
“...ข้อมูลที่ว่ามีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแต่ไม่ได้ลงทะเบียน ออกเสียงประชามตินอกเขตมากถึง 812,369 คน มิได้แสดงว่าบุคคลจํานวนดังกล่าวที่ไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตเนื่องจากระบบการยื่นคําขอทางอินเทอร์เน็ตมีเหตุขัดข้องแต่อย่างใด...”
สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 122/2569 หมายเลขแดงที่ 165/2569 ระหว่างนางสาวอุษณีษ์ ปฐพีศรีกิจส เลิศรัตนานนท์ (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ 1 และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) ที่ 2 (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ถูกฟ้องทั้งสองกําหนดวันยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขตทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไว้เพียง 3 วัน
อ่านข่าวประกอบ : ‘ศาล ปค.’ยกฟ้อง คดี‘กกต.’เปิดลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียง‘ประชามติ’นอกเขตล่วงหน้า แค่ 3 วัน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขอนำคำพิพากษาศาลปกครองกลางฉบับเต็มในกรณีดังกล่าวมาเสนอเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำมาเป็นข้อระมัดระวัง เพื่อรักษาสิทธิ์ รวมถึงผู้รับผิดชอบโดยตรง คือ กกต. สามารถนำไปปรับปรุง-แก้ไข โดยยึดหลักการอำนวยความสะดวก-ไม่ตกเป็นภาระประชาชนในอนาคต
@ เปิดลงทะเบียนประชามตินอกเขตเพียง 3 วัน
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีมีที่อยู่ตามทะเบียนราษฎรที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่อาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และเป็นผู้มีหน้าที่ออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และออกเสียงประชามติ ตามมาตรา 50 (7) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กําหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัครรับเลือกตั้ง วันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและสถานที่ที่พรรคการเมือง จะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 กําหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 8.00 - 17.00 นาฬิกา เป็นวันเลือกตั้ง
ต่อมา ได้มีประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดวันออกเสียงประชามติ ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2568 กําหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติ โดยผู้ฟ้องคดี มีความจําเป็นที่จะต้องใช้สิทธินอกเขต ทั้งการออกเสียงเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ
แต่ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้จัดให้มีการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตแยกออกจากกัน โดยกําหนดให้ยื่นคําขอลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า นานถึง 17 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 แต่กําหนดให้ยื่นคําขอลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต เพียง 3 วัน คือ วันที่ 3 – 5 มกราคม 2568 เท่านั้น
และการประชาสัมพันธ์เรื่องดังกล่าวไม่ทั่วถึง ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคําขอลงทะเบียน ออกเสียงประชามตินอกเขตทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบลงทะเบียนได้ เพราะมีผู้เข้าใช้งานจํานวนมาก
@ ควรจัดให้การยื่นลต.ล่วงหน้า-ประชามตินอกเขตคราวเดียวกัน
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีหน้าที่อํานวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ในการทํหน้าที่ใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ จึงควรจัดให้มีการยื่นคําขอลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและยื่นคําขอลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตในคราวเดียวกัน
แต่กลับจัดให้มีการยื่นคําขอแยกออกจากกัน และการที่กําหนดให้ยื่นคําขอลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต เพียง 3 วัน ส่งผลให้ชั่วโมงท้าย ๆ ในวันสุดท้ายของการยื่นคําขอผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีผู้เข้าใช้ระบจํานวนมาก ทําให้ไม่สามารถเข้าระบบเพื่อยื่นคําขอได้ เนื่องจากระบบไม่สามารถรองรับผู้ลงทะเบียนเป็นจํานวนมากได้
หากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกําหนดวันยื่นคําขอลงทะเบียนให้นานกว่านี้หรือขยายระยะเวลาการยื่นคําขอลงทะเบียนตามที่ได้มีการร้องขอ จะไม่เกิดปัญหาดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย จึงมีผู้ยื่นคําขอลงทะเบียนออกเสียง ประชามตินอกเขตน้อยกว่าผู้ยื่นคําขอลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าถึง 812,369 คน
@ หวั่น แจ้งเท็จ-ผิดอาญา-เป็นภาระ
นอกจากนั้น กรณีที่ผู้ยื่นคําขอลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้แจ้งเหตุจําเป็นที่ทําให้ไปเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้ แต่ต่อมาบุคคลผู้นั้นได้ไปออกเสียงประชามติที่หน่วยออกเสียงประชามติของตนเองในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากไม่สามารถยื่นคําขอลงทะเบียนออกเสียงประชามติทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เพราะระบบขัดข้องจะเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานซึ่งอาจเป็นความผิดทางอาญาได้
และการที่ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถยื่นคําขอลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เพราะระบบขัดข้อง ทําให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิในการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
อีกทั้งเป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีมีภาระต้องไปแจ้งเหตุที่ไปออกเสียงประชามติไม่ได้ และอาจถูกตัดสิทธิ ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ทั้งที่ไม่ใช่เกิดจากความบกพร่องของผู้ฟ้องคดี
@ ขอศาลปค.สั่ง เปิดลงทะเบียนรอบเก็บตก ก่อน 8 ก.พ.69
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกําหนดวันยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขตทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไว้เพียง 3 วัน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงนําคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ดังนี้
1. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปิดระบบลงทะเบียนประชามตินอกเขตทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอีกครั้งเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนอื่น ๆ ที่ตกหล่นสามารถลงทะเบียนได้ก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
2. ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาโดยเร่งด่วนตามข้อ 49/2 แห่งระเบียบของ ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543
@ ติด เงื่อนเวลา ลงทะเบียนฯ ก่อนลต.ไม่น้อยกว่า 30 วัน
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ก่อนที่จะมีประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กําหนด วันและเวลายื่นคําขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขต ออกเสียงนอกราชอาณาจักร และการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงสําหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 2 มกราคม 2569
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้เตรียมการประชาสัมพันธ์ การเปิดรับลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามติ ระหว่างวันที่ 3 - 5 มกราคม 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
(1) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้จัดประชุมชี้แจงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 - 16.00 นาฬิกา ได้เชิญสื่อมวลชน ได้แก่ สื่อโทรทัศน์ สื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ เข้าร่วมประชุม
(2) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ประธานผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พร้อมคณะได้ไปสังเกตการณ์การรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง กรุงเทพมหานคร และได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเปิดรับลงทะเบียนการออกเสียงประชามตินอกเขต ที่เปิดรับสมัคร ระหว่างวันที่ 3 - 5 มกราคม 2569
(3) จัดทําข่าวประชาสัมพันธ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เกี่ยวกับกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นชอบแผนการจัดการออกเสียงประชามติที่กําหนดวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งหลังจากมีประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ฉบับลงวันที่ 2 มกราคม 2569 ได้มีการประชาสัมพันธ์หลายช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 www.ect.go.th เฟซบุ๊ก ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และประชาสัมพันธ์ในกลุ่มแอปพลิเคชั่นไลน์เกี่ยวกับประเด็นคําถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
รวมถึงจัดทําข่าวประชาสัมพันธ์ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พร้อมทั้งตอบประเด็นคําถามมาโดยตลอดว่าเพราะเหตุใดจึงกําหนด วันลงทะเบียนยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนเสียงประชามตินอกเขตไว้เพียง 3 วัน อันเนื่องมาจากได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงได้กําหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 188 วรรคหนึ่ง กําหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กําหนดวันออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งเป็นวันเดียวกัน ทุกแห่งไม่เกินหนึ่งวัน และมีระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง โดยวันสุดท้ายของการลงทะเบียนต้องก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ประกาศกําหนดวันและเวลายื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งในราชกิจจานุเบกษา โดยกําหนดให้มีการยื่นคําขอทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (เฉพาะการออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง และการออกเสียงลงคะแนนนอกราชอาณาจักร) ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569
@ ขยายเวลากระทบจัดทำบัญชี-วันสุดท้ายระบบล่าช้า
จากนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดวันออกเสียงประชามติ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 กําหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนออกเสียงประชามติ โดยอาศัยอํานาจตามมาตรา 11 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
โดยคณะรัฐมนตรีเห็นว่า เพื่อเป็นการประหยัดและใช้งบประมาณแผ่นดินโดยคุ้มค่า เป็นการอํานวยความสะดวกแก่ประชาชนมากที่สุด รวมทั้งเป็นการช่วยลดภาระของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ต้องดําเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่แตกต่างกัน จึงได้กําหนดวันลงคะแนนออกเสียงประชามติและเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป
ประกอบระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่กําหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568 ข้อ 105 กําหนดว่า ภายใต้บังคับมาตรา 41 แห่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อคณะกรรมการได้ประกาศกำหนดระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งแล้ว ให้คณะกรรมการประกาศกําหนดระยะเวลาการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตออกเสียงโดยให้มีห้วงระยะเวลาเดียวกันกับระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งขณะนั้นเหลือระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง เพียง 4 วัน คือ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงได้เร่งรัดให้มีการประกาศกําหนดระยะเวลาการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงประชามติ โดยต้องคํานึงถึงการให้มีห้วงระยะเวลาเดียวกันกับระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนวันเลือกตั้งตามที่กฎหมายกําหนด และต้องให้สํานักบริหารการทะเบียนได้มีเวลาในการเปิดระบบให้มีการลงทะเบียน ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วย
จึงได้ประกาศกําหนดระยะเวลามีการยื่นคําขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงประชามติทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 โดยระบบจะปิดอัตโนมัติในวันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 24.00 นาฬิกา ตามเวลาประเทศไทย ในวันที่ 2 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่ นายกรัฐมนตรีประกาศกําหนดวันออกเสียงประชามติ
เมื่อสิ้นสุดระยะเวลายื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามติ นอกเขต ออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร และที่ออกเสียงประชามติสําหรับคนพิการหรือ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุแล้ว นายทะเบียนอําเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นจะต้องจัดทําร่างประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ โดยนําข้อมูลผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขต ออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร และที่ออกเสียงประชามติสําหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ใส่ไว้ในช่องหมายเหตุในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ ออกเสียงประชามติในหน่วยออกเสียงประชามติที่เป็นหน่วยเดียวกับหน่วยเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ให้คณะกรรมการการออกเสียงประจําเขตออกเสียงประชามติพิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จก่อนวันออกเสียงประชามติไม่น้อยกว่า 25 วัน และปิดประกาศไว้ ณ ที่ออกเสียงหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่ออกเสียงหรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวกในการตรวจสอบ และให้แจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติในทะเบียนบ้านไปยังเจ้าบ้านให้ทราบก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่า 20 วัน
ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไข เพิ่มเติม ประกอบข้อ 24 และข้อ 28 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กําหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568 ซึ่งได้ประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติไปแล้ว เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 และได้แจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติในทะเบียนบ้านไปยังเจ้าบ้านแล้ว เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569
หากจะต้องขยายระยะเวลาการลงทะเบียนจะมีผลกระทบการจัดทําบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติที่เป็นหน่วยเดียวกับหน่วยเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งประเทศของสํานักทะเบียนอําเภอ และสํานักทะเบียนท้องถิ่นที่จะต้องดําเนินการตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด และในวันที่ 5 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการยื่นคําขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงประชามติทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไม่มีเหตุขัดข้องใด แต่อาจมีความล่าช้าของระบบ หากมีผู้ลงทะเบียนในห้วงเวลาเดียวกันเป็นจํานวนมาก ซึ่งเป็นปกติของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
โดยหลังปิดการออกเสียงลงคะแนน มีจํานวนผู้ลงทะเบียนออกเสียง ประชามติ ข้อมูล ณ วันที่ 5 มกราคม 2569 ดังนี้
(1) จํานวนผู้ลงทะเบียนทางอินเทอร์เน็ต 1,493,253 คน (2) จํานวนผู้ลงทะเบียนสํานักทะเบียน 9,515 คน จํานวนรวมทั้งสิ้น 1,502,768 คน
@ ไม่ถือว่าให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ
ทั้งนี้ ไม่มีการร้องเรียนระบบลงทะเบียนทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่อาจมีกรณีการลงทะเบียนไม่ครบถ้วนตามขั้นตอน เช่น ไม่ได้กดยืนยันข้อมูล เป็นต้น ทําให้ลงทะเบียนไม่สําเร็จ ซึ่งกรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ระบบจะขึ้นข้อความประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประสงค์จะลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงประชามติ ให้ยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงประชามติด้วย
และผู้ฟ้องคดีไม่สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงประชามติได้ตามระยะเวลาที่กําหนด ผู้ฟ้องคดีย่อมสามารถไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในหน่วยออกเสียงประชามติที่ผู้ฟ้องคดีมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติในวันออกเสียงประชามติ
โดยไม่ถือว่าการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนวันเลือกตั้งเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
เนื่องจากตามมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และข้อ 197 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ระบุว่า “ประสงค์จะใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง” ซึ่งหมายความว่า กฎหมายได้กําหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อํานวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประสงค์จะใช้สิทธิ ออกเสียงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนวันเลือกตั้งได้
แต่หากผู้ฟ้องคดีไม่สะดวกที่จะไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันออกเสียง ประชามติ ผู้ฟ้องคดีสามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติได้ก่อนวันออกเสียงประชามติหรือภายใน 7 วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติ
ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และข้อ 15 ของระเบียบ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กําหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568
โดยสามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติได้โดยการทําเป็นหนังสือ หรือ ทางไปรษณีย์ หรือแจ้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยสามารถแจ้งเหตุได้ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ของสํานักบริหารการทะเบียน หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote เมื่อผู้ฟ้องคดีแจ้งเหตุแล้วจะไม่ถูกจํากัดสิทธิตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย การออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
จึงเห็นได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ได้ดําาเนินการเป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามที่กฎหมายกําหนดไว้ทุกประการ ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การในทํานองเดียวกันกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
@ ย้ำขยายวันลงทะเบียนลงประชามตินอกเขตได้
ศาลไต่สวนคู่กรณีได้ความดังนี้
ผู้ฟ้องคดีให้ถ้อยคําต่อศาลมีสาระสําคัญเช่นเดียวกับคำฟ้อง และเพิ่มเติมว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กําหนดวันยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขตทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 3 - 5 มกราคม 2569 ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กําหนดวันและเวลายื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนประชามตินอกเขต ออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร และที่ออกเสียงประชามติสําหรับคนพิการและทุพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ลงวันที่ 2 มกราคม 2569 นั้น เป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจาก ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีหน้าที่อํานวยความสะดวกตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมายกําหนดให้กับผู้ที่มีสิทธิในการออกเสียงประชามติได้เข้าร่วมในการออกเสียงประชามติ
แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กําหนดให้มีการยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขต ตั้งแต่วันที่ 3 - 5 มกราคม 2569 เป็นการกําหนดเวลาที่น้อยเกินไปและเป็นการกําหนดเวลาหลังจากวันหยุดยาว ทําให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถที่จะลงทะเบียนได้ในระยะเวลา ที่กําหนด
นอกจากนั้น ตามข้อ 105 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กําหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568 ได้กําหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ประกาศ กําหนดระยะเวลาการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตโดยให้มีห้วงระยะเวลาเดียวกัน กับระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง เป็นการกําหนดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เอง ทั้งที่ขั้นตอนในการดําเนินการใช้สิทธิเลือกตั้งมีขั้นตอนหลายขั้นตอน มากกว่าขั้นตอนในการดําเนินการใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต ซึ่งการเลือกตั้งล่วงหน้า จําเป็นต้องส่งบัตรเลือกตั้งไปนับคะแนนที่หน่วยตามทะเบียนราษฎร
ส่วนการใช้สิทธิออกเสียงประชามติสามารถนับคะแนนที่หน่วยที่ออกเสียงได้เลย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงสามารถกําหนดระยะเวลาในการยื่นคําขอลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตในวันที่ใกล้วันออกเสียงประชามติได้ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ดําเนินการดังกล่าว
ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีทราบประกาศฉบับลงวันที่ 2 มกราคม 2569 เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 เหตุที่ผู้ฟ้องคดีใช้ช่องทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขต เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีภูมิลําเนาตามทะเบียนราษฎรอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ผู้ฟ้องคดีอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และผู้ฟ้องคดีได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตที่กรุงเทพมหานครแล้ว และผู้ฟ้องคดีได้พยายามลงทะเบียนยื่นคําขอทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตตั้งแต่วันที่ 3 - 5 มกราคม 2569 แต่ไม่สามารถเข้าลงทะเบียนได้ และครั้งสุดท้ายได้เข้าไปยื่นคําขอลงทะเบียนผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ตในวันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 15.42 นาฬิกา แต่ไม่สามารถดําเนินการได้
@ ยกเหตุ ติดประกาศ-แจ้งชื่อเจ้าบ้าน-พิมพ์บัตรออกเสียงปชม.แล้ว
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้ถ้อยคําต่อศาลมีสาระสําคัญเช่นเดียวกับคําให้การ และเพิ่มเติม ว่า การยื่นคําขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต ได้กําหนดไว้ 3 ช่องทาง คือ
ยื่นคําขอต่อนายทะเบียนอําเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น ยื่นคําขอทางไปรษณีย์และอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถเลือกช่องทางใดช่องหนึ่งได้
อย่างไรก็ตามในวันสุดท้ายของการลงทะเบียนยื่นคําขอทางอินเทอร์เน็ต ระบบไม่ได้มีเหตุขัดข้องแต่ล่าช้าในการลงทะเบียนวันสุดท้าย เนื่องจากมีผู้เข้าใช้เป็นจํานวนมาก
สําหรับผู้ที่ลงทะเบียนและกดยืนยันแล้วแต่ไม่มีข้อมูลในระบบก็สามารถตรวจสอบได้ว่ามีการเข้าใช้ระบบจริงหรือไม่ และในวันที่ 5 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ในการยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต สามารถเข้าลงทะเบียนจนถึงเวลา 24.00 นาฬิกา และมีผู้ดูแลระบบอยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้ หากมีการขยายระยะเวลายื่นคําขอลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต จนถึงใกล้วันในการออกเสียงประชามติ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะมีเหตุขัดข้องเนื่องจากขณะนี้ได้มีการจัดทําบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติและได้มีการติดประกาศแล้ว รวมทั้งได้มีการส่งหนังสือไปยังเจ้าบ้านผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติด้วยแล้ว
นอกจากนั้นได้มีการพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติและมีการส่งบัตรลงคะแนนออกเสียงประชามติให้หน่วยเลือกตั้งแล้ว ซึ่งหากมีการขยายวันลงทะเบียนจะต้องมีการพิมพ์บัตรเพิ่มเติม และต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นในการดําเนินการดังกล่าว และขัดต่อข้อ 105 ของระเบียบคณะกรรมการ เลือกตั้ง ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กําหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568
@ ศาลออกนั่งบัลลังก์ พิจารณาคำฟ้องคู่กรณี
ศาลออกนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 โดยได้รับฟัง สรุปข้อเท็จจริงของตุลาการเจ้าของสํานวนและคําชี้แจงด้วยวาจาประกอบคําแถลงการณ์ ด้วยวาจาของตุลาการผู้แถลงคดี ศาลได้ตรวจพิจารณาพยานหลักฐานในคําฟ้อง คําให้การและบันทึกถ้อยคํา ชั้นไต่สวนของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า
ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติและมีที่อยู่ ตามทะเบียนราษฎรที่จังหวัดเชียงใหม่แต่อาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีประกาศกําหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กําหนดวันเลือกตั้งวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง วันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อ ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 และกําหนดวันยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กําหนดวัน และเวลายื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2568
ต่อมา คณะรัฐมนตรีเห็นว่า มีเหตุความจําเป็นให้มีการออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเพื่อเป็นการประหยัดและใช้งบประมาณแผ่นดินโดยคุ้มค่า เป็นการอํานวยความสะดวกแก่ประชาชนมากที่สุด
รวมทั้งเป็นการช่วยลดภาระของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ต้องดําเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่แตกต่างกันด้วย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติกําหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติ ในประเด็นคําถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดวันออกเสียงประชามติ ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569
และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีประกาศ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กําหนดวัน และเวลายื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนน ออกเสียงประชามตินอกเขต ออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร และที่ออกเสียงประชามติสําหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ลงวันที่ 6 มกราคม 2569 กําหนดการยื่นคําขอ ลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขต ดังนี้
(1) ยื่นคําขอต่อนายทะเบียน อําเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น ตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 ในวันและเวลาราชการ
(2) ยื่นคําขอทางไปรษณีย์ ตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 โดยถือวันประทับตรา ไปรษณีย์เป็นสําคัญ
(3) ยื่นคําขอทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบจะปิดอัตโนมัติในวันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 24.00 นาฬิกา ตามเวลาประเทศไทย
@ ลงทะเบียน ปชม.นอกเขต น้อยกว่า ลต.ล่วงหน้า 8.12 แสนคน
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ตนได้ยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนน ออกเสียงประชามตินอกเขตทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ไม่สามารถเข้าลงทะเบียนได้โดยไม่ใช่ความผิดของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีหน้าที่อําานวยความสะดวกให้กับประชาชนในการทําหน้าที่ใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ จึงควรจัดให้มีการยื่นคําขอลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและยื่นคําขอลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตในคราวเดียวกัน
กลับจัดให้มีการยื่นคําขอดังกล่าวแยกออกจากกัน และการที่กําหนดให้ยื่นคําขอลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต เพียง 3 วัน ส่งผลให้ชั่วโมงท้ายๆในวันสุดท้ายของการยื่นคําขอผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีผู้เข้าใช้ระบบจํานวนมาก ทําให้ไม่สามารถเข้าระบบเพื่อยื่นคําขอได้ เนื่องจากระบบไม่สามารถรองรับผู้ลงทะเบียนเป็นจํานวนมากได้ หากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกําหนดวันยื่นคําขอลงทะเบียนให้นานกว่านี้หรือขยายระยะเวลาการยื่นคําขอลงทะเบียนตามที่ได้มีการร้องขอกันจะไม่เกิดปัญหาดังกล่าว
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย จึงมีผู้ยื่นคําขอลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตน้อยกว่าผู้ยื่นคําขอลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าถึง 812,369 คน
นอกจากนั้น กรณีที่ผู้ยื่นคำขอลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้แจ้งเหตุจำเป็นที่ทำให้ไปเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้ แต่ต่อมาบุคคลผู้นั้นได้ไปออกเสียงประชามติที่หน่วยออกเสียง ประชามติของตนเองในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากไม่สามารถยื่นคําขอลงทะเบียน ออกเสียงประชามติทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เพราะระบบขัดข้อง จะเป็นการให้ข้อมูล อันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานซึ่งอาจเป็นความผิดทางอาญาได้ และการที่ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถ ยื่นคําขอลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เพราะระบบขัดข้อง ทําให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิในการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งเป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีมีภาระต้องไปแจ้งเหตุที่ไปออกเสียงประชามติไม่ได้ และอาจถูกตัดสิทธิ ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ทั้งที่ไม่ใช่เกิด จากความบกพร่องของผู้ฟ้องคดี
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกําหนดวันยื่นคําขอลงทะเบียน ใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขตทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไว้เพียง 3 วัน จึงไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล
@ พิจารณากฎหมาย-ระเบียบ-ข้อบังคับ ก่อนวินิจฉัย
ศาลได้ตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กําหนดให้วันที่ 3 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นวันยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขตทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ตามประกาศคณะกรรมการเลือกตั้ง เรื่อง กําหนดวันและเวลายื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขต ออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร และที่ออกเสียงประชามติสําหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ลงวันที่ 2 มกราคม 2569 เป็นการกระทําที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 มาตรา 4 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 43 บัญญัติว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงซึ่งอยู่นอกเขตจังหวัดที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านจะไปลงคะแนน หรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาน้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันออกเสียง ออกเสียงในหน่วยออกเสียงที่อยู่นอกเขตออกเสียงในวันออกเสียงได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกําหนด ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วย การออกเสียงประชามติที่กําหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568 ข้อ 105 กําหนดว่า
ภายใต้บังคับ มาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อคณะกรรมการได้ประกาศกําหนดระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งแล้วให้คณะกรรมการประกาศกําหนด ระยะเวลาการลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตออกเสียง โดยให้มีห้วงระยะเวลาเดียวกันกับระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง ข้อ 106 วรรคหนึ่ง กําหนดว่า การลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตออกเสียง ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงซึ่งอยู่นอกเขตจังหวัดที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตออกเสียงเป็นเวลาน้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันออกเสียง ยื่นคําขอลงทะเบียนต่อนายทะเบียนอําเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นด้วยวิธีการใด วิธีการหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) ยื่นคําขอเป็นรายบุคคลตามแบบ อ.ส. 5/1 หรือทําเป็นหนังสือ อย่างน้อยต้องมีรายการ ชื่อตัว ชื่อสกุล เลขประจําตัวประชาชน ที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้าน สถานที่และเขตออกเสียงที่จะใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียง โดยผู้มีสิทธิออกเสียงอาจยื่นคําขอ ด้วยตนเอง หรือทําหนังสือมอบหมายให้ผู้มีสิทธิออกเสียงอื่นดําเนินการแทน
(2) ยื่นคําขอ เป็นคณะบุคคลตามแบบ อ.ส. 5/1 โดยผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถมอบหมายให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ผู้ใดเป็นผู้แทน
(3) การยื่นคําขอตาม (1) หรือ (2) อาจยื่นทางไปรษณีย์ก็ได้ โดยให้ถือ วันประทับตราไปรษณีย์เป็นสําคัญ
(4) ยื่นคําขอทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่คณะกรรมการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายได้จัดทําขึ้นสําหรับการแจ้งความประสงค์ลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิออกเสียง นอกเขตออกเสียง
ข้อ 107 กําหนดว่า การยื่นคําขอลงทะเบียนทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตาม ข้อ 106 (4) ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงดําเนินการยื่นคําขอลงทะเบียนเองทางเว็บไซต์ที่คณะกรรมการประกาศกําหนดหรือทางดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันที่กรมการปกครองกําหนด โดยมีวิธีการลงทะเบียน ดังนี้
(1) เข้าสู่ระบบบันทึกเลขประจําตัวประชาชน ชื่อตัว ชื่อสกุล วันเดือนปีเกิด หมายเลขหลังบัตรประจําตัวประชาชน เลขประจําบ้าน (11 หลัก) และสถานที่ที่ประสงค์ไปใช้ สิทธิออกเสียงนอกเขตออกเสียง เมื่อกรอกข้อมูลดังกล่าวถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้เลือกรายการ ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียง
(2) เมื่อเลือกลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงเรียบร้อยแล้ว ให้ตรวจสอบข้อมูลที่ปรากฏว่าถูกต้องหรือไม่ กรณีผู้ที่เคยลงทะเบียนแล้ว ถ้ามีความประสงค์ จะขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ลงคะแนนให้ระบุสถานที่ที่ประสงค์จะไปใช้สิทธิออกเสียง หรือถ้าประสงค์ขอยกเลิกการลงทะเบียนให้เลือกรายการขอยกเลิกการลงทะเบียนแล้ว จึงเลือกบันทึกข้อมูล
(3) เข้าสู่หน้าการยืนยันการบันทึกข้อมูล ให้ตรวจสอบว่าข้อมูลที่ปรากฏอยู่นั้น ถูกต้องหรือไม่ หากถูกต้องครบถ้วนแล้วให้เลือกรายการยืนยันการบันทึกข้อมูล หรือถ้าประสงค์ จะกลับไปแก้ไขข้อมูลให้เลือกรายการกลับไปแก้ไขข้อมูล (4) เมื่อผู้ยื่นคําขอยืนยันการลงทะเบียน เสร็จสมบูรณ์แล้ว ระบบจะแสดงแบบตอบรับเป็นหลักฐานประกอบการลงทะเบียนเพื่อเก็บไว้เป็น หลักฐานประกอบการใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตออกเสียง
จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายและระเบียบข้างต้น เห็นว่า การกําหนดห้วงระยะเวลาในการยื่นคําขอลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตออกเสียงประชามตินั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ประกาศกําหนดระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องประกาศกําหนดระยะเวลาการลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตออกเสียง โดยให้มีห้วงระยะเวลาเดียวกันกับระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ประกอบข้อ 105 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กําหนดวันออกเสียงประชามติ ในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568
@ สภาพข้อเท็จจริงไม่สามารถกำหนดวันลงทะเบียนลต.ล่วงหน้า - ปชม.นอกเขต วันเดียวกันได้
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีประกาศกําหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กําหนดวันเลือกตั้งวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง วันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 และกําหนดวันยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวัน เลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 ตามประกาศคณะกรรมการ การเลือกตั้ง เรื่อง กําหนดวันและเวลายื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2568
ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติกําหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติ ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดวันออกเสียงประชามติ ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2564 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 เช่นนี้
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องกําหนดระยะเวลาการลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขต ออกเสียงประชามติในห้วงระยะเวลาไม่เกินวันที่ 5 มกราคม 2569 และเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติ กําหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569
โดยสภาพข้อเท็จจริง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องกําหนดให้วันที่ 3 ถึงวันที่ 5มกราคม 2569 เป็นวันยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขต รวมทั้งการยื่นคําขอทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วย โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่1 ไม่อาจกําหนดให้มีการยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงประชามติพร้อมกับการยื่นคําขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนอกเขตเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 หรือเกินกว่าวันที่ 5 มกราคม 2569 ตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้างได้
@ ผู้ฟ้องไม่พยายามยื่นคำขอทั้ง 3 ช่องทาง - จึงรับฟังไม่ได้
นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดียอมรับว่าได้ทราบถึงประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กําหนดวันและเวลายื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขต ออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร และที่ออกเสียงประชามติสําหรับคนพิการหรือ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ลงวันที่ 2 มกราคม 2569 เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ซึ่งตาม ประกาศดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้กําหนดให้ยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียง ประชามตินอกเขตออกเสียงประชามติไว้ 3 ช่องทาง คือ
(1) ยื่นคําขอต่อนายทะเบียนอําเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น
(2) ยื่นคําขอทางไปรษณีย์
(3) ยื่นคําขอทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้พยายามยื่นคําขอทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2569 แล้ว แต่ไม่สามารถยื่นคําขอทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ผู้ฟ้องคดียังสามารถ ยื่นคําขอต่อนายทะเบียนอําเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น หรือยื่นคําขอทางไปรษณีย์ได้
อีกทั้ง การยื่นคําขอทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถยื่นได้ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 24.00 นาฬิกา ตามเวลาประเทศไทย แต่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคําขอทางอินเทอร์เน็ตครั้งสุดท้ายในวันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 15.42 นาฬิกา ซึ่งเหลือระยะเวลาการยื่นคําขออีกกว่า 4 ชั่วโมง ผู้ฟ้องคดีไม่ได้พยายามยื่นคําขออีกแต่อย่างใด
ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่า การกําหนดให้มีการยื่นคําขอเพียง 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นการกําหนดเวลาที่น้อยเกินไป และเป็นการกําหนดเวลาหลังจากวันหยุดยาว ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง ทําให้ผู้ฟ้องคดี ไม่สามารถที่จะยื่นคําขอลงทะเบียนดังกล่าวได้ จึงไม่อาจรับฟังได้
@ กกต. กระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กําหนดให้วันที่ 3 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นวันยื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขตทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กําหนดวันและเวลายื่นคําขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขต ออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร และที่ออกเสียงประชามติสําหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ลงวันที่ 2 มกราคม 2569 จึงเป็นการกระทําที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ปรากฏข้อมูลว่ามีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแต่ไม่ได้ ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตมากถึง 812,369 คน คิดเป็นร้อยละ 33.7 ของผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งหมด และหากผู้ฟ้องคดีซึ่งได้ยื่นคําขอลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตไว้แล้ว โดยอ้างเหตุจําเป็นว่าไม่สามารถไปเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่หน่วยเลือกตั้งเดิมของตนได้ แต่กลับไปลงคะแนนออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่หน่วยออกเสียงประชามติเดิมของตน อาจถือว่าเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จได้ และหากผู้ฟ้องคดีไม่ไปออกเสียง ประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะทําให้ผู้ฟ้องคดีมีภาระที่ต้องไปแจ้งเหตุที่ไปออกเสียงประชามติไม่ได้ และอาจทําให้ถูกตัดสิทธิตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ พ.ศ. 2564 นั้น เห็นว่า
ข้อมูลที่ว่ามีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแต่ไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตมากถึง 812,369 คน มิได้แสดงว่าบุคคลจํานวนดังกล่าวที่ไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตเนื่องจากระบบการยื่นคําขอทางอินเทอร์เน็ตมีเหตุขัดข้องแต่อย่างใด
และหากผู้ฟ้องคดีซึ่งได้ยื่นคําขอลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตไว้แล้ว โดยอ้างเหตุ จําเป็นว่าไม่สามารถไปเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่หน่วยเลือกตั้งเดิมของตนได้ แต่ไปลงคะแนนออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่หน่วยออกเสียงประชามติเดิมของตน การยื่นคําขอดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งความประสงค์ของผู้ฟ้องคดีและการแจ้งเหตุจําเป็น เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นขณะยื่นคําขอ แต่เมื่อถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ข้อเท็จจริงดังกล่าว อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ มิใช่เป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จแต่อย่างใด
และหากผู้ฟ้องคดีไม่ไปออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีที่จะต้องไปแจ้งเหตุที่ไม่ไปลงคะแนนออกเสียงประชามติ โดยหากผู้ฟ้องคดีไม่แจ้งเหตุย่อมต้องถูกตัดสิทธิ ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ข้ออ้างของ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้
ส่วนข้ออ้างอื่นของผู้ฟ้องคดีไม่ทําให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จําต้องวินิจฉัย
พิพากษายกฟ้อง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา