
“…จึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณพื้นที่บ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกน้ำท่วมขังบ้านในช่วงเวลาที่มีฝนตกหนักหรือในช่วงฤดูฝนของทุกปีเรื่อยมา อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีในการปฏิบัติหน้าที่…”
...........................................
ในช่วงเดือน พ.ค.2569 ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.2668/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อ.332/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ นางสาว พ. ประชาชน ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลสันทรายหลวง อ.สันทรายหลวง จ.เชียงใหม่ (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลสันทรายหลวง กับพวก รวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ 2)
ในคดีที่เทศบาลตำบลสันทรายหลวง ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร กรณีไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณบ้านแม่คาว หมู่ที่ 2 ต.สันพระเนตร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เป็นเหตุให้นางสาว พ. (ผู้ฟ้องคดี) ซึ่งมีบ้านพักอาศัยในบริเวณดังกล่าว ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย
คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เทศบาลตำบลสันทรายหลวง กับพวก ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณพื้นที่บ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ นางสาว พ. (ผู้ฟ้องคดี) ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกน้ำท่วมขังบ้านในช่วงเวลาที่มีฝนตกหนัก หรือในช่วงฤดูฝนของทุกปีเรื่อยมา
จึงพิพากษาให้ เทศบาลตำบลสันทรายหลวง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ นางสาว พ. (ผู้ฟ้องคดี) เป็นเงินจำนวน 5,000 บาท โดยชำระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียด ‘วินิจฉัย-คำพิพากษา’ ของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ (คดีหมายเลขดำที่ อ.2668/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อ.332/2569) ดังนี้
@‘น้ำท่วมขัง’ในซอย เหตุก่อสร้าง‘บ้านจัดสรรฯ’ขวางทางน้ำ
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณาพยานหลักฐานในคำฟ้อง คำให้การ คำคัดค้านคำให้การ คำให้การเพิ่มเติม คำอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ และพยานหลักฐานอื่น จากการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลแล้ว
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (นางสาว พ.) พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ XXX บ้านแม่คาว หมู่ที่ 2 ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ฟ้องคดีและราษฎรรวมสิบห้าคนได้มอบอำนาจให้นาย ส. มีหนังสือร้องเรียน/ร้องทุกข์ ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2565 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลตำบลสันทรายหลวง) ร้องเรียนเรื่องปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณบ้านแม่คาว หมู่ที่ 2 ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ว่า
ผู้ร้องเรียนทั้งสิบห้าคนมีบ้านพักอาศัยอยู่ในบริเวณซอยบ้าน นาย ป. ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 และซอยมงคลออโต้เซอร์วิส ตลอดซอยจนถึงด้านข้างของวัดแม่คาว ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมขังบริเวณดังกล่าว เป็นเวลานานโดยน้ำท่วมขังทุกปีในฤดูฝน อันเป็นผลมาจากการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรซึ่งสูงกว่าทางเดินน้ำ และหมู่บ้านจัดสรรได้ปิดกั้นขวางทางเดินน้ำของบริเวณลุ่มน้ำแม่คาว ยังไม่ได้การแก้ไขปัญหาราษฎรได้รับความเดือดร้อนจากน้ำเน่าเสีย
การสัญจรที่ยากลำบากมาเป็นเวลานาน อีกทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องสูบน้ำและสายยางเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้วยตนเอง จึงขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลตำบลสันทรายหลวง) ได้รับหนังสือดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2565
หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2565 เจ้าหน้าที่กองช่างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ออกสำรวจพื้นที่ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบและประมาณราคาค่าก่อสร้างในการเสนอโครงการก่อสร้างรางระบายน้ำ ค.ส.ล. แบบรางปิด บริเวณซอยหลังวัดแม่คาว หมู่ที่ 2 และเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2565 งานนโยบายและแผน สำนักปลัดเทศบาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ขออนุมัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 (ครั้งที่ 13)
ต่อมา สภาเทศบาลตำบลสันทรายหลวง ในการประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 2 ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ.2655 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2565 มีมติอนุมัติโครงการก่อสร้างรางระบายน้ำ ค.ส.ล. แบบรางปิด บริเวณซอยหลังวัดแม่คาว หน้าบ้านเลขที่ XXX ถึงบ้านเลขที่ XX หมู่ที่ 2 บ้านแม่คาว เป็นเงินจำนวน 1,590,000 บาท
โดยดำเนินการก่อสร้างแบบรางปิด ขนาดความกว้าง 0.60 เมตร ความลึก 0.40-0.80 เมตร ความยาว 290 เมตร พร้อมถนน ค.ส.ล. ความกว้าง 1.65 เมตร ความหนา 0.15 เมตร ความยาว 100 เมตร หรือมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 165 ตารางเมตร
ผู้ฟ้องคดี (นางสาว พ.) เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ยังไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือร้องเรียน ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย อันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร
จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2565 ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณบ้านแม่คาว หมู่ที่ 2 โดยด่วน
ด้วยการทำหรือสร้างหรือแก้ไขถนนบริเวณบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดี ให้มีระดับสูงกว่าถนนในหมู่บ้าน และต้องมีท่อระบายน้ำควบคู่ไปกับถนนดังกล่าว เพื่อระบายน้ำที่ท่วมขังไปสู่ท่อน้ำทิ้งในถนนใหญ่ของหมู่บ้าน เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมขังแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท และชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาล และค่าทนายความอย่างสูงแทนผู้ฟ้องคดี
ต่อมา ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองชั้นต้น เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2566 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้จัดการประชุมประชาคมหมู่บ้าน บ้านแม่คาว หมู่ที่ 2 ตำบลสันพระเนตร เพื่อจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2566-2570) เพิ่มเติมครั้งที่ 3 พ.ศ.2566 และปรึกษาหารือข้อราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ณ ศาลาเอนกประสงค์วัดแม่คาว มีราษฎรหมู่ที่ 2 บ้านแม่คาว เข้าร่วมประชุมจำนวน 44 คน
โดยมีการแจ้งโครงการที่จะดำเนินการในปี พ.ศ.2566 จำนวน 16 โครงการ ซึ่งข้อ 6 คือ โครงการก่อสร้างรางระบายน้ำ ค.ส.ล. แบบรางปิด บริเวณซอยหลังวัดแม่คาว หน้าบ้านเลขที่ XXX ถึงบ้านเลขที่ XX หมู่ที่ 2 ตำบลสันพระเนตร จำนวน 1,590,000 บาท
จากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ทำสัญญากับบริษัท เชียงใหม่มีโชค จำกัด ตามสัญญาจ้างเลขที่ 114/2566 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2566 ให้ก่อสร้างรางระบายน้ำ ค.ส.ล. แบบรางปิด บริเวณซอยหลังวัดแม่คาว หน้าบ้านเลขที่ XXX ถึงบ้านเลขที่ XX หมู่ที่ 2 ตำบลสันพระเนตร ขนาดความกว้าง 0.60 เมตร ความลึก 0.50-0.80 เมตร ความยาว 290 เมตร พร้อมถนน ค.ส.ล. ความกว้าง 1.65 เมตร ความหนา 0.15 เมตร ความยาว 100 เมตร หรือมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 165 ตารางเมตร
โดยบริษัทดังกล่าวได้มีหนังสือ ที่ มช./278 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2566 แจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (นายกเทศมนตรีตำบลสันทรายหลวง) ขอเข้าดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2566
ต่อมา ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท โดยชำระให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และคืนค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วย จึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด
@ชี้‘ทต.สันทรายหลวง’ละเลยหน้าที่ฯทำ‘ชาวบ้าน’เดือดร้อน
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว
คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า เกินสมควรในการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณพื้นที่บ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดีอันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ หากเป็นการกระทำละเมิด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลตำบลสันทรายหลวง) ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพียงใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า … คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (นางสาว พ.) พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ XXX บ้านแม่คาวหมู่ที่ 2 ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จากเหตุน้ำท่วมขังบริเวณบ้านพักอาศัยในช่วงฤดูฝนตั้งแต่ปี พ.ศ.2561
โดยกล่าวอ้างว่าเหตุที่มีน้ำท่วมขังบ้านผู้ฟ้องคดี เกิดจากในช่วงปี พ.ศ.2555 ได้มีการก่อสร้างโครงการหมู่บ้านจัดสรรในบริเวณตำบลสันพระเนตรและตำบลใกล้เคียง โดยโครงการดังกล่าวได้ถมดินสูงกว่าระดับพื้นดินปกติ ปิดกั้นทางเดินน้ำ การถมดินมีความสูงกว่าคลอง หนอง บึง ตามธรรมชาติ และบางจุดมีการถมดินทับพื้นที่คลอง หนอง บึง แล้ววางท่อระบายน้ำที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็กแทน
เมื่อมีฝนตกในปริมาณเล็กน้อยทำให้มีน้ำท่วมขังสูง โดยมีปริมาณน้ำท่วมสูงไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร และในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำปริมาณมาก การระบายน้ำยิ่งเป็นปัญหามากขึ้น
กล่าวคือ ปกติน้ำฝนจะไหลกระจายไปทั่วทุกพื้นที่และไหลลงสู่แม่น้ำคาว แต่เมื่อมีโครงการหมู่บ้านจัดสรรก่อสร้างปิดกั้นทางน้ำแล้ว น้ำฝนที่ระบายออกไม่ได้ จะไหลเข้าท่วมตรอกซอยและบ้านของผู้ฟ้องคดีแทน โดยน้ำท่วมขังมีความสูงถึง 40-50 เซนติเมตร ซึ่งปรากฏตามภาพถ่ายว่ามีเหตุน้ำท่วมขังบริเวณบ้านแม่คาว หมู่ที่ 2 จริง
ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ยอมรับในข้อเท็จจริงว่า บริเวณบ้านผู้ฟ้องคดีในเขตพื้นที่หมู่บ้านแม่คาว ได้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่พักอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวจริง และเดิมในช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา บริเวณพื้นที่พิพาทไม่เคยถูกน้ำท่วมขังจากปริมาณน้ำฝนที่ตกหนัก เพราะมีลำเหมืองและท่อระบายน้ำในพื้นที่ที่รองรับปริมาณน้ำได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในเขตเทศบาลตำบลสันพระเนตร ทำให้พื้นที่ดินที่เคยเป็นแก้มลิงรองรับปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติหมดไป ปริมาณน้ำฝนที่ตกในเขตเทศบาลตำบลสันพระเนตร และในเขตพื้นที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ไหลมารวมกัน เพื่อไหลลงสู่ลำเหมือง ซึ่งทำให้มีปริมาณน้ำมากและไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน
ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่า ท่อระบายน้ำที่สร้างในอดีตมีขนาดเล็ก ไม่เพียงพอที่จะรับมวลน้ำมากๆ เพื่อระบายน้ำได้ ปริมาณน้ำฝนที่มากและระบายไม่ทันจึงไหลเข้าท่วมบ้านของประชาชนบริเวณดังกล่าวรวมถึงบ้านของผู้ฟ้องคดีด้วย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงได้ดำเนินการก่อสร้างรางระบายน้ำในพื้นที่ เพื่อป้องกันการไหลของน้ำตามถนนชุมชนไปท่วมพื้นที่บ้านของผู้ฟ้องคดี ซึ่งมีสภาพที่ดินเป็นแอ่งกระทะ ไม่มีทางระบายน้ำออก ไม่มีแนวลำเหมืองสาธารณะเชื่อมต่อ
โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ได้วางแผนระบายน้ำออกจากพื้นที่บ้านของผู้ฟ้องคดี โดยตัดหญ้า สูบน้ำ และร่วมกับผู้ใหญ่บ้านและชุมชนให้ความช่วยเหลือตลอดมา ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณบ้านของผู้ฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยชอบแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ละเลยเพิกเฉยต่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณพื้นที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด
ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการทางบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ฟ้องคดีกับประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมขังมาโดยตลอด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองประสบปัญหาขาดบุคลากร เพราะการโยกย้ายในปี พ.ศ.2565 ถึงต้นปี พ.ศ.2566 จึงส่งผลกระทบต่อภารกิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาข้อกล่าวอ้างดังกล่าวแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างต่อศาลมาโดยตลอดว่า ไม่ได้ละเลยหรือเพิกเฉยในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณพื้นที่บ้านแม่คาว และพยายามแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ฟ้องคดีและผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายรายอื่นๆ มาโดยตลอด
แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแห่งคดี กลับไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดว่า ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือร้องเรียนลงวันที่ 5 สิงหาคม 2565 ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้มีการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาเหตุน้ำท่วมขังในเขตพื้นที่บ้านแม่คาวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หรือเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีและผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายรายอื่นที่มีบ้านพักอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว
ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านกรณีที่ผู้ฟ้องคดีชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมขังบ้านผู้ฟ้องคดีตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 จนถึงปัจจุบัน
จึงรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 จนถึงปี พ.ศ.2565 ก่อนที่ผู้ฟ้องคดี (นางสาว พ.) จะได้มีการร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามหนังสือร้องเรียนลงวันที่ 5 สิงหาคม 2565 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ยังไม่ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณ เขตพื้นที่บ้านแม่คาวหมู่ที่ 2 แต่อย่างใด และยังคงเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตลอดมา
และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในเขตพื้นที่บ้านแม่คาว หมู่ที่ 2 ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงเกิดเหตุน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝนเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 จนถึงวันที่ผู้ฟ้องคดีกับพวก มีหนังสือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในปี พ.ศ.2565
ผู้ฟ้องคดีและประชาชนที่มีบ้านพักอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว จึงได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดเป็นระยะเวลา 4 ปี
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจและหน้าที่ดูแลและจัดทำบริการสาธารณะในการจัดให้มีและบำรุงทางบก ทางน้ำ รวมถึงทางระบายน้ำในเขตพื้นที่รับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตน ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 51 (8) แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ประกอบมาตรา 16 (2) แห่ง พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (นายกเทศมนตรีตำบลสันทรายหลวง) เป็นผู้บริหารของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามมาตรา 48 เตรส (1) แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกลับไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเหตุน้ำท่วมขังในพื้นที่บ้านแม่คาว หมู่ที่ 2 ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ในช่วงระยะเวลาที่ผู้ฟ้องคดีเริ่มได้รับความเดือดร้อน หรือเสียหายจากเหตุน้ำท่วมขังตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 จนถึง พ.ศ.2565
โดยดำเนินการจัดหางบประมาณเพื่อก่อสร้างรางระบายน้ำ หรือก่อสร้างถนนให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่ประชาชนรวมถึงผู้ฟ้องคดีที่พักอาศัยในเขตพื้นที่ดังกล่าว
จึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณพื้นที่บ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกน้ำท่วมขังบ้านในช่วงเวลาที่มีฝนตกหนักหรือในช่วงฤดูฝนของทุกปีเรื่อยมา อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีในการปฏิบัติหน้าที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลตำบลสันทรายหลวง) ในฐานะหน่วยงานของรัฐ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมิได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่พิพาท จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงฟังไม่ขึ้น
@สั่ง‘ทต.’ชดใช้ฯให้‘ชาวบ้าน’เหตุน้ำท่วมขังบริเวณบ้าน 5 พันบาท
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลตำบลสันทรายหลวง) จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี เพียงใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า… เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดี (นางสาว พ.) กล่าวอ้างว่าตนได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากเหตุน้ำท่วมขังบ้านของผู้ฟ้องคดีตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบรรเทาสาธารณภัย ได้แก่ ค่าซื้อเครื่องสูบน้ำ ท่อน้ำ สายยาง ค่าไฟฟ้าอันเกิดจากการใช้เครื่องสูบน้ำ
ค่าขาดรายได้จากการที่ไม่ได้ออกไปทำงาน เนื่องจากต้องสูบน้ำออกจากบ้าน ค่าแรงงานที่ต้องหยุดงาน เพื่อสูบน้ำออกจากบ้าน ค่าเสื่อมสภาพของบ้าน ค่าทาสี และค่าซ่อมแซมความสึกหรอ จากการที่บ้านถูกน้ำท่วม จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเยียวยาความเสียหายดังกล่าวโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท นั้น
เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีไม่มีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายดังกล่าวมาแสดงต่อศาลก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริเวณพื้นที่บ้านแม่คาว หมู่ที่ 2 ได้เกิดเหตุน้ำท่วมขังตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจริง และเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งมีบ้านพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบหรือได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
อันเนื่องจากละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือ ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ปรากฏตามหลักฐานภาพถ่ายสภาพพื้นที่บริเวณบ้านของผู้ฟ้องคดีที่มีร่อยรอยถูกน้ำท่วมขัง ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็มิได้ปฏิเสธความเสียหายที่เกิดขึ้นตามข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดี
ดังนั้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นได้พิจารณากำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยเทียบเคียงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี พ.ศ.2565 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ที่กำหนดอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย กรณีน้ำท่วมโดยฉับพลัน น้ำไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำ จนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้
โดยกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท นั้น จึงเป็นการเหมาะสมกับพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและความเดือดร้อนหรือเสียหายของผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 438 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว
ส่วนคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณบ้านแม่คาว หมู่ที่ 2 ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการก่อสร้างหรือปรับปรุงถนนบริเวณบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดีให้มีระดับสูงกว่าถนนในหมู่บ้าน และมีท่อระบายน้ำควบคู่กับถนนเพื่อระบายน้ำที่ท่วมขังไปสู่ท่อน้ำทิ้งในถนนใหญ่ของหมู่บ้าน นั้น
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากผู้ฟ้องคดีกับพวกได้มีหนังสือร้องเรียนลงวันที่ 5 สิงหาคม 2565 ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ให้เจ้าหน้าที่กองช่างออกสำรวจพื้นที่ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2565 เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบและประมาณราคาค่าก่อสร้างในการเสนอโครงการก่อสร้างรางระบายน้ำ ค.ส.ล. แบบรางปิด บริเวณซอยหลังวัดแม่คาว หมู่ที่ 2 บ้านแม่คาว ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
ต่อมา สภาเทศบาลตำบลสันทรายหลวงในการประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 2 ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ.2565 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2565 ได้มีมติอนุมัติโครงการก่อสร้างรางระบายน้ำ ค.ส.ล. แบบรางปิด ขนาดความกว้าง 0.60 เมตร ความลึก 0.40-0.80 เมตร ความยาว 290 เมตร พร้อมถนน ค.ส.ล. ความกว้าง 1.65 เมตร ความหนา 0.15 เมตร ความยาว 100 เมตร หรือมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 165 ตารางเมตร
บริเวณซอยหลังวัดแม่คาว หน้าบ้านเลขที่ XXX ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้ฟ้องคดี ถึงบ้านเลขที่ XX หมู่ที่ 2 บ้านแม่คาว งบประมาณจำนวน 1,590,000 บาท โดยจะดำเนินการโครงการดังกล่าวในปี พ.ศ.2566 และได้ทำการแก้ปัญหาเบื้องต้นโดยจัดให้มีการวางท่อกลมเพื่อขยายขนาดท่อเดิม ก่อนที่จะวางท่อเหลี่ยมเพื่อเชื่อมต่อลงสู่แม่น้ำคาวบริเวณบ้านแม่คาว
จากนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2565 แล้ว ในระหว่างการพิจารณาคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างเลขที่ 114/2566 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2566 ว่าจ้างให้บริษัท เชียงใหม่มีโชค จำกัด ก่อสร้างรางระบายน้ำ ค.ส.ล. แบบรางปิด ตามโครงการก่อสร้างดังกล่าว
โดยเริ่มดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2566 ซึ่งปัจจุบันได้มีการก่อสร้างรางระบายน้ำ ค.ส.ล. พร้อมปิดรางแล้วเสร็จเป็นระยะทาง 250 เมตร และทำการขุดเปิดแนวทำระดับตามระยะทางอีก 40 เมตร ผ่านหน้าบ้านผู้ฟ้องคดีที่เป็นพื้นที่ลุ่มเป็นแอ่งกระทะและมีน้ำท่วมขัง จึงทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับประโยชน์จากการก่อสร้างรางระบายน้ำ ค.ส.ล. แบบรางปิดด้วย
ซึ่งในประเด็นนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะได้กล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ว่า การดำเนินการก่อสร้างรางระบายน้ำ ค.ส.ล. แบบรางปิด บริเวณซอยหลังวัดแม่คาว ปัจจุบันเมื่อฝนตกในวันที่ 24 กันยายน 2567 ยังคงมีปัญหาน้ำท่วมขังในซอยมงคลออโต้เซอร์วิสที่บ้านของผู้ฟ้องคดีตั้งอยู่ เนื่องจากไม่มีการบูรณาการระบบจัดการน้ำให้ไหลไปตามท่อก็ตาม
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้แก้อุทธรณ์ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ทำการก่อสร้างรางระบายน้ำเพิ่ม จากบริเวณหน้าบ้านของผู้ฟ้องคดีไปยังบ่อ และมีการสูบน้ำจากบ่อขึ้นสู่รางระบายน้ำอีกเส้น ซึ่งตั้งอยู่สูงกว่าแล้ว อีกทั้งที่ดินบริเวณบ้านของผู้ฟ้องคดีอยู่ในที่ลุ่มต่ำ ถ้าฝนตกไม่มาก น้ำจะไหลรวมกันและสูบออกได้เป็นปกติ แต่ถ้าฝนตกหนัก การระบายน้ำต้องรอช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้นานเกินไป
ประกอบกับจากภาพถ่ายบริเวณบ้านของผู้ฟ้องคดีในท้ายคำอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองลงวันที่ 25 กันยายน 2567 ปรากฏว่า พื้นที่บริเวณโดยรอบบ้านของผู้ฟ้องคดี มีระดับต่ำกว่าผิวถนนคอนกรีตและรางระบายน้ำที่อยู่หน้าบ้านประมาณ 30 เซนติเมตร ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมขังบริเวณบ้านของผู้ฟ้องคดี
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง โดยการก่อสร้างหรือปรับปรุงถนนบริเวณบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดี และจัดให้มีท่อระบายน้ำควบคู่กับถนนเพื่อระบายน้ำที่ท่วมขังแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องออกคำบังคับ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดีตามคำขอของผู้ฟ้องคดีในส่วนนี้อีก
สำหรับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีในส่วนที่อ้างว่า ตามคำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต่อศาลปกครองชั้นต้น เป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังเฉพาะในซอยมงคลออโต้เซอร์วิสเท่านั้น ทั้งคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ยังไม่อาจเยียวยาปัญหาน้ำท่วมขังในซอยบ้าน นาย ป. อันเป็นที่ตั้งบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และผู้ฟ้องคดีที่ 7 ถึงผู้ฟ้องคดีที่ 11
ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในซอยบ้านของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และผู้ฟ้องคดีที่ 7 ถึงผู้ฟ้องคดีที่ 11 ในคดีหมายเลขดำที่ 448/2565 ของศาลปกครองชั้นต้น นั้น
เห็นว่า คำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เป็นการอุทธรณ์ถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟ้องคดีรายอื่นในมูลกรณีข้อพิพาทเดียวกัน อีกทั้งคำอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นคัดค้านคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งว่า
การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณซอยหลังวัดแม่คาว หน้าบ้านเลขที่ XXX ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้ฟ้องคดีถึงบ้านเลขที่ 35 บ้านแม่คาว หมู่ที่ 2 ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
และผู้ฟ้องคดีได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวแล้วนั้น ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงหรือกฎหมายอย่างไร คำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวจึงไม่มีข้อคัดค้านคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น อันเป็นคำอุทธรณ์ที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ตามข้อ 101 วรรคหนึ่ง (2) แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 และข้อที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนนั้นเป็นกรณีที่ไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ จึงให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีในส่วนนี้ ตามข้อ 108 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบดังกล่าว
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท โดยชำระให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และคืนค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นั้น
ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา