
สว.สำรองยื่นอัยการคดีพิเศษ ตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว. ปี 67 รอบด้าน ชี้มีพฤติกรรมหลายอย่างเข้าข่ายเกี่ยวพันหลายกลุ่ม หวั่นกระทบความเชื่อมั่น ปชช.ต่อกระบวนการยุติธรรม
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 นายธนวัตน์ ศรีสุข พร้อมด้วย นายสาโรจน์ สุวรรณวงศ์ และ น.ส.ณภัทร โชติพฤกษ์ชูกุล ในนามคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรอง เข้ายื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด เพื่อขอให้ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอย่างครบถ้วน รอบด้าน และเป็นไปตามหน้าที่ตามกฎหมาย ในคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีมีพฤติการณ์ทุจริตและสมคบกันกระทำความผิดในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เมื่อปี พ.ศ.2567
นายธนวัตน์ เปิดเผยว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้มีถึงอัยการสูงสุดและอธิบดีอัยการคดีพิเศษ โดยภายหลังจากนี้จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน รวมถึงเลขาธิการ กกต. และจะไปยื่นต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ด้วย เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาคดีดังกล่าวอย่างรอบคอบ
นายธนวัตน์ ระบุว่า คณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อดีเอสไอ ในฐานะผู้กล่าวหาและผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เนื่องจากเป็นสมาชิกวุฒิสภาสำรองตามรัฐธรรมนูญ หากมีการดำเนินคดีไม่ครบถ้วน รอบด้าน หรือจำกัดการดำเนินคดีเฉพาะผู้ต้องหาบางส่วน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิ ความชอบธรรม และสถานะของสมาชิกวุฒิสภาสำรอง รวมถึงความสุจริตและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยรวม
ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามรายงานข่าว การประชุม และข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชน พบว่า คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีแนวทางสรุปสำนวนเสนอฟ้องผู้ต้องหาชุดแรกจำนวน 8 ราย โดยมุ่งเน้นข้อหาร่วมกันฟอกเงินเป็นหลัก ทั้งที่จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการกระทำมิได้เป็นการกระทำเฉพาะรายบุคคล แต่มีลักษณะเป็นขบวนการ เกี่ยวพันกับบุคคลหลายกลุ่ม หลายระดับ ตั้งแต่ผู้จัดการระบบ ผู้ประสานงาน ตัวกลางทางการเงิน ผู้ช่วยสมาชิกวุฒิสภา ไปจนถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องอีกเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังปรากฏว่ามีพยานหลักฐานสำคัญหลายประเด็นที่อยู่ระหว่างการรวบรวม วิเคราะห์ และสอบสวนเพิ่มเติม อาทิ การตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างครบถ้วน การสอบสวนบทบาทของบุคคลที่เกี่ยวข้องในลักษณะขบวนการ การตรวจสอบพยานทางเทคนิคและพยานนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงการขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องรายอื่นที่อาจมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด โดยหากมีการจำกัดการดำเนินคดีหรือแยกสำนวนเพื่อสรุปเฉพาะผู้ต้องหาบางส่วน ทั้งที่พยานหลักฐานยังไม่ครบถ้วน อาจไม่สอดคล้องกับหน้าที่ตามกฎหมายของพนักงานสอบสวนในการแสวงหาข้อเท็จจริงทั้งที่เป็นคุณและเป็นโทษแก่ทุกฝ่าย และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมและประโยชน์สาธารณะ
คณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองจึงขอให้อัยการสูงสุดและพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้อง พิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวด้วยความรอบคอบ โดยมีข้อเสนอให้ดำเนินการ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ เรียกตรวจสอบคำให้การของพยานทุกปาก รวมถึงพยานที่ยังไม่ได้สอบสวน เพื่อตรวจสอบบทบาทและแจ้งข้อกล่าวหาให้ครบถ้วน นำคำให้การและสำนวนคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ กกต. ดำเนินการสอบสวนและไต่สวนไว้ มาเป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณา สั่งสอบสวนบุคคลที่มีบทบาทสำคัญ อดีตและปัจจุบันกรรมการ กกต. รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และนำพยานหลักฐานทางการเงินจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาประกอบสำนวน พร้อมสอบสวนผู้ช่วยสมาชิกวุฒิสภาและบุคคลที่เกี่ยวข้องในประเด็นธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด
พร้อมกันนี้ คณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองระบุว่า หากมีการสรุปสำนวนหรือมีความเห็นทางคดีในคดีพิเศษที่ 24/2568 โดยมิได้สอบสวนให้ครบถ้วนรอบด้านตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ ขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการตามกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่หรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกระดับ โดยไม่ถือเป็นการใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริต
นายธนวัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กฎหมายถูกบัญญัติขึ้นเพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก และต้องใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ใช้ได้เฉพาะกับคนจนหรือคนรากหญ้า แต่ผู้มีเงินหรือมีอำนาจกลับอยู่เหนือกฎหมาย พร้อมตั้งคำถามว่า หากประชาชนไม่สามารถพึ่งพากระบวนการยุติธรรมได้ จะให้ไปพึ่งใคร พร้อมย้ำว่าประชาชนคนไทยกำลังเฝ้ารอคำตอบจากกระบวนการยุติธรรมของประเทศ
โดยภายหลังยื่นหนังสือถึงอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษเเล้วจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดต่อไปในช่วงบ่าย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา