“…พฤติการณ์แห่งคดีตั้งแต่ผู้คัดค้าน (นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์) โทรศัพท์ติดต่อกับนายชาลีไปจนถึงสั่งการทางแอปพลิเคชันไลน์ให้นายชาลีลงคะแนนเลือกผู้สมัครที่ตนต้องการ การกระทำของผู้คัดค้านที่ร่วมมือกับนายชาลี นายภาณุ นายสุรัช นายมนต์ชัย นายยุทธนา นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง ถือเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยตลอด ฟังได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตเพื่อให้ผู้สมัครลงคะแนนให้แก่กัน…”
............................................
เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ศาลฎีกา ได้เผยแพร่คำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 19/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 66/2569 ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง และนายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ ผู้คัดค้าน ในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาว่า นายกำพล กับพวก กระทำทุจริตในการเลือก สว. อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 22 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายกำพล เป็นเวลา 10 ปี
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอพฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำวินิจฉัยของศาลฯในคดีนี้ (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 19/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 66/2569) มีรายละเอียด ดังนี้
@‘ชาลี-พยาน’ซัดทอด‘กำพล’สั่งลงคะแนนฯ แลก 4,500 บ./ราย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้าน (นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์) กระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่
ทางไต่สวนได้ความจากนายภาณุ ศุภชัยวีรกุล ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และผู้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา พยานผู้ร้องว่า เดือนมีนาคม 2567 นายชาลี มาพบพยานที่บ้าน บอกว่าผู้คัดค้าน (นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์) เตรียมหาคนไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละกลุ่มทั่วทั้งจังหวัด เพื่อให้ผู้สมัครเหล่านั้นเลือกบุคคลตามที่ผู้คัดค้านวางแผนไว้
โดยให้นายชาลีหาคนไปสมัครที่อำเภอบางคล้า 7 ถึง 8 คน แบ่งเป็น กลุ่มที่ 3 กลุ่มการศึกษา อันได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นครู อาจารย์ นักวิจัย ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน 3 คน กลุ่มที่ 17 จำนวน 2 คน และกลุ่มที่ 15 จำนวน 3 คน และนายชาลีให้พยานลงสมัครกลุ่มที่ 15 พยาน และผู้สมัครอื่นจะได้รับเงินค่าตอบแทนคนละ 4,500 บาท
ต่อมาก่อนวันรับสมัครประมาณ 2 วัน นายชาลีพาพยานไปที่บ้านของผู้สมัครอื่นที่ติดต่อไว้ล่วงหน้าแล้ว พยานได้รับคำสั่งให้เลือกนายพรศักดิ์ หมายเลข 8 ในการลงคะแนนเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน กลุ่มที่ 15 ซึ่งปรากฏว่านายพรศักดิ์ได้รับเลือกด้วยคะแนนสูงสุด 4 คะแนน ตามประกาศผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอเอกสารหมาย ร.ค.1 หน้า 327
ได้ความจากนายชาลี เจริญสุข ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา พยานผู้ร้องว่า วันที่ 1 มีนาคม 2567 พยานได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากผู้คัดค้าน (นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์) โดยแจ้งให้พยานเตรียมหาบุคคลไปลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา และให้หาคนไปสมัครในอีกหลายอำเภอ
กับให้พยานบอกนายภาณุ ช่วยกันหาคนมาสมัครด้วย หาได้เท่าไรผู้คัดค้านจะสนับสนุนเงินให้บุคคลที่มาสมัคร เพื่อให้ผู้สมัครที่จัดหามาเลือกนายพรศักดิ์และนางสาวปาลาวดี ภริยาผู้คัดค้าน เป็นสมาชิกวุฒิสภา และจะควบคุมการเลือกมิให้นางสาวอภินันท์ภรณ์ ใต้หล้าสถาพร ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วย โดยผู้คัดค้านจะเป็นผู้จ่ายเงินค่าสมัครและค่าตอบแทนพิเศษให้ผู้สมัครเหล่านั้น
พยานติดต่อผู้สมัครให้มาสมัครในอำเภอบางคล้าได้ 5 คน คือ นายสุรัช นายมนต์ชัย นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล นายยุทธนา และนายวันชัย ที่พึ่ง โดยผู้คัดค้านให้พยานไปส่งรายชื่อและรับเงินสด 22,500 บาท ที่บ้านผู้คัดค้าน (นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์) เพื่อมอบเงินดังกล่าวให้ผู้สมัครคนละ 4,500 บาท พยานและนายภาณุ นำเงินไปมอบให้บุคคลทั้งห้าคนละ 4,500 บาท
โดยนายสุรัช ลงสมัครกลุ่มที่ 15 นายมนต์ชัยและนายวันชัย อเนกสุวรรณกุล ลงสมัครกลุ่มที่ 17 นายยุทธนาและนายวันชัย ที่พึ่ง ลงสมัครกลุ่มที่ 20 และพยานให้นายภาณุ ลงสมัครกลุ่มที่ 15 แล้วไปขอรับเงิน 4,500 บาท จากผู้คัดค้าน ก่อนวันเลือกระดับอำเภอ ผู้คัดค้านสั่งให้ผู้สมัครกลุ่มที่ 15 นายสุรัชและนายภาณุ เลือกตัวเองกับนายพรศักดิ์ และสั่งให้ผู้สมัครกลุ่มที่ 20 เลือกตัวเองกับนายเอกชัย เรื่องรัตน์
และในวันเลือกระดับจังหวัด ผู้คัดค้าน สั่งให้เลือกกลุ่มที่ 3 หมายเลข 6 จำนวน 2 คน กลุ่มที่ 11 จำนวน 1 คน กลุ่มที่ 14 หมายเลข 19 กลุ่มที่ 20 หมายเลข 25 ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์
ได้ความจากนายสุรัช สุวัชระกุลธร ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา พยานผู้ร้องว่า ประมาณวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 นายชาลี นายภาณุ และนายมนต์ชัย มาพบพยานที่บ้านนายทวีศิลป์ สุวัชระกุลธร พี่ชายพยาน ติดต่อให้พยานสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยจะให้ค่าใช้จ่ายในการสมัคร 2,500 บาท วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นายชาลี มอบเงิน 2,500 บาท ให้พยานเป็นค่าสมัคร
วันที่ 22 พฤษภาคม 2567 พยานเดินทางไปที่หอประชุมอำเภอบางคล้า และยื่นใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 15 อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ 9 มิถุนายน 2567 พยานไม่ผ่านการเลือกในรอบแรก ส่วนนายพรศักดิ์ได้คะแนนในรอบแรกสูงสุด
ได้ความจาก นายมนต์ชัย โชคเกิดสกุล ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา พยานผู้ร้องว่า นายชาลีโทรศัพท์ ชักชวนให้พยานสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา อำเภอบางคล้า โดยมีค่าสมัครให้ 4,500 บาท และได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้พยานเป็นค่าใช้จ่าย วันที่ 22 พฤษภาคม 2567 พยานเดินทางไปสมัครที่อำเภอบางคล้า กลุ่มที่ 17 ได้หมายเลข 1 และมีนายวันชัย อเนกสุวรรณกุล เป็นผู้สมัครหมายเลข 2
ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับอำเภอ นายชาลี บอกพยานให้เลือกผู้สมัครกลุ่มที่ 20 หมายเลข 8 หมายเลขเดียว การเลือกรอบ 2 ปรากฏว่า พยานได้ 8 คะแนน ส่วนนายวันชัยได้ 7 คะแนน ผ่านการรับเลือกระดับอำเภอเป็นผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด วันที่ 16 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับจังหวัด การลงคะแนนเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน พยานได้ 1 คะแนน ไม่ผ่านการเลือก
ได้ความจากนายวันชัย อเนกสุวรรณกุล ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา พยานผู้ร้องว่า วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 นายชาลีบอกให้พยานสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 17 โดยให้ค่าใช้จ่ายเป็นเงินของผู้คัดค้าน 4,500 บาท และนายชาลีให้เงินแก่นายสุรัช นายมนต์ชัยและนายทวีศิลป์คนละ 4,500 บาท
วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 พยานเดินทางไปที่หอประชุมอำเภอบางคล้า สมัครกลุ่มที่ 17 อำเภอบางคล้า และก่อนการเลือก นายชาลีและนายภาณุบอกพยานว่า ในการเลือกรอบที่ 2 ให้เลือกกลุ่มที่ 15 นายภาณุ หมายเลข 19 และนายพรศักดิ์ หมายเลข 8 และกลุ่มที่ 14 หมายเลข 20 เท่านั้น
ได้ความจากนายวันชัย ที่พึ่ง ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา พยานผู้ร้องว่า วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นายชาลีบอกให้พยานช่วยสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 20 อำเภอบางคล้า และได้ให้ค่าใช้จ่าย 1,000 บาท เป็นค่าใบรับรองแพทย์ วันที่ 17 พฤษภาคม 2567 พยานไปลงชื่อในใบสมัครที่บ้านนายยุทธนา ต่อมานายยุทธนามอบเงินให้พยาน 3,500 บาท โดยบอกว่านายชาลีฝากมาให้เป็นค่าถ่ายรูป
และได้ความจากนายยุทธนา แพน้อย ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามบันทึกถ้อยคำพยานผู้ร้องว่า วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นายชาลีบอกพยานให้ช่วยลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 20 อำเภอบางคล้า ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 นายชาลีและนายภาณุไปพบพยานที่บ้านนำใบสมัครมาให้พยาน วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 พยานเลือกกลุ่มที่ 20 นายวันชัย ที่พึ่ง และเลือกตัวเอง
@‘กำพล’อ้างไม่เคยจ้างวาน-ให้เงิน‘ชาลี’หาคนมาสมัคร‘สว.’
ส่วนผู้คัดค้าน (นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์) อ้างตนเองเป็นพยานเข้าไต่สวนได้ความว่า เดือนมีนาคม 2567 ผู้คัดค้านให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายและวิธีการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาแก่ผู้ที่โทรศัพท์มาสอบถาม รวมถึงนายชาลี ภายใต้เงื่อนไขของระเบียบและกฎหมายที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดออกมายังไม่ชัดเจน
และเป็นการแนะนำที่เกิดขึ้นขึ้นก่อนที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาและประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้ทราบทั่วกันในราชกิจจานุเบกษา
ผู้คัดค้านไม่เคยโทรศัพท์ไปหาผู้ใดเพื่อสั่งการ หรือจ้างวานให้หาคนมาลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามที่ถูกกล่าวหา การร้องเรียนครั้งนี้เป็นกระบวนการกลั่นแกล้งพยาน เป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอยโดยไม่มีรายละเอียดหรือพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหา
ผู้คัดค้านไม่เคยให้เงิน 22,500 บาท แก่นายชาลี ข้อความในการสนทนาเป็นการแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการสมัครรับเลือกและวิธีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้นายชาลีได้รับประโยชน์โดยตรงและเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
ผู้คัดค้านไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาของนายชา จึงไม่มีเหตุที่ผู้คัดค้านจะต้องให้เงินนายชาลีเพื่อไปจ้างบุคคลอื่น ผู้คัดค้านไม่ยืนยันว่าคลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์เป็นเสียงของผู้คัดค้าน คลิปเสียงที่เกิดจากการแอบบันทึกไว้ฝ่ายเดียวเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
และนายฐปนพงศ์ โตหมื่นไวย ประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน เป็นพยานผู้คัดค้านเข้าไต่สวน ได้ความว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน สรุปความเห็นว่า เห็นสมควรยกคำร้องตามรายงานการไต่สวนเอกสารหมาย ร.ค.1 หน้า 400 ถึง 421
ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีคำสั่งให้ไต่สวนเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ซึ่งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนไต่สวนเพิ่มเติมแล้ว คงมีความเห็นให้ยกคำร้องทั้ง 3 ครั้ง ตามรายงานการไต่สวน (เพิ่มเติม) เอกสารหมาย ร.ค.2 หน้า 551 ถึง 559 หน้า 685 ถึง 691 และหน้า 832 ถึง 840 แต่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งเห็นควรให้ส่งฟ้องศาล
@ศาลฯสั่งตัดสิทธิสมัครเลือกตั้ง‘กำพล’ 10 ทุจริตเลือก‘สว.’
เห็นว่า พยานผู้ร้องปากนายชาลี เป็นประจักษ์พยานให้ถ้อยคำและเบิกความยืนยันว่า ผู้คัดค้าน (นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์) ติดต่อให้พยานหาบุคคลมาสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อพยานติดต่อได้นายสุรัช นายยุทธนา นายมนต์ชัย นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง เป็นผู้สมัครแล้ว
ผู้คัดค้านแจ้งให้พยานไปพบที่บ้านผู้คัดค้านซึ่งเปิดเป็นร้านอาหารชื่อ BLOOM@ฉะเชิงเทรา มอบเงินให้พยาน 22,500 บาท แล้วพยานนำเงินไปให้นายสุรัช นายยุทธนา นายมนต์ชัย นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง คนละ 4,500 บาท โดยมีนายภาณุเป็นพยานสนับสนุนว่า ร่วมเดินทางไปกับนายชาลีเพื่อมอบเงินให้แก่นายสุรัช นายมนต์ชัย และนายวันชัย อเนกสุวรรณกุล
แม้นายชาลี จะเป็นผู้ร่วมจัดหาบุคคลไปลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามความประสงค์ของผู้คัดค้าน ซึ่งทำให้บันทึกถ้อยคำ และคำเบิกความของนายชาลี มีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการรับฟังก็ตาม
แต่ผู้ร้อง (กกต.) ยังมีพยานหลักฐานประกอบเป็นคลิปเสียงการสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับนายชาลี ตามแฟลชไดร์ฟ วัตถุพยานหมาย ร.ค.2 หน้า 565/1 และถอดข้อความเสียงสนทนาทางโทรศัพท์เอกสารหมาย ร.ค.2 หน้า 565/2 ถึง 565/11
ดังเช่นข้อความที่ผู้คัดค้านพูดว่า “อันนี้ที่ท่านมาคุยกับผมนะ ในเมื่อท่านจะมาเดินกับผมแล้ว เรื่องตรงนี้ท่านห้ามบอกกับใครเด็ดขาดเพราะว่าผมแค่สั่งลง แล้วรายละเอียดนี้ผมไม่ได้บอกใคร” ตามถอดข้อความเสียงสนทนาทางโทรศัพท์เอกสารหมาย ร.ค.2 หน้า 565/6
“ท่านก็อาจจะคุยกับนายกมนชัยก็ได้ ที่มีคุณสมบัติลง แล้วขอให้ลงกลุ่มอื่นบางคล้า แล้วให้เขาหาคนให้ 10 คน ไอ้เรื่องค่าสมัครไม่เป็นไร” และ “ให้เขาช่วยกับเราคนละครึ่ง ก็เหมือนท่านก็ออกเอง เขาก็ออกเองไง แต่พอท่านออกเองเนี่ย ผมออฟเฟอร์ท่านไง” ตามถอดเสียงสนทนาทางโทรศัพท์เอกสารหมาย ร.ค.2 หน้า 565/2
ซึ่งล้วนเป็นข้อความสนทนาที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาและการตกลงกันอย่างชัดเจนว่า ผู้คัดค้านจะเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนเป็นค่าสมัครแก่ผู้ที่นายชาลีหามา ซึ่งคลิปเสียงนี้ได้รับการตรวจพิสูจน์โดยกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วว่าตรวจไม่พบร่องรอยการตัดต่อแฟ้มข้อมูลเสียง ตามหนังสือแจ้งผลการตรวจพิสูจน์ของกลางเอกสารหมาย ร.ค.2 หน้า 511 ถึง 514
ตลอดจนเมื่อนายชาลีหาผู้สมัครมาได้แล้ว ผู้คัดค้านแจ้งให้นายชาลีไปพบที่บ้าน ซึ่งเป็นร้านอาหาร แล้วมอบเงินให้ 22,500 บาท ก็สอดคล้องกับจำนวนเงินที่นายชาลีแบ่งให้ผู้สมัคร 5 คน คนละ 4,500 บาท
นอกจากนี้ ผู้ร้องยังมีข้อความสั่งการผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ลงวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผู้คัดค้านเรียกนายชาลีไปพบตามภาพถ่ายข้อความเอกสารหมาย ร.ค.2 หน้า 601 และลงวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผู้คัดค้านสั่งให้นายชาลีลงคะแนนเลือกผู้สมัครที่ต้องการซึ่งสอดคล้องกับห้วงเวลาที่มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอและระดับจังหวัดตามภาพถ่ายข้อความเอกสารหมาย ร.ค.2 หน้า 597
และข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ว่า “ช่วยเช็คผู้สมัครบางน้ำเปรี้ยว ของกลุ่ม 1, 2, 4, 5, 8, 12, 13 มีรู้จักใครบ้างครับ ยกเว้นกลุ่ม 9 มาเป็นพันธมิตรตินไขว้ ตอนไขว้ มีกลุ่มละคนสองคนเท่านั้น” ตามภาพถ่ายข้อความเอกสารหมาย ร.ค.2 หน้า 596
“จัดไว้หมดแล้ว ลงตามที่บอก ขอบคุณครับ” “กลุ่ม 3 ลงเบอร์ 6 (2) คน 11 (1 คน) กลุ่ม 14 เบอร์ 19 กลุ่ม 20 เบอร์ 25 ทำ 3 กลุ่ม แค่นั้น” ตามภาพถ่ายข้อความเอกสารหมาย ร.ค.2 หน้า 596 ถึง 597 ซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านติดต่อกับนายชาลีโดยตรง
ประกอบกับนายสุรัช นายมนต์ชัย นายยุทธนา นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง ต่างให้ถ้อยคำและเบิกความยอมรับว่า นายชาลีมาขอให้ช่วยสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยมีค่าใช้จ่ายให้คนละ 4,500 บาท โดยนายสุรัช นายมนต์ชัย นายยุทธนา นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง ไม่ได้ต้องการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเพื่อประสงค์ที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใด
ทั้งทางไต่สวนยังได้ความด้วยว่า ระหว่างวันที่ 3 มิถุนายน 2567 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านใช้โทรศัพท์หมายเลข XX-XXXX-XXXX ของผู้คัดค้านโทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์หมายเลข XX-XXXX-XXXX ของนายชาลี จำนวน 11 ครั้ง
โดยเฉพาะวันที่ 8 มิถุนายน 2567 เวลา 16.27 นาฬิกา เวลา 17.59 นาฬิกา และเวลา 19.24 นาฬิกา ก่อนวันเลือกระดับอำเภอ 1 วัน ถึง 3 ครั้ง และวันที่ 16 มิถุนายน 2567 เวลา 7.26 นาฬิกา และเวลา 7.50 นาฬิกา ในวันเลือกระดับจังหวัด รวม 2 ครั้ง ตามหนังสือเรื่องขอให้ดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติมเอกสารหมาย ร.ค.2 หน้า 733
แสดงว่าผู้คัดค้านและนายชาลีมีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิดระหว่างการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอและระดับจังหวัด
เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านกับนายชาลีมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่า นายชาลีจะกลั่นแกล้งให้ถ้อยคำและเบิกความปรักปรำผู้คัดค้านให้ต้องรับโทษ
ส่วนการที่ผู้ร้องกันนายชาลีไว้เป็นพยาน ก็เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 65 ที่บัญญัติให้ผู้ร้องมีอำนาจดำเนินการได้
และเมื่อพิจารณาบทสนทนาของผู้คัดค้านกับนายชาลี ตามถอดข้อความเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ และข้อความสั่งการทางแอปพลิเคชันไลน์แล้ว เป็นที่เข้าใจได้ว่าผู้คัดค้าน เป็นผู้ชักชวนให้นายชาลีร่วมกระทำการในครั้งนี้
พฤติการณ์ของผู้คัดค้าน (นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์) จึงถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดที่เป็นตัวการสำคัญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ การใช้ดุลพินิจของผู้ร้อง (กกต.) ที่ให้กันนายชาลีไว้เป็นพยานนับได้ว่ามีเหตุผลถ้อยคำและคำเบิกความของนายชาลีจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านไม่มั่นใจว่าข้อความที่ปรากฏในแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้าน และไม่ทราบว่าเป็นการสนทนาระหว่างผู้ใดกับผู้ใด ขณะให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ผู้คัดค้านไม่มีช่องทางติดต่อสื่อสารทางแอปพลิเคชันไลน์กับนายชาลีจึงไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้นั้น ก็ไม่ถือเป็นการปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าทั้งคลิปเสียงการสนทนาและข้อความตามแอปพลิเคชั่นไลน์ไม่ใช่ของผู้คัดค้าน
และผู้คัดค้านก็ไม่ได้นำข้อความที่เคยสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์กับนายชาลีมาหักล้าง โดยอ้างเพียงว่าขณะนี้ไม่มีช่องทางติดต่อสื่อสารทางแอปพลิเคชันไลน์กับนายชาลีเท่านั้น รวมทั้งไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีว่า นายชาลีจัดทำหลักฐานดังกล่าวใส่ร้ายผู้คัดค้านแต่อย่างใด ข้ออ้างของผู้คัดค้านจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
แม้การสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับนายชาลี จะเกิดขึ้นก่อนมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา ตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างก็ตาม
แต่พฤติการณ์แห่งคดีตั้งแต่ผู้คัดค้าน (นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์) โทรศัพท์ติดต่อกับนายชาลีไปจนถึงสั่งการทางแอปพลิเคชันไลน์ให้นายชาลีลงคะแนนเลือกผู้สมัครที่ตนต้องการ
การกระทำของผู้คัดค้านที่ร่วมมือกับนายชาลี นายภาณุ นายสุรัช นายมนต์ชัย นายยุทธนา นายวันชัย อเนกสุวรรณกุล และนายวันชัย ที่พึ่ง ถือเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยตลอด ฟังได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตเพื่อให้ผู้สมัครลงคะแนนให้แก่กัน
เป็นเหตุให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และเจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
ที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองในกลุ่มและเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกันของผู้สมัครรับเลือก เป็นสมาชิกวุฒิสภาตามวิธีการที่กำหนดไว้ซึ่งต้องการบุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป
การกระทำของผู้คัดค้านกับพวกจึงเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 22 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้าน
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ ผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา