเป็นไปได้ในการชนะเลือกตั้งของพรรคภูมิใจว่า “มีโอกาสเป็นไปได้สูง”
วิเคราะห์วันนี้ตัวเลขพรรคภูมิใจไทย 150 ไม่เกินจริง บวกลบนิดหน่อย ไม่ต่ำกว่านี้เยอะ เขต 140 สส.ของเก่ามี 70 คนไหลเข้าตัวเลขล่าสุดที่มีสื่อทำไว้ 61
ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ 10 ไม่เกิน 15 ที่นั่ง เอาคนหน้าแบบคุณศุภจี (สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์) หรือ คุณเอกนิติ (นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯ และรมว.คลัง) มาช่วยดึงกระแสมาเสริมให้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไม่น่าเกลียด
“วันนี้เวลาเอาบ้านใหญ่มา มีสองแบบ ได้คะแนนเพราะบ้านใหญ่นั้นล้วนๆ กับ บวกกับของเดิมของภูมิใจไทยที่มีบ้านใหญ่ในพื้นที่ หรือ จังหวัดเดียวกัน เหมือนกับโมเดลชลบุรี ที่มีบ้านใหญ่ (สนธยา คุณปลื้ม) บ้านใหญ่ (สุชาติ ชมกลิ่น) แบ่งเขตกัน หรือเอา (บ้านใหญ่) พรรคชาติไทยพัฒนามา มาบวกกับรวมไทยสร้างชาติที่จังหวัดนครปฐม เป็นสองแรงบวก พอมารวมกันอาจจะกวาดทั้งจังหวัด”
‘ดร.สติธร’ บอกถึงสาเหตุที่ทำให้ ‘มองข้าม’ บ้านใหญ่ ในกระแสเลือกตั้งใหญ่ ไม่ได้ว่า เป็นการการันตีว่า เพราะอะไรการเอาบ้านใหญ่มาในรอบนี้ต้องนับจำนวนสส. ที่ผ่านมาเอาบ้านใหญ่มาก็อาจจะไม่ชนะเลือกตั้งใหญ่ เพราะแพ้กระแส แต่รอบนี้บ้านใหญ่ไม่ตัดกัน บ้านใหญ่บางพรรค เช่น กล้าธรรม บางเขตก็หลบให้ ประกอบกับบ้านใหญ่เพื่อไทยอ่อนแรงลงมาก บางจังหวัดย้ายไปอยู่พรรคอื่นอีก ฉะนั้นการเลือกตั้งรอบนี้ บ้านใหญ่จึงการันตีจำนวน สส.
@ เจาะลึก กทม.-ใต้-อีสาน
‘ดร.สติธร’ เจาะลึกไปยังสมรภูมิรายภาค ไล่ตั้งแต่ กรุงเทพมหามหานคร ว่า พรรคภูมิใจไทยตั้งใจที่จะไม่เน้น เพราะเคยลองแล้ว ลงไปเกือบตาย ได้ 5,000 คะแนน เต็มที่มีอยู่เขตเดียว ลุ้นปักธง คือ เขตทหาร เช่น ดุสิต ส่วนปาร์ตี้ลิสต์เลือกตั้งที่ผ่านมาได้คะแนนหลักหมื่นคะแนน ครั้งนี้เป็นรัฐบาลได้ 3-5 แสนคะแนนก็คงไม่น่าเกลียด
ส่วนภาคใต้ที่ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ แม่ทัพภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย ตั้งเป้าได้ สส. ไว้ 30 ที่นั่ง ‘ดร.สติธร’ คิดว่าได้ตามเป้าหมาย 30 ที่นั่ง เพราะคงได้เขตที่ได้แน่นอนแล้ว เป็นตัวแข่งเกรดเอ ได้แน่ แต่ไม่น่าจะได้มากกว่านี้เป็นโบนัส
ขณะที่ในภาคอีสานที่เคยเป็น ‘ฐานที่มั่น’ ของพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทยอาจจะมากที่สุด โดยเฉพาะ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่บุรีรัมย์ถึงอุบลราชธานี น้ำเงินล้วน พท.เหลือนครราชสีมา อุดรธานี กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ส่วนอีสานตอนบน เช่น หนองบัวลำภู บึงกาฬ หนองคาย จะไปอยู่กล้าธรรม ส่วนภาคกลางเป็นน้ำเงินเข้ม สิงห์บุรี อ่างทอง แต่ชัยนาทยังมีแดงแซม เพราะ เสี่ยแฮ๊งค์-อนุชา นาคาศัย อยู่กับพรรคเพื่อไทย

เพื่อไทย รักษาฐานที่มั่น ‘เหนื่อย’
‘ดร.สติธร’ ขยับมาวิเคราะห์-เจาะลึกที่ภาคเหนือ พรรคเพื่อไทยยังคง ‘รักษาฐานที่มั่นเดิม’ ไว้ได้เพียง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ลำปางรอบนี้พอลุ้น แต่เหนื่อยขึ้น เพราะเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง มีพรรคประชาชน ส่วนพะเยาจะติดพรรคกล้าธรรม เชียงราย พรรคภูมิใจไทยจะแข็ง เพราะได้นายกอบจ.
สำหรับภาคเหนือตอนล่างจะมีหลายพรรค สุโขทัย กลุ่มของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ยังอยู่ กลุ่มของนายวราเทพ รัตนากรจะได้บางเขตในกำแพงเพชร เพราะกลุ่มของนายไผ่ ลิกค์ ไปอยู่กับ ร.อ.ธรรมนัส
จึงเป็นผสมสามสี น้ำเงิน เขียว แดง ส่วนสีส้มแซมในเขตเมือง
@ กทม. ประชาชน ยุบ-ประชาธิปัตย์ ฟื้น
‘ดร.สติธร’ ข้ามฟากมาวิเคราะห์พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์ เจาะไปที่ กรุงเทพฯ ว่า ประเมินโดยใช้ฐานข้อมูลจากการเลือกตั้งสมาชิกสภากทม.ที่ผ่านมา พรรคประชาชนจะได้แค่ครึ่งเดียว ประมาณ 16 ที่นั่ง จากทั้งหมด 33 เขต เพื่อไทยมีลุ้นประมาณ 3-4 ที่นั่ง ที่เหลืออาจจะเป็นประชาธิปัตย์ 13 ที่นั่ง
‘ดร.สติธร’ ให้เหตุผลที่เชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ ที่การเลือกตั้งปี 66 ไม่ได้ สส.แม้แต่เก้าอี้เดียว แต่ครั้งนี้เกิน 10 ที่นั่ง ว่า ฝั่งที่ไม่เอาส้ม ไม่เอาแดง ค่อนข้างเป็นกลุ่มเดียวกัน พอภูมิใจไทยไม่เน้น ประชาธิปัตย์จะเป็นทางเลือก ให้นึกถึงคนที่โหวตพล.อ.ประยุทธ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติในกรุงเทพฯ วันนี้อดีตรวมไทยสร้างชาติไปหลอมรวมกับภูมิใจไทย พอประชาธิปัตย์กลับขึ้นมาจึงเป็นศูนย์รวม เอาคะแนนลุงตู่กับประชาธิปัตย์เดิมมากองรอไว้ได้เลย
“ยังแพ้ส้ม (พรรคประชาชน) ของเก่าอยู่ แต่ถ้าคิดบนสมการที่ว่า ส้มไหลกลับไปแดง (พรรคเพื่อไทย) ส้มไหลกลับไปฟ้า (พรรคประชาธิปัตย์)”
พรรคภูมิใจไทยได้เฉดเดียว คือ เฉดของความเป็นอนุรักษนิยม คือ เฉดน้ำเงิน แต่ “เฉดขาว” การเมืองสุจริต สไตล์คนกรุงเทพฯต้องการคนดี มีการศึกษา วันนี้มีการนำโปรไฟล์ของผู้สมัครฯแต่ละเขตมาประกบกัน

@ ประชาธิปัตย์ สส.เขตลด-ปาร์ตี้ลิสต์ พุ่ง
‘ดร.สติธร’ ประเมินวันนี้ ว่า ในภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์จะได้สส.เขตแค่เท่าที่ได้รักษา สส.เดิมไว้ได้ คือ นครศรีธรรมราช จังหวัดเดียว แต่จะได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม วันนี้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรครวมไทยสร้างชาติเดิมอาจจะมากองอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงคะแนนที่เคยเลือกพรรคประชาชนจะกลับมาพรรคประชาธิปัตย์ ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์จะได้สส.เขตไม่เกิน 10 คน
“สำหรับสมรภูมิที่พรรคประชาธิปัตย์จะพลิกเกมได้ คือ จังหวัดปริมณฑล จังหวัดลุ่มภาคกลาง ได้กลุ่มการเมืองเก่ากลับมา เติมกับกระแสประชาธิปัตย์กลับมาแล้วมีลุ้น เช่น สมุทรสงคราม”
ส่วน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ทั่วประเทศ ไม่เกิน 17 ที่นั่ง จากเดิม 4 ที่นั่ง สรุปพรรคประชาธิปัตย์ทั้งประเทศ ประมาณ 30 ที่นั่งบวกลบ

@ กล้าธรรม ‘พรรคตัวแปร’ 70 ที่นั่ง – ปาร์ตี้ลิสต์ ‘ปัดเศษ’
‘ดร.สติธร’ ฟันธงว่า พรรคกล้าธรรม จะเป็น “ตัวแปรสำคัญ” จะได้ประมาณ 70 ที่นั่ง แต่ปาร์ตี้ลิสต์อาจจะได้แค่ 1 ที่นั่ง ปัดเศษขึ้นมา
ส่วนคะแนนที่จะได้เป็น ‘กอบเป็นกำ’ คือ ภาคเหนือ พะเยา แม่ฮ่องสอน ภาคเหนือตอนล่าง ลุ้นได้ทั้งหมด กำแพงเพชรและจังหวัดข้างเคียง อีสานตอนบน หนองคาย รวมถึงมุกดาหารที่ไปขอแบ่งจากพรรคภูมิใจไทย 1 เขต หนองบัวลำภู (นายไชยา พรหมา) หรือ ชลบุรี แถวสัตหีบ นครปฐม (พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร )
@ ‘ประชาชน’ สส. น้อยกว่า ลต.ปี 66
‘ดร.สติธร’ ฟันธงว่า พรรคประชาชนจะได้คะแนนน้อยกว่าการเลือกตั้งปี 66
การเลือกตั้งปี 66 คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ได้ 14 ล้าน คะแนนเขต 9-10 ล้าน ถ้าได้คะแนนเท่าเดิม สส.ปาร์ตี้ลิสต์ไม่เกิน 40 ที่นั่ง เขตเดิม 112 เขต แต่วันนี้ต่อให้พรรคประชาชนได้คะแนนดิบเท่าเดิม อาจจะแพ้ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้แล้ว บ้านใหญ่กับบ้านใหญ่อยู่คนละพรรค คะแนนตัดกัน พรรคประชาชน (การเลือกตั้งปี 66 ชื่อพรรคก้าวไกล) ถึงได้ แต่วันนี้บ้านใหญ่ไปรวมอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย
“สมมุติหายไป 20 % ของ 112 เขต หรือคิดเป็นตัวเลขกลมๆ คือ หายไป 22 ที่นั่ง เหลือ 90 ที่นั่ง บวกกับสส.ปาร์ตี้ลิสต์อีก 40 ที่นั่งก็เหลือ 130 ที่นั่ง แต่หากไปดูโพลคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาชนก็ต่ำกว่าเดิม จึงมีการบ้านต้องไปบูสต์ปาร์ตี้ลิสต์ให้กลับมาอีก แค่เทาอย่างเดียวไม่พอ เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ความมั่งคงโจทย์ใหญ่ พูดอย่างไรให้คนรักชาติตอนนี้ OK กับพรรคประชาชน ไม่ใช่พูดแล้วทัวร์ลงทุกที”
@ เพื่อไทย ‘ต่ำร้อย’ - ลุ้น ฟื้นจังหวัด ‘แดงทั้งแผ่นดิน’
สำหรับพรรคเพื่อไทย ได้ สส.ต่ำร้อยที่นั่ง ประมาณ 80 ที่นั่ง แบ่งออกเป็น สส.เขต 65 ที่นั่ง สส. ปาร์ตี้ลิสต์ 15 ที่นั่ง
อีสานกลาง เหนือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ได้แน่นอน น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย กำแพงเพชรบางเขต พิษณุมีบ้าง ลุ้นจังหวัดปริมณฑล เช่น สมุทรปราการ ของบ้านใหญ่อัศวเหม
“พรรคเพื่อไทยมีโอกาสที่จะไปฟื้นจังหวัดที่เคยเป็นเสื้อแดงทั้งแผ่นดิน เช่น นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี ถ้าแดงจะฟื้นต้องฟื้นตรงนี้”
@ สแกน 40 % สวิงโหวต
‘ดร.สติธร’ สแกนผลโพลที่ออกมามีคนที่ยังไม่ตัดสินใจกว่า 40 % ว่า สุดท้ายเมื่อถึงเวลาเปิดหน้ากันครบ 40 % ที่ยังไม่ตัดสินใจคงต้องโหวตใครสักคน กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจในวันนี้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม สัดส่วยใกล้เคียงกัน กลุ่มที่หนึ่ง มีตัวเลือกอยู่ในใจ แต่ยังไม่เลือก เพราะไม่อยากเป็นของตาย ถ้าไม่มีใครดีกว่าก็จะเลือก กลุ่มที่สอง มีในใจ แต่มากกว่าหนึ่งตัวเลือก อยู่ระหว่างตัดสินใจระหว่างตัวเลือกที่อยู่ในกลุ่ม (อุดมการณ์) เดียวกัน คือ พรรคเพื่อไทยหรือประชาชน กับ พรรคภูมิใจไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์
“กลุ่มสุดท้าย สวิงได้จริง รอวันสุดท้ายถึงจะตัดสินใจ เป็นกลุ่มคนปกติ ไม่ได้ตามการเมืองใกล้ชิด ถึงฤดูกาลเลือกตั้งใครมาก็จะโฟกัสคนนั้น รู้สึกว่าใช่ ดี เลือกเลย ไม่สนว่าจะเป็นใครมาก่อน หรือ พรรคใครตีกัน”

@ กางสูตร 3 สูตรจัดตั้งรัฐบาล
‘ดร.สติธร’ โฉมหน้า ‘รัฐบาลใหม่’ หลังเลือกตั้ง ว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้จำนวน สส.ตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ คือ 150 ที่นั่ง ก็ต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องไปชวนพรรคกล้าธรรมมาเป็นอันดับแรก เพราะเป็น “เพื่อนรัก” ซึ่งเป็น “พรรคตัวแปรสำคัญ” ที่คาดว่าจะได้ สส. 70 ที่นั่ง รวมกันสองพรรคเท่ากับ 220 ที่นั่ง
“พรรคภูมิใจไทยอยากจะชวนอีกพรรคหนึ่ง คือ พรรคประชาธิปัตย์ แต่คุณอภิสิทธิ์ดันไปประกาศไว้ว่าจะไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรม ดังนั้นต้องคุยนานหน่อย”
สูตรของพรรคภูมิใจไทย คือ จับกับคนที่คุยด้วยสบายใจ อำนาจต่อรองไม่เยอะมาก พรรคกล้าธรรม กับ พรรคประชาธิปัตย์ หากได้คะแนนรวมกันเกินครึ่ง หรือเกือบ 250 เสียงแล้ว อาจจะเอาพรรคเพื่อไทยมาเติมเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของรัฐบาล แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่มาก็เอาพรรคเล็กมาเพิ่ม เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำสักระยะ
“ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องจริงๆ กระแสยี้ผู้กองจัดๆเลยนะ พรรคภูมิใจไทย (150 เสียง) อาจจะจับมือกับพรรคประชาชน (130) เป็นรัฐบาล 280 เสียง บวกกับพรรคประชาธิปัตย์ (30) รวม 310 สวยเลย พรรคคนดี”ดร.สติธรวิเคราะห์ ‘สูตรสอง’ ในการจัดตั้งรัฐบาล
ถ้าออกมาสองสูตรนี้ พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 เป็นรัฐบาลผสม 3 พรรค ประกอบด้วย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ 310 เสียง นายกรัฐมนตรีจะชื่ออนุทิน
ถ้าจะมีสูตรอื่น ตัวเลข สส.ที่วิเคราะห์มาข้างต้นต้องเปลี่ยนใหม่หมด พรรคประชาชนต้องชนะเลือกตั้งเป็นอันดับที่ 1 แทนพรรคภูมิใจไทย ยังมีโอกาสเกิดขึ้น ปัจจัยเดียวที่จะทำให้เกิดสูตรอื่น คือ พรรคเพื่อไทยชิงกระแสจากพรรคประชาชนไม่ได้ พรรคเพื่อไทยต้องได้สส.ต่ำกว่า 50 เสียง
“(หน้า) แตกไม่รู้จะแตกยังไงแล้ว ไม่มีอะไรที่จะต้องมารักษาหน้า (หัวเราะ)”ดร.สติธรวิเคราะห์ (ตัวเอง) หลังฟันธงแบบไม่กลัวหน้าแตก

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา