"...วันนี้ภาษีเก็บไม่ได้ Vat ขึ้นไม่ได้ ครึ่งหนึ่งของประชากรในภาคเกษตรไม่ต้องเสียภาษี หารายได้มาก็ไม่พอใช้ รัฐต้องไปอัดเงินเข้าไปอีก 10-20 ล้านคน รายได้ไม่พอใจ ต้องรอเงินช่วยเหลือ อันที่สองวันนี้ตัวเลขของ TDRI กับ TIJ หรือสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เขาประเมินตัวเลขว่า เงินคอร์รัปชั่นแต่ละปี 5 แสนล้านบาท ถ้า 5 แสนล้าน ไม่หาย แล้วมันกลับเข้ามา อันนี้ คือ งบพัฒนา..."
........................................
เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ (5 ก.ค.2569) โดยมีผู้ร่วมเสวนาฯ ได้แก่ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ,รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีเนื้อหาการเสวนาฯที่น่าสนใจ ดังนี้
@ชงแก้ 4 โครงสร้าง-ดัน 6 วาระแห่งชาติ-แก้ปัญหา‘คอร์รัปชั่น’
นายพจน์ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่เคยเสียเปรียบใคร ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ถึงปี 2540 ทั้งอาเซียนหรือแม้แต่ในเอเชีย ประเทศไทยไม่แพ้ใคร เศรษฐกิจไทยเติบโตทุกอย่าง โดยเฉพาะภาคการผลิตอุตสาหกรรม รวมถึงภาคเกษตร อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา เรื่องการเมืองทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยชะลออย่างรุนแรง ในขณะที่โครงสร้างประชากรไม่มีการพัฒนา
“วันนี้ประเทศไทย ต้องแก้ใน 4 เรื่องให้ได้ คือ 1.โครงสร้างการเมือง 2.โครงสร้างการปกครอง 3.โครงสร้างเศรษฐกิจ 4.โครงสร้างสังคม ทุกคนคุยแต่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจจะแก้ไม่ได้เลย หรือแก้ไม่ได้อย่างยั่งยืน ถ้าเราไม่จัดระเบียบ จัดทัพ ตั้งแต่โครงสร้างการเมือง โครงสร้างการปกครอง และโครงสร้างทางสังคม เพราะวันนี้สังคมเราเป็นสังคมที่อ่อนแอมาก เป็นสังคมที่รออย่างเดียว ไม่ขวนขวาย
และฝ่ายการปกครองเองก็ต้องปรับ ที่ผ่านมาหอการค้าไทยมีข้อเสนอถึงท่านนายกฯ เราคุยกันว่า มีวาระแห่งชาติ 6 ข้อ ซึ่งไม่ใช่แค่พรรคการเมืองของรัฐบาล แต่ต้องเป็นทุกพรรคการเมืองที่อยู่ในการเลือกตั้ง ต้องมาคุยกัน มาตกลงกันว่า จะต้องขับเคลื่อนวาระเหล่านี้ร่วมกัน อย่าไปเปลี่ยน ไม่ใช่ว่าพอพรรค A มา พรรค B มา พรรค C มา ก็เปลี่ยนรื้อ เปลี่ยนล้ม อันนี้มันล้มไม่ได้” นายพจน์ กล่าว
นายพจน์ ระบุด้วยว่า สำหรับวาระแห่งชาติ 6 วาระ หอการค้าไทยเสนอต่อนายกฯ เช่น การปฏิรูปโครงสร้างการศึกษา ซึ่งต้องผ่าตัดใหญ่ ,การปรับโครงสร้างภาคเกษตร เพราะปัจจุบันเรามีประชากรภาคเกษตรเกือบครึ่งประเทศหรือ 30 ล้านคน หากภาคเกษตรทำเงินไม่ได้ คนกลุ่มนี้จะอยู่อย่างไร จึงต้องปรับโครงสร้างภาคเกษตร ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรน้ำ การเพาะปลูก ลดต้นทุน และทำเรื่องการตลาด รวมถึงการแปรรูปทั้งหมด
การปรับโครงสร้างระบบราชการ ปัจจุบันระบบราชการทับซ้อนและวุ่นวายไปหมด มีแท่งหลายแท่ง แต่แท่งก็เก็บอำนาจไว้คนละอัน เวลานักลงทุนต่างประเทศ เข้ามาทำอะไรแต่ละอย่าง ต้องไปไม่รู้กี่ที่ และจากข้อมูลที่เก็บมา พบว่านักลงทุนต่างประเทศที่จะลงทุนในไทยได้ ต้องไปติดต่ออย่างน้อย 9 จุด เช่น บีโอไอ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งยังแยกเป็นกรมโรงงานฯ กรมศุลกากรเรื่องการนำเข้า กรมการค้าต่างประเทศ และกระทรวงแรงงาน เป็นต้น
“นักลงทุนมาคุยกับเราว่า ไปทางโน้นก็ติด ไปทางนี้ก็ติด สุดท้ายพอติดแล้ว ก็กลายเป็นว่า มีกระบวนการเรียกผลประโยชน์ อันนี้ก็ยิ่งไปกันใหญ่” นายพจน์ กล่าว
การปรับโครงสร้างกฎหมาย กฎหมายไทยเก่าแก่มากและซ้ำซ้อน โดยเฉพาะกฎกระทรวงและประกาศต่างๆ ทั้งนี้ ตัว พ.ร.บ.เป็นสิ่งที่แก้ยาก ต้องใช้เวลาในการแก้ แต่ในตัว พ.ร.บ.ทั่วไปส่วนมาก จะมอบอำนาจให้รัฐมนตรีออกประกาศฯ แต่วันนี้ประกาศฯเหล่านั้น เป็นตัวที่สร้างปัญหา ทาง กรอ. จึงได้เข้าไปดูว่ามีกฎหมายหรือประกาศฯฉบับใดบ้าง ที่เป็นอุปสรรคในการผลักดันอุตสาหกรรมที่เป็น ‘STAR’ รวมถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
“นี่เป็น national agenda ซึ่งผมคิดว่าเราทุกคนต้องรับรู้ร่วมกันก่อน ถ้าไม่เดินไปในแนวเดียวกัน ก็ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาของเราให้สำเร็จได้ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในตอนนี้ คือ การยอมรับฟัง ยอมร่วมงานกับภาคเอกชนหรือภาคสังคมที่เกี่ยวข้อง และก็เป็นเรื่องดี ที่เมื่อนายกฯตั้งคณะกรรมการฯแต่ละชุด ก็จะคล้องเอกชนเข้าไปเกี่ยว ทำให้เราได้เข้าประชุม และนำเสนอได้ตลอดเวลา นี่เป็นสิ่งที่ช่วยได้มาก” นายพจน์ กล่าว
นายพจน์ ยังกล่าวถึงงบลงทุนปีงบ 2570 ที่ลดลง 8% ทำให้ต้องพึ่งพาเงินลงทุน FDI จากต่างประเทศแทนว่า ว่า ไทยไม่ใช่ประเทศที่มีน้ำมัน จึงต้องหารายได้จากกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพาสามิต แต่คำถาม คือ วันนี้ใครบ้างที่เสียภาษี และจะพบว่า บริษัทที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 9 แสนบริษัท มีเพียง 4 แสนบริษัทเท่านั้นที่มีการเสียภาษี ในขณะที่คนไทยที่เสียภาษีมีเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น
“วันนี้ภาษีเก็บไม่ได้ Vat ขึ้นไม่ได้ ครึ่งหนึ่งของประชากรในภาคเกษตรไม่ต้องเสียภาษี หารายได้มาก็ไม่พอใช้ รัฐต้องไปอัดเงินเข้าไปอีก 10-20 ล้านคน รายได้ไม่พอใจ ต้องรอเงินช่วยเหลือ อันที่สองวันนี้ตัวเลขของ TDRI กับ TIJ หรือสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เขาประเมินตัวเลขว่า เงินคอร์รัปชั่นแต่ละปี 5 แสนล้านบาท ถ้า 5 แสนล้าน ไม่หาย แล้วมันกลับเข้ามา อันนี้ คือ งบพัฒนา
ดังนั้น ข้อแรก รัฐต้องเพิ่มรายได้ภาคประชาชนให้ได้ เพื่อมาเสียภาษี และมีเงินไว้จับจ่ายใช้สอนด้วย อันที่สอง คือ ต้องหยุดคอร์รัปชั่น เราจึงจัดตั้ง กกร.และเพื่อน ไม่ทน Corruption ตอนนี้มี 40 องค์กรแล้ว ถ้าเราไม่ออกมาดันแบบนี้ คอร์รัปชั่นไม่หยุด อะไรก็แก้ไม่ได้ แก้มากแก้น้อย ก็ต้องแก้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นความเคยชิน คอร์รัปชันไม่ผิด รับเงินไม่ผิด อย่างนี้รุ่นลูกรุ่นหลานตาย” นายพจน์ กล่าว
@พัฒนา‘คน’รับเศรษฐกิจ AI-ปรับวัฒนธรรมสร้าง‘Innovation’
ด้าน นายบุรินทร์ กล่าวว่า เมื่อก่อนประเทศไทยเป็น ‘เทฟลอนไทยแลนด์’ แม้ว่าจะมีปัญหาทางการเมืองมาโดยตลอด แต่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ 3-4% ต่อปี และส่งออกไปได้ดี แต่ในช่วงหลังโควิด-19 เรากลายเป็น Sick Man of Asia เศรษฐกิจไทยป่วยเป็นโควิดเรื้อรัง ซึ่งก็มีสัญญาณมาพักหนึ่งแล้ว แต่เพิ่งมาแสดงอาการชัดๆช่วงหลังโควิด และที่หนักและน่ากลัวกว่านั้น คือ ก่อนที่จะมีรัฐบาลชุดนี้ ประเทศไทยเป็น Forgotten of Asia
“พอเราไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมานาน ก็ค่อยๆออกอาการป่วยชัดเจนขึ้น แต่ก่อนเราต้องการทุนจากต่างประเทศ เราจึงเน้น FDI เป็นหลัก โมเดล FDI ของเรา เป็นโมเดลที่เน้นการผลิต ไม่เน้นองค์ความรู้ นักเรียนในประเทศไทยที่เก่งๆตอนนั้น จะเรียนหมอ เรียนวิศวะ เพราะมีการการันตีด้านรายได้ ประเทศเราไม่ได้เน้น pure science หรือวิทยาศาสตร์เพียวๆ ที่จะทำให้เกิด R&D ได้
ถ้าเราจะก้าวข้ามสิ่งที่เรียกว่า middle income trap ไปเป็นประเทศรายได้สูง เราต้องมี R&D แต่ตอนนี้ R&D ของเราไม่ถึง 1% ของจีดีพี ในขณะที่เกาหลีใต้เขาลงทุน R&D ไปที่ 5% ต่อปี และ 1% ที่เราลงไปใน R&D นั้น หลักๆก็เป็นภาคเอกชน แต่ถ้าเป็นของรัฐบาลก็อยู่ในมหาวิทยาลัย ทำเสร็จก็ไม่มีใครเอาไปใช้ เก็บไว้เป็นเกียรติภูมิของอาจารย์
แล้ว R&D ของเอกชนนั้น จะเป็นการลงทุนเกี่ยวกับอาหาร หรือ Retail Banking พวกแอปฯต่างๆ แต่ไม่ได้แอดวานซ์เป็นเทคฯ ถ้าเรารู้ว่าต่อไปเศรษฐกิจจะเป็นเศรษฐกิจ AI ซึ่งมีเรื่องพลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ มี mathematical model และแอปพลิเคชั่น เราอาจได้ในเรื่องแอปฯ ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ที่เหลือเราไม่มีบุคลากร ชิปดีโซน์ หรือ AI โมเดล เราทำไม่ได้ และถ้าเราจะทำตรงนั้นให้ได้ ก็ต้องเริ่มจากการศึกษา ต้องมี Critical Thinking” นายบุรินทร์ กล่าว
นายบุรินทร์ กล่าวถึงการขึ้นมาของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนกับโอกาสของประเทศไทย ว่า เวลามองประเทศจีน ต้องไม่ใช่แค่การรับ FDI มา แล้วผลิตสินค้าสวมสิทธิ์ แต่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ หากไทยเลือกโมเดลที่เน้นรับ FDI เข้ามามากๆ แล้วประเทศไม่ค่อยได้อะไร ก็จะต้องคิดใหม่ทำใหม่ แล้วก็มีปัญหากลับมาว่าประเทศไทยไม่มีบุคลาการที่จะมาสนับสนุนตรงนี้
“หลายคนบอกว่าเขาอยากลงทุนในประเทศไทย แต่เราไม่มีบุคลากร ไม่มีอะไรมาซัพพอร์ต จึงต้องกลับมาที่เรื่องระบบการศึกษา แล้วเราก็เป็นเศรษฐกิจที่ไม่เน้น Know How แต่เน้น Know Who เรามี Cost คอนเนคชั่น เต็มประเทศไปหมด ฉะนั้น เราต้องมีเรื่อง Education และแน่นอนว่า hard skill เป็นสิ่งสำคัญ ต้องมี pure science ต้องมี R&D และ STEM ต้องแข็ง
อีกจุดหนึ่งที่ทำให้เราเกิด innovation ยาก เป็นเรื่อง Soft Skills คือ ตั้งแต่ผมทำงานมา เขาบอกกว่าคุณเป็นเด็ก อย่าเพิ่งพูด ผู้ใหญ่เขาพูดอยู่ ผู้ใหญ่พูดผิด ห้ามเถียง ผิดอย่างไรก็ถูก เราต้องไปหาข้อมูลมาซัพพอร์ตให้เขาถูก แล้วอย่างนี้เป็นทุกองค์กร ซึ่งเกาหลีเขาก็คล้ายๆเรา ผู้อาวุโสถูกตลอด แต่พอเขาจะเปลี่ยนประเทศ เขาก็เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร คือ ทุกคนคุยกันได้หมด ทุกอย่างต้องเปิดให้ถกเถียงกันได้ ไม่อย่างนั้น innovation ไม่เกิด” นายบุรินทร์ กล่าว
@ต้องทำให้‘FDI’เชื่อมโยงซัพพลายเชน-การผลิตภายในปท.
ขณะที่ รศ.ดร.วีระยุทธ กล่าวว่า หากพูดถึงเศรษฐกิจไทย ส่วนตัวมองว่า ‘แผลเป็น’ ของเศรษฐกิจไทย หลังโควิด-19 ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะหลังจากผ่านพ้นสถานการณ์โควิดมาแล้ว ปรากฏว่าประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าการบริโภคในประเทศไทยจะกลับมาแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าการผลิตในประเทศยังไม่กลับมา ซึ่งตนเรียกสถานการณ์นี้ว่า เป็นการนำเข้ามาทดแทนการผลิตไปแล้ว
“กราฟการบริโภคของไทย จะผันผวนขึ้นลงไปตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ถ้าคุณอัดเงินลงไป มันก็จะกลับมา เหมือนตอนที่อัดเงิน ‘คนละครึ่ง’ แต่ปัญหา คือ ในระหว่างที่การบริโภคของไทยกลับมาแล้ว แต่การผลิตแทบไม่กลับมาเลย หรือน้อยลงด้วยซ้ำ ผมเรียกสถานการณ์นี้ว่า เป็นการนำเข้ามาทดแทนการผลิตไปแล้ว จากสมัยก่อนในช่วงปี 2500-2510 ที่เราผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า
เราอยากส่งเสริมการผลิตในประเทศ เราก็ตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่เราต้องการปกป้อง เช่น ยานยนต์ แล้วคนไทยก็มีความสามารถในการผลิตเพื่อแข่งขัน ตอนนั้น เราผลิตทดแทนการนำเข้า แต่ตอนนี้ หลังโควิด มีปัญหา ‘แผลเป็น’ เรานำเข้ามาทดแทนการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ การผลิตเราจึงอ่อนยวบ ถ้าไปดูเซ็กเตอร์สำคัญๆ อย่างยานยนต์ มันไม่เคยกลับมาเท่ายุคก่อนโควิดเลย” รศ.ดร.วีระยุทธ กล่าว
รศ.ดร.วีระยุทธ กล่าวด้วยว่า ในขณะที่เราเห็นเม็ดเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีคำถามว่า เงินทุนที่ไหลเข้าเหล่านั้นจะไม่ไหลไปที่อื่นหรือไม่ เพราะ FDI เมื่อถึงเวลาหรือจังหวะโอกาส เงินทุนเหล่านั้นก็จะไหลไปที่อื่น จึงต้องมีอะไรที่จะเข้าไปยึดโยง และทำให้โลกขาดประเทศไทยไม่ได้ จึงต้องทำให้ FDI ที่ไหลเข้ามานั้น เชื่อมโยงกับการผลิตในประเทศ การใช้ชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบในประเทศ และเชื่อมโยงกับแรงงาน
“ต้องตั้งหลักก่อนว่า ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขการลงทุนที่สูงขึ้น หรือ FDI ที่เข้ามา อย่างในปีที่แล้ว เรามียอดการขาดดุลฯสูงถึง 7-8 แสนล้านบาท ซึ่งมาจากการนำเข้าดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่เรียกได้ว่า ไม่ได้เชื่อมโยงกับ local content หรือแรงงานเลย ดังนั้น คำถามของผม คือ ต้องเชื่อมโยงให้เห็นว่า FDI ที่เข้ามา จะเชื่อมการผลิตในประเทศ แรงงาน local content ได้อย่างไร แล้วมันจะนำไปสู่อนาคตแบบไหน” รศ.ดร.วีระยุทธ กล่าว
รศ.ดร.วีระยุทธ ระบุว่า ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมในโลกปัจจุบัน ไม่จำเป็นที่ใครจะต้องผลิตทั้งคันหรือทั้งโปรดักส์ แต่ต้องเลือกจุดที่เก่ง เช่น หากทำรถยนต์จนเก่งและโลกขาดเราไม่ได้ ก็ถือว่าโอเคแล้ว หรือการผลิตชิปโฟโตนิกส์ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 เซมิคอนดักเตอร์ และประเทศไทยก็มีศักยภาพในเชิงชิ้นส่วนฯ ดังนั้น แม้ว่าเราไม่มีทางที่จะผลิตชิปขนาด 2 นาโนเมตร อย่าง TSMC ได้ แต่หากไทยทำเรื่องโฟโตนิกส์ และทำเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ได้ ตรงนี้ก็จะมีโอกาสหรือจังหวะที่ประเทศไทยจะไปต่อได้จริงๆ
“เรามีบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ก็ดีแล้ว แต่บอร์ดอีวียังไม่กลับมาประชุม เราเคยมีบอร์ดอีวี เป็นบอร์ดที่ตัดสินเรื่องนโยบายสำคัญอย่างยานยนต์ว่า จะอุดหนุนเท่าไหร่ จะให้ไปต่อ จะอุดหนุนเท่าไหร่ ผลิตชดเชยเท่าไหร่ ซึ่งปีนี้จะเป็นปีที่สำคัญ เพราะค่ายรถที่ได้รับการอุดหนุนไปตั้งแต่รอบอีวี 3.0 และ 3.5 ปีนี้ต้องติดชดเชย 240,000 คัน แล้วขอดีเลย์มาถึงปีนี้ แต่ปีนี้ผ่านไปครึ่งปี เขาผลิตไปได้แค่ 13% เท่านั้นเอง
ในขณะที่รัฐไทยอุดหนุนเงินอีวีไปแล้ว 2.1 หมื่นล้าน ตั้งแต่ยุคคุณประยุทธ์ คุณเศรษฐา จนถึงปัจจุบัน คำถาม คือ จะผลิตชดเชยได้เท่าไหร่ ได้ตามเป้าหรือไม่ และต่อให้เขาผลิตชดเชยได้ตามเป้าแล้ว ถามว่ามันเชื่อมกลับไปที่ซัพพลายเชนภายในประเทศเท่าไหร่
ดังนั้น การมียุทธศาสตร์ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนฯที่สำคัญในซัพพลายเชนโลกนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมใหญ่ๆอย่างยานยนต์กำลังอยู่บนหน้าผา ถ้าเราทิ้งไว้ แรงงานหลายแสนคนจะทยอยตกงานได้” รศ.ดร.วีระยุทธ ระบุ
รศ.ดร.วีระยุทธ ยังกล่าวถึงปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ว่า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นหัวใจสำคัญที่หลายๆประเทศ นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเอง และไทยก็ทำในสิ่งที่เรียกว่า ‘บัญชีนวัตกรรม’ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า บัญชีนวัตกรรมนำไปสู่การคอร์รัปชั่น สะท้อนจากในช่วง 2 ปีที่แล้ว มีการจัดซื้อสินค้าที่เข้าอยู่ในบัญชีนวัตกรรมประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่งบกว่า 6-7 พันล้านบาท เป็นการลงทุนทำเสาไฟฟ้า
“สินค้าบัญชีนวัตกรรมหมายความว่า รัฐยอมจัดซื้อจัดจ้างในราคาสูงกว่าราคาตลาดนิดหน่อย แล้วให้ผู้ผลิตไทยมาเคลมว่า เป็นคนที่ลงทุน R&D มีความแตกต่างในสินค้าและผลิตภัณฑ์ แต่ปรากฏว่าการจัดซื้อสินค้าในบัญชีนวัตกรรมกว่า 10,000 ล้านบาท เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เป็นเสาไฟ 6-7 พันล้าน แปลว่า หลักการที่ดูเหมือนดี เราเอามาปรับปรุงใช้ในการพัฒนาประเทศ ส่งเสริมอุตสาหกรรมภายใน
แต่พอเอามาใช้จริง บวกกับความเป็นรัฐราชการเข้าไป บวกกับระบบที่หละหลวม สุดท้ายก็นำไปสู่การคอร์รัปชั่น ไม่เกิดผล ผมได้คุยกับคนในหน่วยงานราชการที่ดูแลด้านนี้ เขาบอกว่า ไม่ผิดระเบียบๆ เพราะคนที่เคลมว่าทำเสาไฟ เขาบอกว่า ปรับปรุงระบบส่องสว่างอย่างไร ทนฝนกรดได้ดีขึ้น จึงนับเป็นนวัตกรรม แล้วก็จัดซื้อจัดจ้างกัน และนี่ไม่ใช่มีแค่อันสองอัน แค่เกิดทั่วประเทศ” รศ.ดร.วีระยุทธ กล่าว
@‘ไทย’มีความหวังเข้าสู่‘ซัพลายเชนโลก’ที่กำลัง‘คิดใหม่’
ส่วน ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า เวลามองเศรษฐกิจไทย จะพบว่ามีทั้งส่วนที่น่ากังวลและส่วนที่มีศักยภาพ เพราะในขณะที่โครงสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา เติบโตมาด้วย ‘สูตร 3113’ คือ จีดีพี 30% มาจากคน 10% ในภาคการผลิต ส่วนคนอีก 30% ที่อยู่ในภาคเกษตร สร้างได้จีดีพี 10% ซึ่งสูตรนี้เป็นตัวล็อคประเทศไทยไม่ให้เดินไปข้างหน้า แต่ในอีกฝั่งหนึ่งก็มีโอกาสสำหรับไทย เนื่องจากซัพพลายเชนทั่วโลกกำลังปรับแผนการลงทุนใหม่
“การที่เราไปข้างหน้าไม่ได้ และโลกเปลี่ยนไป ทำให้เราสู้เขาไม่ได้ อาการป่วยจึงเริ่มมา นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า Sick Man of Asia แต่ในอีกฝั่งหนึ่ง ก็ยังมีโอกาสอยู่ เพราะตอนนี้เป็นช่วงที่ซัพพลายเชนต่างๆ กำลังวางแผนการลงทุนใหม่ทั่วโลก หลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดการ ‘คิดใหม่’ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการวางซัพพลายเชน เรื่องโลกร้อน เรื่อง geopolitics และการ Disruption ทางเทคโนโลยี ซึ่งมาพร้อมๆกันหมด
เขามองว่าในแง่ภูมิภาคแล้ว อย่างน้อยประเทศไทยอยู่ในจุดที่มีโอกาส และในแง่โครงสร้างพื้นฐานเรายังพอมีความพร้อมระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราจะไปให้สูงกว่านี้ได้ จะต้องมีการจัดการเรื่องคน อย่างไรก็ดี ในเรื่องเหล่านี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจใน 3 ประเด็น คือ ประเด็นแรก เงินลงทุนใหม่ๆ ที่เข้ามาในไทยตอนนี้ ไม่ได้กระจายความรู้ หรือไม่ได้กระจายประโยชน์ไปสู่คน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความตั้งใจของเขา แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะของเรารับไม่ได้ด้วย
เพราะประเทศที่ไปสู่ 4.0 ได้ หรือไปไกลกว่านี้ เขาต้องมีคนที่มีคุณภาพ หรือมี Human Capital Index: HCI (ดัชนีทุนมนุษย์) ประมาณ 50% ในตลาดแรงงาน แต่ประเทศไทยมี 15% แล้วอย่างนี้ เราจะไม่ป่วยได้อย่างไร ประเด็นที่สอง เทคโนโลยีที่เข้ามา มันทำงานแทนคนได้ ยกระดับความสามารถของคนได้ ถ้าเราเลือกท่าทีที่เหมาะสม วิธีการลงทุนที่เหมาะสม พัฒนาคนแบบตรงจุด อันนี้เราโตขึ้นมาได้
ประเด็นที่สาม คือ การที่รัฐบาล ซึ่งเชื่อว่าจะมีเสถียรภาพ จะทำให้เกิดภาพที่ชัดขึ้นมาว่า อย่างน้อยนโยบายมันจะต่อเนื่องไปอีก 4 ปี ในขณะที่การที่มี ‘มืออาชีพ’ เข้ามา มันเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น ฉะนั้น ถ้ามองภาพใหญ่แล้ว ประเทศไทยยังมีหวัง แต่เป็นหวังที่ไม่ใช่การจุดธูปขอแล้ว แต่ต้องออกแรงขับเคลื่อนอีกเยอะเลย” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา