
กรมการแพทย์เตือนหลอดเก็บเลือด อันตราย แนะผู้ปกครองดูแลใกล้ชิด อย่าปล่อยบุตรหลานนำมาเล่น เสี่ยงรับสารเคมี-ติดเชื้อ หลังมีการภาพเด็กนำหลอดเก็บตัวอย่างฝาสีเขียวมาเล่น
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2569 นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า อุปกรณ์ทางการแพทย์ทุกชนิดควรถูกจำกัดการใช้งานอยู่เฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้น การที่เด็กนำหลอดเก็บเลือดมาเล่นถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะไม่สามารถทราบแหล่งที่มาของหลอดเหล่านี้ได้เลยว่ามีความสะอาดเพียงใด หรือเป็นของที่ถูกคัดทิ้งจากการปนเปื้อนหรือไม่ หากเด็กเกิดความเคยชินและไปหยิบหลอดที่ใช้แล้วซึ่งอาจมีเชื้อโรคร้ายแรง เช่น HIV หรือไวรัสตับอักเสบมาเล่น จะกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงตามมาได้
นพ.ธนินทร์ กล่าวอีกว่า ทางด้านกายภาพของหลอดเก็บเลือดนั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความทนทานต่อการกัดหรือการขว้างปาเหมือนของเล่นเด็กทั่วไป หากหลอดแตกหักอาจทำให้เกิดบาดแผลที่มือหรือปาก และชิ้นส่วนขนาดเล็กอาจหลุดลงคอ จนอุดกั้นทางเดินหายใจได้ นอกจากนี้ร่างกายของเด็กมีความไวต่อสารเคมีมากกว่าผู้ใหญ่ การได้รับสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพในระยะยาวได้
นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า สำหรับหลอดเก็บเลือดฝาสีเขียวที่ปรากฏในสื่อโซเชียลนั้น คือหลอด Heparin ซึ่งมีการเคลือบสาร Lithium Heparin ไว้เพื่อยับยั้งการเกิดกระบวนการแข็งตัวของเลือด และใช้สำหรับตรวจทางเคมีคลินิก เช่น การทำงานของตับ ไต หรือระดับน้ำตาลในเลือด
นพ.อาคม กล่าวย้ำว่า แม้จะมองดูเหมือนหลอดเปล่าแต่สารเคมีที่เคลือบอยู่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หากเด็กนำเข้าปาก ผู้ปกครองควรดูแลเช็คของเล่นบุตรหลาน และหลีกเลี่ยงการนำอุปกรณ์ทางการแพทย์มาดัดแปลงเป็นของเล่นโดยเด็ดขาด สอนบุตรหลานให้เข้าใจถึงอันตรายของการนำสิ่งแปลกปลอมเข้าปากหรือเล่นกับอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ของเล่น รวมถึงการไม่เก็บสิ่งของที่พบเจอมาเล่น
นายพิทยา คำมี หัวหน้ากลุ่มงานพยาธิวิทยาคลินิกและเทคนิคการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติม ถึงอันตรายจากการนำหลอดเลือดมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ หลอดเลือดฝาสีเขียว ซึ่งมีสาร Lithium Heparin บรรจุเคลือบอยู่ภายใน ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายหากสูดเอาอนุภาคสารดังกล่าวเข้าไปจะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ร่วมถึงการสัมผัสถูกดวงตาจะก่อให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุตา
นายพิทยา กล่าวด้วยว่า กรณีที่เด็กมีการอมหรือกลืนสารเคมีดังกล่าวเข้าไป จะทำให้เกิดการกัดกร่อน ระคายเคืองภายในอวัยวะในระบบทางเดินอาหารได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการได้รับพิษจาก Lithium เกินขนาดที่ส่งผลให้มีการอาเจียน ท้องร่วง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชักเกร็ง และอาจรุนแรงถึงขั้นไตวาย
นอกจากนี้ ยังมีหลอดเลือดที่มีฝาสีอื่น ๆ ที่ใช้ในสถานพบาล เช่น สีม่วง สีเทา และสีฟ้า เป็นต้น ก็ไม่ควรนำมาดัดแปลงเป็นของเล่น หรือของตกแต่งเช่นเดียวกัน เนื่องด้วยมีสารกันเลือดแข็งที่เคลือบอยู่ภายในหลอดที่มีความเป็นพิษต่อร่างกาย
"ในส่วนของสถานพยาบาลได้เน้นย้ำถึงมาตรการเชิงรุก โดยควรมีระบบการบริหารจัดการวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่รัดกุม สามารถตรวจสอบและป้องกันไม่ให้มีการเล็ดลอดออกไปภายนอกสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีความเคร่งครัดเรื่องการคัดแยกขยะ ไม่ว่าจะเป็นหลอดเก็บเลือดที่ผ่านการใช้งานแล้ว หลอดที่หมดอายุ หรือหลอดที่ชำรุด ส่งกำจัดทำลายตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ซึ่งมั่นใจได้ว่าจะไม่มีผู้ใดสามารถนำอุปกรณ์ดังกล่าวกลับมาเวียนใช้ใหม่หรือนำไปแจกจ่ายต่อสู่ภายนอกได้อีกทางหนึ่งด้วย" นายพิทยา กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา