
“…3) ส่วน Professional Service fee มีค่าใช้จ่ายที่เป็นลักษณะของค่าแรงในการติดตั้ง ปรับแต่งระบบ ทดสอบระบบ รวมถึงการจัดทำเอกสารต่างๆ ซึ่งส่วนนี้มีราคาค่อนข้างสูงมาก ประมาณ 41% ของราคา Hardware และ Software 4) ส่วน Maintenance Agreement 3 Years เนื่องจากไม่มีราคาตั้งต้นที่ชัดเจน ทำให้การคำนวณราคาบำรุงรักษาอาจจะคลาดเคลื่อน…”
.......................................
สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้พิจารณาวาระการขอรับการสนับสนุนเงินสำหรับพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (IPTV/OTT Box) วงเงิน 186.822 ล้านบาท
โดยการดำเนินการดังกล่าวจะใช้งบในส่วน Hardware, Software, Installation และค่าบำรุงรักษาระบบ 3 ปี ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 ราย และให้นำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักลดหย่อนจากเงินรายได้เพื่อนําไปใช้ในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (เงิน USO) ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ดี ที่ประชุม กสทช. ได้ขอให้สำนักงาน กสทช. ถอนเรื่องออกไป และนำเรื่องดังกล่าวกลับไปทบทวนใหม่ เนื่องจาก กรรมการ กสทช. หลายราย ให้ความเห็นเกี่ยวกับความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณในโครงการนี้ เนื่องจากอาจมีความซ้ำซ้อนกับระบบ Cell Broadcast เดิมที่มีอยู่แล้ว
นอกจากนี้ กรรมการ กสทช. มองว่า ในการจัดทำระบบ Cell Broadcast ผ่านช่องทางกล่อง IPTV/OTT Box นั้น ต้องไม่ใช่การอนุมัติงบให้ผู้ประกอบการเพียง 3 รายเท่านั้น เพราะยังมีผู้ประกอบการรายอื่นๆอีก นั้น (อ่านประกอบ : ‘ติงแบ่งเค้ก'งบเตือนภัย’ผ่านกล่อง'IPTV-OTT Box'186 ล.ให้ 3 ค่ายมือถือ-ไม่เร่งภาคพื้นดิน)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอ เรื่อง ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางอื่น (กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต) ซึ่งสำนักงาน กสทช. นำเสนอต่อ กสทช. ก่อนที่ กสทช. จะมีมติให้สำนักงาน กสทช. ถอนเรื่องดังกล่าวกลับไปทบทวนใหม่ มีรายละเอียด ดังนี้
@อนุมัติงบให้ 3 เจ้า 1,014 ล้าน ทำระบบเตือนภัยผ่าน‘มือถือ’
เรื่อง ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางอื่น (กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต)
ข้อเสนอเพื่อทราบและพิจารณา
1.เพื่อทราบกรณีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขอความอนุเคราะห์สนับสนุนการขยายช่องทางการแจ้งเตือนภัยผ่านช่องทางอื่นๆ อาทิ โทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล สถานีวิทยุกระจายเสียง และกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อให้การบูรณาการระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินให้มีความครอบคลุม มั่นคง และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในภาวะวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล
2.เพื่อพิจารณาการขอรับการสนับสนุนกรอบวงเงินการจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางอื่น (กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต) เฉพาะเงินสนับสนุนในส่วนของ Hardware , Software , Installation และค่าบำรุงรักษาระบบ (MA) จำนวน 3 ปี ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย รวมทั้งสิ้นจำนวน 186,822,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
โดยมีรายละเอียดกรอบวงเงินค่าใช้จ่ายและรายการบัญชีของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) โดยนำมาหักลดหย่อนจากรายได้ที่ต้องจัดสรรเพื่อนำไปใช้ในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน โดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO)
ความเป็นมา
1.กสทช. พิจารณาในการประชุมครั้งที่ 17/2567 เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2567 เรื่อง ระบบการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) (วาระต่อเนื่อง) มีมติ ดังนี้
1) รับทราบการดำเนินการร่วมกันของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการส่วนของ Cell Broadcast Entity (CBE) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการ ในส่วนของระบบ Cloud Server และการเชื่อมต่อระหว่าง Cell Broadcast Entity (CBE) และ Cell Broadcast Center (CBC)
รวมถึงรับทราบรูปแบบการเชื่อมต่อระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) และอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง
2) อนุมัติกรอบวงเงินการจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) เฉพาะเงินสนับสนุนระบบ Cell Broadcast Center (CBC) Core Network Radio Network และค่าบำรุงรักษาระบบ (MA) จำนวน 3 ปี ของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด จำนวน 377,457,744 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จำนวน 375,264,115.54 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
และเห็นชอบรายการบัญชีระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) โดยมีรายละเอียดตามเอกสารที่สำนักงาน กสทช. เสนอ ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ให้ทบทวนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและบำรุงรักษา (MA) ให้มีความสมเหตุสมผล สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการและสถานีฐาน และ นำกลับมาเสนอที่ประชุม กสทช. เพื่อพิจารณาอีกครั้ง
2.กสทช. พิจารณาในการประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2568 เรื่อง ระบบการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) (วาระต่อเนื่อง) มีมติ ดังนี้
อนุมัติกรอบวงเงินการจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) เฉพาะเงินสนับสนุนระบบ Cell Broadcast Center (CBC) Core Network Radio Network และค่าบำรุงรักษาระบบ (MA) จำนวน 3 ปี จำนวน 261,547,376 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และเห็นชอบรายการบัญชีระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จากัด (มหาชน)
โดยมีรายละเอียดกรอบวงเงินค่าใช้จ่ายและรายการบัญชี ตามเอกสารที่สำนักงาน กสทช. เสนอ โดยต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และต้องนำส่งหนังสือของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมายที่รับรองความถูกต้องของรายการและจำนวนค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักลดหย่อนจากค่า USO ดังกล่าวให้แก่สำนักงาน กสทช.
ทั้งนี้ จะต้องลงนามโดยผู้มีอำนาจของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จากัด (มหาชน) ด้วย
@‘ปภ.’ขอสนับสนุนระบบเตือนภัยผ่าน‘ทีวีดิจิทัล-กล่องอินเตอร์เน็ต’
3.ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) แจ้งว่าได้ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายขีดความสามารถของระบบการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast)
พบว่า สามารถขยายการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินโดยการส่งต่อไปช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ได้ เช่น Line, Facebook, Website รวมไปถึง Application ต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการแจ้งเตือนภัยต่อประชาชนให้มีความครอบคลุมมากขึ้น (เอกสารแนบ 1)
4.สำนักงาน กสทช. ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ค.2568 เรื่อง การใช้ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ร่วมกับช่องทางอื่นๆ
โดยมีมติให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย เตรียมความพร้อมทางเทคนิคในการแจ้งเตือนภัยจากระบบ Cell Broadcast ผ่านกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ โดยหาข้อมูลเพิ่มเติมในการแจ้งเตือนภัยจากระบบ Cell Broadcast ผ่าน Application ต่างๆ เช่น Line, Facebook, Website ว่าสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือไม่
5.สำนักงาน กสทช. ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ต.ค.2568 เรื่อง การใช้ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางอื่น
โดยมีมติให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย หารือแนวทางการดำเนินการร่วมกัน ในการขยายการแจ้งเตือนไปยัง Platform อื่นๆ เพิ่มเติม และมีขีดจำกัดในการดำเนินการหรือไม่ รวมถึงงบประมาณในการดำเนินการ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการรับรู้ในการแจ้งเตือนภัยที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะต้องศึกษาแนวทางจากต่างประเทศ
เช่น ประเทศญี่ปุ่น ในการแจ้งเตือนภัยไปยังกล่อง Set Top Box ว่ามีการดำเนินการอย่างไร และจะต้องมีการหารือในประเด็นดังกล่าวร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต่อไป
6.ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย ได้นำส่งแผนการขยายระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน Cell Broadcast ไปยัง Platform อื่นเพิ่มเติม โดยชี้แจงรายละเอียดในส่วนของงบประมาณการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง
7.สำนักงาน กสทช. ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ม.ค.2569 เรื่อง การใช้ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางอื่น
โดยมีมติให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย หารือร่วมกันในการดำเนินการจัดทำแผนภาพรวมของ Full Network Diagram การแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast โดยเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลความจำเป็น คุณสมบัติ และข้อจำกัดเพิ่มเติมในกรณีการดำเนินการจัดทำระบบ Cell Broadcast ผ่านช่องทางอื่น
พร้อมทั้งจำนวนลูกค้าที่ใช้งาน Set top box ในปัจจุบัน พร้อมทั้งปรับลดราคางบประมาณการดำเนินการระบบ Cell Broadcast ผ่านช่องทางอื่นลงตามความจำเป็นและความเหมาะสม
8.สำนักงาน กสทช. ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย เมื่อวันศุกร์ที่ 6 ก.พ.2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำแผนภาพรวมของ Full Network Diagram การแจ้งเตือนภัยระบบ Cell Broadcast ผ่านช่องทางอื่น
โดยให้เพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลความจำเป็น คุณสมบัติ และข้อจำกัดเพิ่มเติมในกรณีการดำเนินการจัดทำระบบ Cell Broadcast ผ่านช่องทางอื่น พร้อมทั้งจำนวนลูกค้าที่ใช้งาน Set top box ในปัจจุบัน และนำส่งให้สำนักงาน กสทช. ภายในวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.2569 เพื่อรวบรวมเสนอที่ประชุม กสทช. เพื่อพิจารณาต่อไป
9.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีหนังสือ ที่ มท 0610/6046 ลงวันที่ 27 มี.ค.2569 ขอความอนุเคราะห์สำนักงาน กสทช. สนับสนุนการขยายช่องทางการแจ้งเตือนภัยผ่านช่องทางอื่นๆ
อาทิ โทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล สถานีวิทยุกระจายเสียง และกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อให้การบูรณาการระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินให้มีความครอบคลุม มั่นคง และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในภาวะวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดความสมบูรณ์และเป็นไปตามมาตรฐานสากล
เนื่องจากระบบการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นช่องทางหลักที่สามารถส่งข้อความถึงประชาชนในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว แต่ระบบดังกล่าวยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ต้องพึ่งพาความพร้อมของอุปกรณ์สื่อสารส่วนบุคคลและสัญญาณเครือข่ายเป็นสำคัญ
ในหลายกรณีประชาชนอาจไม่ได้รับการแจ้งเตือน เนื่องจากปิดเครื่องโทรศัพท์ อยู่ในจุดอับสัญญาณ ไม่ได้พกพาอุปกรณ์ติดตัว โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กหรือใช้อุปกรณ์ที่ไม่รองรับการตั้งค่ารับข้อความแจ้งเตือน ซึ่งส่งผลให้การสื่อสารในภาวะวิกฤต อาจไม่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดดังกล่าวและยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินของประเทศให้มีความมั่นคงตามมาตรฐานสากล จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มช่องทางอื่นๆ ที่สามารถแจ้งเตือนประชาชน และเข้าถึงประชาชนผู้อยู่อาศัยภายในบ้านระดับครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
@‘3 ค่าย’เสนอของบ‘เท่ากัน’ 62.27 ล.ทำระบบเตือนภัยผ่าน‘กล่องฯ’
ข้อเท็จจริง
1.สำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และช่วยสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะและความมั่นคงของประเทศ
โดยในปัจจุบันการแจ้งเตือนภัยพิบัติในการเข้าถึงประชาชนเฉพาะผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะมีเพียงข้อความสั้น (SMS) และระบบ Cell Broadcast เท่านั้น ซึ่งการจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน Cell Broadcast ผ่านช่องทางอื่น จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการแจ้งเตือนเพื่อให้ครอบคลุมการแจ้งเตือน ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงข่ายเพียงช่องทางเดียวและเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชนในช่วงวิกฤต
2.ในปัจจุบันผู้บริโภคนิยมรับชมเนื้อหาผ่านกล่องรับสัญญาณมากกว่าการรับชมผ่านทีวีภาคพื้นดิน โดยจำนวนผู้ใช้งานผ่าน Set top box มีประมาณ 5 ล้านครัวเรือน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเขตเมืองและครอบครัวทั่วไป เนื่องจากการมีข้อมูลในการใช้งานผ่านกล่อง OTT (Over-The-Top) หรือกล่อง Android TV เพื่อเชื่อมต่อกับ Smart TV และ Non-Smart TV เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถแสดงได้ทั้งข้อความและเสียงเตือนแสดงผลบนหน้าจอโทรทัศน์
3.ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย มีการหารือเกี่ยวกับการจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน Cell Broadcast ผ่านช่องทางอื่นร่วมกัน โดยมีองค์ประกอบการดำเนินการ ดังภาพประกอบที่ 1
(ภาพประกอบที่ 1)
-หน่วยงานภาครัฐซึ่งมีหน้าที่แจ้งเหตุเตือนภัย เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมอุตุนิยมวิทยา จะนำส่งข้อมูลรายละเอียดการแจ้งเตือนเข้าสู่ระบบ Cell Broadcast Entity (CBE) โดยการกำหนดข้อความในการแจ้งเตือนและพิกัดการแจ้งเตือน
-Cell Broadcast Entity (CBE) จะทำการส่งการแจ้งเตือนไปยังโครงข่ายผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย ผ่าน 2 ช่องทาง ดังนี้
(1) ช่องทางหลัก ส่งไปยัง Cell Broadcast Center (CBC) ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง ๓ ราย ไปยังเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 4G และ 5G
(2) ช่องทางเสริมผ่าน Set top box โดยการส่งไปยัง TV Expander Module เพื่อประมวลผล ก่อนส่งไปยัง Set top box ในพื้นที่เป้าหมาย
4.สถานะปัจจุบันของการดำเนินการระบบแจ้งเตือนภัยผ่านกิจการโทรทัศน์และกิจการกระจายเสียง สรุปได้ ดังนี้
4.1 กิจการโทรทัศน์
ในส่วนของระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 38/2568 (ต่อเนื่อง) เมื่อวันที่ 23-24 ธ.ค.2568 มีมติรับทราบรายงานผลการศึกษาและเตรียมการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน (Emergency Warning System : EWS) ผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล
พร้อมทั้งเห็นชอบในหลักการต่อแนวทางตามรายงานผลการศึกษาดังกล่าว ซึ่งรวมถึงแนวทางการสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ที่มีความพร้อมในส่วนของอุปกรณ์ฝั่งโครงข่ายในการรองรับระบบ EWS
โดยจะสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาระบบ API (Application Programming Interface) และการจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลการแจ้งเตือนภัยจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุนฯ) ทั้งนี้ ได้จัดทำร่างขอบเขตของงาน (TOR) และรายละเอียดงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการกระบวนการตามระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ
ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. มีการทดสอบระบบ EWS ผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลในระบบเปิด (แจ้งเตือนจริงบนหน้าจอโทรทัศน์) ร่วมกับสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.)
โดยจะมีการทดลองทดสอบบนโครงข่ายที่ออกอากาศจริง ซึ่งจะต้องมีการประสานงานกับช่องรายการเกี่ยวกับพื้นที่ ช่วงเวลาและระยะเวลาในการทดลองทดสอบ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบล่วงหน้าเช่นเดียวกับการทดสอบระบบการแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast)
4.2 กิจการกระจายเสียง
สำนักงาน กสทช. ได้จัดทำขั้นตอนมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่ (Standard Operating Procedure : SOP) เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงดำเนินการแจ้งเตือนภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ ในส่วนของระบบแจ้งเตือนภัยผ่านกิจการกระจายเสียงระบบ FM เนื่องจากเป็นระบบแอนะล็อก
จึงมีความซับซ้อนและรายละเอียดที่แตกต่างไปจากกิจการอื่น ๆ ในระบบดิจิทัล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางที่เป็นไปได้และเทคโนโลยีในการแจ้งเตือนภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน (EWS) ผ่านกิจการกระจายเสียงระบบ FM โดยเมื่อมีผลการศึกษาและแนวทางที่ชัดเจน จะจัดทำโครงการเพื่อเสนอต่อที่ประชุม กสทช. โดยคาดว่าจะดำเนินการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ต่อไป
5.แผนภาพเปรียบเทียบการทำงานของระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางอื่น และระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน (Emergency Warning System : EWS) แสดงดังภาพประกอบที่ 2
(ภาพประกอบที่ 2)
6.ความพร้อมในการแจ้งเตือนภัยผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ ของประเทศไทย มีดังนี้

7.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ทำการทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ระดับประเทศ (Nationwide Test) เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2569 ซึ่งผลการสอบถามจากการสำรวจของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากกลุ่มเป้าหมาย 9,247 คน
พบว่า ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนในรูปแบบเสียงมากสุดคิดเป็นร้อยละ 91.56 รูปแบบข้อความร้อยละ 79.68 และรูปแบบสั่นร้อยละ 49.68 โดยมีผู้ที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนคิดเป็นร้อยละ 7.79
เนื่องจากปัญหาระบบปฏิบัติการที่ไม่ได้อัปเดต ระบบสัญญาณของเครือข่าย และรุ่นของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งได้ดำเนินการแก้ไขและพัฒนาเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ความไม่สงบ เหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และความคาดหวังของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8.ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 รายได้นำส่งค่าใช้จ่ายงบประมาณการจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางอื่น ดังนี้
8.1 บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด มีหนังสือ ที่ AWN.PA066/2569 ลงวันที่ 10 ก.พ.2569 นำส่งข้อมูลเพิ่มเติมโครงการพัฒนาระบบ Cell Broadcast Center (CBC) จำนวน 62,274,000 บาท และระยะเวลาในการดำเนินการโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน โดยมีรายละเอียดของการดำเนินการ ดังนี้

8.2 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ เอ็นที/42 ลงวันที่ 13 ก.พ.2569 นำส่งข้อมูลจากการประชุมหารือเรื่องระบบการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) จำนวน 62,274,000 บาท

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงว่า การขอให้ปรับลดราคางบประมาณการดำเนินการระบบ Cell Broadcast ผ่านช่องทาง IPTV ลงนั้น เป็นการพิจารณาจากโครงสร้างต้นทุน ซึ่งเป็นการคำนวณราคาในรูปแบบ “การลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานส่วนกลาง” (Centralized Infrastructure Investment) มิใช่การคำนวณราคาตามปริมาณอุปกรณ์ปลายทาง (Per-Device Model)
8.3 บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด มีหนังสือ ที่ TUC/H/REG/142/2569 ลงวันที่ 10 ก.พ.2569 ที่ TUC/H/REG/181/2569 ลงวันที่ 18 ก.พ.2569 นำส่งข้อมูลระบบการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) จำนวน 62,274,000 บาท

@‘สำนักงานฯ’หนุนทำระบบเตือนภัยผ่าน‘กล่องฯ’ลดความเสี่ยง
ความเห็นของสำนักงาน
1.สำนักงาน กสทช. เห็นว่าการจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางอื่น (กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต) เป็นการบูรณาการระบบการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย ให้มีความครอบคลุมและลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
รวมถึงลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงข่ายเพียงช่องทางเดียวและเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชนในช่วงวิกฤต ซึ่งสอดคล้องตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ขอความอนุเคราะห์มาในครั้งนี้
โดยโครงการนี้ครอบคลุมการขยายขีดความสามารถของระบบ CBC เดิมในเชิงหน้าที่การทำงาน (CBC Functional Extension–Core System Enhancement) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับ CBC จากระบบกระจายข้อความฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงช่องทางเดียว
ไปสู่การเป็น Multi-Channel Broadcast Hub ที่สามารถส่งข้อความแจ้งเตือนหนึ่งข้อความ (Single Alert) ไปยังหลายแพลตฟอร์มที่มีสถาปัตยกรรมแตกต่างกันได้พร้อมกัน (Synchronized Delivery across Heterogeneous Platforms)
หัวใจสำคัญของการขยายขีดความสามารถนี้ คือการรักษา ความสอดคล้องของข้อความและเวลาในการแจ้งเตือน (Message Consistency & Timing Synchronization) เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อความแจ้งเตือนเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน แม้จะใช้โปรโตคอลและโครงข่ายที่แตกต่างกัน
การออกแบบให้ CBE เชื่อมต่อกับ CBC เพียงจุดเดียว จะช่วยลดจำนวนจุดเชื่อมต่อในฝั่งต้นน้ำ (Upstream Integration) และย้ายความซับซ้อนทางเทคนิคไปจัดการในฝั่ง CBC ซึ่งเป็นศูนย์กลางการควบคุม (Downstream: CBC & TV Expander) ส่งผลให้โครงสร้างระบบมีความเป็นมาตรฐาน เสถียร และง่ายต่อการบริหารจัดการในระยะยาว
รูปแบบการดำเนินงานของโครงการนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Centralized Alert Creation with Distributed Multi-Channel Delivery โดยใช้ CBC เป็นศูนย์กลางในการควบคุมและกระจายข้อความแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินไปยังทุกช่องทาง เพื่อให้การบริหารจัดการมีความเป็นเอกภาพ ลดความซับซ้อน และเพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบ
โครงการขยายขีดความสามารถระบบแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน (CBC Expansion) มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการยกระดับความปลอดภัยสาธารณะของประเทศในยุคที่การพึ่งพาเครือข่ายหรืออุปกรณ์สื่อสารเพียงช่องทางเดียวไม่สามารถรับประกันการเข้าถึงประชาชนได้อย่างครอบคลุมและต่อเนื่องในทุกสถานการณ์
การพึ่งพาอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงอย่างเดียว มีข้อจำกัดทั้งด้านพฤติกรรมการใช้งานของประชาชน ความพร้อมของอุปกรณ์ และความเสถียรของโครงข่ายในช่วงเวลาวิกฤต ส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ภายในที่พักอาศัย ผู้สูงอายุ และเด็ก อาจไม่ได้รับการแจ้งเตือนอย่างทันท่วงที
การขยาย Additional Broadcast Channel ผ่าน IPTV/OTT Box โดยใช้ CBC เดิมเป็นศูนย์กลางการกระจายข้อความฉุกเฉิน จึงเป็นแนวทางที่มีความจำเป็นและเหมาะสม ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงเทคนิค เนื่องจากสามารถขยายการเข้าถึงไปสู่ระดับครัวเรือน เพิ่มความซ้ำซ้อนของช่องทางสื่อสาร และยกระดับประสิทธิภาพในการรับรู้และตอบสนองของประชาชน
ขณะเดียวกัน การออกแบบให้ CBE เชื่อมต่อกับ CBC เพียงช่องทางเดียว และจัดการความซับซ้อนทั้งหมดไว้ที่ CBC และ TV Expander ช่วยลดความเสี่ยงด้านการบูรณาการระบบ ลดภาระการปฏิบัติงานของหน่วยงานต้นทาง และสร้างสถาปัตยกรรมระบบที่มีความเป็นมาตรฐาน มั่นคง และสามารถขยายต่อได้ในอนาคต
ด้วยเหตุผลดังกล่าว โครงการ CBC Expansion จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางการสื่อสาร แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็น เพื่อยกระดับระบบแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินของประเทศให้มีความครอบคลุม เชื่อถือได้ และสอดคล้องกับบทบาทของ กสทช. ในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและความปลอดภัยของประชาชนในระยะยาว
2.กรณีผลกระทบต่อกรอบวงเงินค่า USO ภายใต้แผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน
โดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมนั้น พบว่าการอนุญาตให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงและพัฒนาระบบ ตามข้อ 3.6.2 (1) (1.1) มาหักลดหย่อนจากค่า USO จะไม่กระทบต่อจำนวนเงินค่า USO สำหรับนำไปใช้ดำเนินการตามแผน USO ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2566 - 2568) เนื่องจากเป็นต้นทุนทางตรงและเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนครั้งเดียว (One time Investment)
โดยเห็นควรให้นำมาหักลดหย่อนจากค่า USO ได้ตามที่จ่ายจริงเท่านั้น และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อ 4 ของประกาศ ฯ ทั้ง 3 ข้อ คือ
1) ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงในรอบบัญชีใด ให้นำมาหักลดหย่อนจากค่า USO ได้ในรอบปีบัญชีนั้น
2) ค่าใช้จ่ายที่ กสทช. เห็นชอบให้นำมาหักลดหย่อนจากค่า USO ในแต่ละรอบปีบัญชีเมื่อรวมกันแล้วทั้งหมดต้องเป็นจำนวนเงินไม่เกินร้อยละ 15 ของค่า USO ในรอบปีบัญชีนั้น และเป็นจำนวนเงินประมาณไม่เกิน 200 ล้านบาทต่อปี และ
3) ต้องนำส่งหนังสือของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมายที่รับรองความถูกต้องของรายการและจำนวนค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักลดหย่อนจากค่า USO ดังกล่าวให้แก่สำนักงาน กสทช.
@‘สำนักงานฯ’ตั้งข้อสังเกต‘ค่าแรงติดตั้ง-ทดสอบระบบ’ค่อนข้างสูง
3.การสนับสนุนงบประมาณการจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางอื่น (กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต) เป็นการสนับสนุนสำหรับการปรับปรุงระบบและจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม เพื่อให้ระบบที่มีอยู่ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถให้บริการระบบดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเป็นการสนับสนุนเพียงครั้งเดียว
อย่างไรก็ตาม จากข้อเสนอค่าใช้จ่ายงบประมาณการจัดทำระบบดังกล่าวของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย สำนักงาน กสทช. มีข้อสังเกตในแต่ละส่วนสรุปได้ ดังนี้
1) ส่วน Software CBC Enhancement System Module Development ไม่ได้อธิบายรายละเอียดอุปกรณ์เกี่ยวกับยี่ห้อและเวอร์ชั่นของ CBC Enhancement Platform มีเพียงรายชื่อฟังค์ชั่นการทำงานเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถเข้าใจถึงการทำงานของซอฟต์แวร์ดังกล่าวโดยละเอียด ตาม System module ที่เสนอมาว่ามีรายละเอียดราคาแยกย่อยได้อย่างไร
2) ส่วน Software Usage License มีการคำนวณค่าลิขสิทธิ์การใช้งานแยกออกมาจากส่วนที่ 1) ที่มีราคา Module ต่อการใช้งานแล้ว
3) ส่วน Professional Service fee มีค่าใช้จ่ายที่เป็นลักษณะของค่าแรงในการติดตั้ง ปรับแต่งระบบ ทดสอบระบบ รวมถึงการจัดทำเอกสารต่างๆ ซึ่งส่วนนี้มีราคาค่อนข้างสูงมาก ประมาณ 41% ของราคา Hardware และ Software
4) ส่วน Maintenance Agreement 3 Years เนื่องจากไม่มีราคาตั้งต้นที่ชัดเจน ทำให้การคำนวณราคาบำรุงรักษาอาจจะคลาดเคลื่อน รวมถึงไม่ได้กำหนด SLA ที่ชัดเจน และไม่มีการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินระดับ 24x7 หรือการรับประกัน Uptime (เช่น 99.99%)
สำนักงาน กสทช. จึงเห็นควรเสนอที่ประชุม กสทช. ดังนี้
1) เพื่อทราบกรณีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอความอนุเคราะห์สนับสนุนการขยายช่องทาง การแจ้งเตือนภัยผ่านช่องทางอื่น ๆ อาทิ โทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล สถานีวิทยุกระจายเสียง และกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อให้การบูรณาการระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินให้มีความครอบคลุม มั่นคง และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในภาวะวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล
2) เพื่อพิจารณาการขอรับการสนับสนุนกรอบวงเงินการจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางอื่น (กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต) เฉพาะเงินสนับสนุนในส่วนของ Hardware , Software , Installation และค่าบำรุงรักษาระบบ (MA) จำนวน 3 ปี ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย รวมทั้งสิ้นจำนวน 186,822,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
โดยกรอบวงเงินค่าใช้จ่ายและรายการบัญชีของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) นั้น ให้นำมาหักลดหย่อนจากรายได้ที่ต้องจัดสรรเพื่อนำไปใช้ในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน โดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO)
เหล่านี้เป็นรายละเอียดวาระพิจารณาข้อเสนอ ‘เรื่อง ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางอื่น (กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต)’ ซึ่ง กสทช. มีมติให้ ‘สำนักงาน กสทช.’ ถอนเรื่องออกไป และนำไปทบทวนใหม่ ทั้งนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า สำนักงาน กสทช. จะนำเสนอเรื่องกลับมาอีกครั้งเมื่อไหร่ และบทสรุปจะเป็นอย่างไร?
อ่านประกอบ :
‘ติงแบ่งเค้ก'งบเตือนภัย’ผ่านกล่อง'IPTV-OTT Box'186 ล.ให้ 3 ค่ายมือถือ-ไม่เร่งภาคพื้นดิน
‘บอร์ด กสทช.’ไฟเขียวพัฒนาระบบแจ้งเตือน‘ภัยพิบัติ’ผ่านโครงข่าย‘ทีวีดิจิทัล’

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา