
“...เป็นนโยบายหาเสียงเกี่ยวกับการ ‘ลดค่าไฟฟ้า’ ของ 8 พรรคการเมือง จากทั้งหมด 51 พรรคการเมือง ที่นำเสนอต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งปี 69 ซึ่งแต่ละพรรคมีแนวทางในการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกัน โดยบางพรรคระบุว่า ‘ไม่ใช้งบประมาณ’ ขณะที่บางพรรคระบุว่า ต้องงบประมาณฯอุดหนุนสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท/ปี…”
........................................
ในการเลือกตั้ง 2569
พรรคการเมืองต่างๆได้นำเสนอนโยบาย ‘ลดค่าไฟฟ้า’ เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน มาใช้เป็นนโยบายหาเสียง สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) พบว่ามีพรรคการเมือง 4 พรรค จากทั้งหมด 51 พรรคการเมือง ได้นำนโยบายลดค่าไฟฟ้า ซึ่งมีการกำหนด ‘ตัวเลขอัตราค่าไฟฟ้า’ ที่จะปรับลดลงมาอย่างชัดเจน ดังนี้
@‘รทสช.’กดค่าไฟเหลือ 3.3 บาท ชูแก้ระเบียบ-หยุดเอื้อ‘กลุ่มทุน’
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)
-นโยบาย ‘ปรับลดค่าครองชีพ ไฟฟ้าเป็นธรรม หน่วยละ 3.33 บาท’ : ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่เป็นการออกกฎหมายและใช้วิธีบริหารจัดการต้นทุนที่เป็นธรรม โดยไม่เกิดผลกระทบกับงบประมาณ แต่เกิดจากกลุ่มทุนพลังงานที่จะเอาเปรียบประชาชนได้น้อยลง ส่วนความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย คือ อาจจะเกิดความไม่พอใจจากกลุ่มพลังงานที่เสียประโยชน์
ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ : ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่ถ้ามีก็จะใช้จากงบประมาณประจำปี
“พรรคยังคงมีนโยบายสำคัญที่จะปรับลดค่าไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยมั่นใจว่าจะสามารถบริหารจัดการให้ค่าไฟฟ้า จากปัจจุบัน 3.93 บาทต่อหน่วย ให้ลดลงเหลือไม่เกิน 3.30 บาท เพราะพรรค ทราบดีว่าความสำเร็จของนโยบายการปรับลดค่าไฟฟ้านี้ จะสามารถช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศได้
แนวทางในการลดค่าไฟฟ้าของพรรคนั้น มีแผนที่จะดำเนินการปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และรวมถึงการให้นโยบายและแนวทางการบริหารค่าไฟฟ้ากับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ผ่านนโยบายไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐต่างๆ ที่เป็นผู้ปฏิบัติ ได้แก่
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง และกระทรวงพลังงาน โดยการปรับลดค่าไฟฟ้าจะช่วยไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบโดยนายทุนพลังงาน
พรรคยังคงมีนโยบายที่ชัดเจนในการต่อสู้กับปัญหาด้านพลังงานที่ไม่เป็นธรรม และรวมถึงการต่อสู้กับการทุจริตเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างๆ ที่คอยแสวงหาประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย
และที่สำคัญผลงานของพรรคในการบริหารจัดการเรื่องการปรับลดค่าไฟฟ้าที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ได้ถึงความสำเร็จในการลดค่าไฟฟ้าที่ไม่ต้องมาจากการให้เงินอุดหนุนจากรัฐบาล แต่มาจากการวางแผนในการบริหารจัดการเกี่ยวกับต้นทุน และการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนงบประมาณที่จะใช้ในนโยบายปรับลดค่าไฟนั้น พรรคไม่มีนโยบายในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าจากงบประมาณปกติ แต่พรรคจะมีวิธีในการบริหารจัดการเพื่อให้ราคาไฟฟ้าลดลงต่ำให้มากที่สุดในแต่ละช่วงเวลาและสถานการณ์เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน” เอกสารสรุป ’50 นโยบายพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการเลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ.2569’ ระบุ
@‘พท.’ดัน 7 แนวทางย่อยลดค่าไฟเหลือ 3.7 บาท-ยันไม่ใช้งบฯ
พรรคไทยเพื่อไทย (พท.)
-นโยบายลดค่าไฟ ไม่เกิน 3.70 บาท : โดยเป็นการบริหารทิศทางและนโยบายทั้งบุคลากรและหน่วยงานของรัฐ เพื่อบรรลุเป้าหมายของนโยบาย โดยไม่ใช้งบประมาณ (ต้องบริหารต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้สามารถทำราคาต่อหน่วยให้ถึงเป้าหมายได้ เพื่อทำให้ประชาชนจ่ายค่าไฟถูกลง) ส่วนความเสี่ยงในการดำเนินดำเนินนโยบาย คือ ต้องอาศัยความร่วมมือที่จริงจังจากทุกภาคส่วน
ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ : เป็นการบริหารทิศทางและนโยบายทั้งบุคลากรและหน่วยงานของรัฐ เพื่อบรรลุเป้าหมายของนโยบาย โดยไม่ใช้งบประมาณ
พรรคเพื่อไทย ได้ระบุถึงสาเหตุที่ค่าไฟของคนไทยสูง เป็นเพราะโครงสร้างระบบพลังงานที่บิดเบี้ยว โดยมาจาก 3 สาเหตุ ได้แก่
-การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า ทั้งที่พลังงานแสงอาทิตย์มีต้นทุนต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติต่อหน่วยอย่างชัดเจน แต่ไทยกลับใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์น้อยมาก ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง
-ต้นทุนระบบสายส่งและค่าบริการแพง ประชาชนมีภาระต้องจ่ายค่าสายส่งให้ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.X ประมาณ 0.75 บาทต่อหน่วย ยังไม่รวมค่าบริการอื่นๆ เกือบ 1 บาทต่อหน่วย ทั้งที่รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานมีกำไรรวมกันปีละหลายหมื่นล้านบาท
-ต้นทุนก๊าซธรรมชาติยังแพง ไทยยังนำเข้า LNG จากแหล่งที่มีราคาสูง ขณะที่ตลาดโลกมีแหล่งราคาถูกกว่าอย่างชัดเจน
ส่วนแนวทางการเพื่อทำให้ค่าไฟฟ้าลดเหลือไม่เกิน 3.70 บาท นั้น จะมาจาก 3 แนวทางหลัก และ 7 แนวทางย่อย ได้แก่
1.ลดต้นทุนการผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง โดย
-เปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์เพื่อให้มีการลงทุนในโซลาร์มากขึ้นเพื่อให้ต้นทุนการผลิตไฟโดยรวมถูกลง
-เปิดให้ประชาชนและธุรกิจขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าระบบอย่างทั่วถึง
2.ปรับโครงสร้างต้นทุนของทั้ง 3 การไฟฟ้า โดย
-ลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน ทบทวนค่าส่งไฟ (transmission and distribution) และค่าบริการที่ประชาชนต้องจ่าย
-เปลี่ยนบทบาทรัฐวิสาหกิจจากการสะสมกำไร มาเป็นเครื่องมือพยุงค่าครองชีพและเศรษฐกิจ กำไรของรัฐวิสาหกิจต้องไม่ขัดกับประโยชน์ของประชาชน
3.ลดต้นทุนก๊าซ ด้วยการหาแหล่ง LNG ราคาถูกกว่า โดย
-เร่งกระจายแหล่งนำเข้า LNG จากตลาดที่มีราคาต่ำกว่า เช่น สหรัฐอเมริกา
-ลดการผูกขาดสัญญาระยะยาวราคาแพง
-เพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศ
@'ปชป.'โชว์หั่นค่าไฟเหลือ 3.5 บาท ลดภาระประชาชนอย่างยั่งยืน
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
-ค่าไฟฟ้า 3.5 บาท ไม่ใช้เงินภาษี ประเทศไทยศูนย์กลางพลังงานสะอาดแห่งอาเซียน : ไม่มีการใช้เงินงบประมาณ ลดค่าไฟฟ้าประชาชนอย่างยั่งยืน ให้มีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกมากขึ้น ลดการนำเข้า LNG ส่วนความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบาย คือ มีการต่อต้านจากรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้า ผู้ประกอบการเดิมที่ไม่สนับสนุน และปัจจัยกระทบความสัมพันธ์กับประเทศลาว
ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ : ไม่มีการใช้เงินงบประมาณ
สำหรับแนวทางในการดำเนินนโยบายลดค่าไฟฟ้านั้น จะมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพื่อลดต้นทุนฐานค่าไฟโดยไม่ใช้งบประมาณรัฐ และยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางพลังงานสะอาดของอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย 6 แนวทาง คือ
1.ปฏิรูปโครงสร้างเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า
-ลดการใช้ LNG ต้นทุนสูง และเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกมากกว่า 25,000 MW เพื่อลดต้นทุนค่าไฟโดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน
2.ระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) เลือกไฟต้นทุนต่ำสุด
-สร้างระบบสายส่งที่ปรับเปลี่ยนแหล่งผลิตได้รวดเร็ว เพิ่มความโปร่งใสด้วยการให้ผู้ผลิตเปิดเผยต้นทุนรายช่วงเวลา และเปิดทางรับซื้อไฟจากผู้ผลิตรายย่อย ชุมชน และครัวเรือน
3.โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน
-สนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์กำลังการผลิต 3 kW ตั้งเป้า 5 ล้านหลังคาเรือน ผลิตไฟฟ้าได้ 15,000 MW และให้ กฟน.–กฟภ. รับซื้อไฟส่วนเกินเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า
4.รับซื้อไฟฟ้าพลังงานทางเลือกจากลาว
-เพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์จากลาวอีก 10,000 MW ใช้ประโยชน์จากระบบสายส่งที่เชื่อมกันอยู่แล้ว ลดการพึ่งพา LNG
5.ต่อสัญญาโรงไฟฟ้าที่หมดสัมปทานโดยไม่จ่าย Availability Payment
-ใช้กำลังผลิตเดิมที่ยังใช้งานได้เป็นไฟฟ้าสำรองต้นทุนต่ำ แทนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่มีต้นทุนสูง
6.ศูนย์กลางพลังงานสะอาดอาเซียน
-ขับเคลื่อนบทบาทไทยเป็นศูนย์กลาง ASEAN Power Grid ตามกรอบ MOU ปี 2550 สร้างรายได้จากการให้เช่าใช้ระบบสายส่ง และเพิ่มกำลังไฟฟ้าสำรองจากพลังงานทางเลือก เพื่อนำรายได้กลับมาลดค่าไฟให้ประชาชน
“พรรคไม่ได้ใช้ภาษีไปอุดหนุนราคา แต่ใช้วิธี ‘ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า’ เพื่อลดต้นทุนอย่างยั่งยืน ทั้งการเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ระหว่างประชาชน การลดสัดส่วนการใช้แก๊สผลิตไฟฟ้าจาก 60% เหลือ 40% และการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากประเทศเพื่อนบ้านในราคาต่ำ
รวมถึงการแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนเพื่อลดค่าความพร้อมจ่าย และการเปิดเผยข้อมูลการซื้อไฟฟ้าของ กฟผ. สู่สาธารณะเพื่อบังคับให้เกิดการตรวจสอบต้นทุนที่ต่ำที่สุด” กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมร่างนโยบายและผู้จัดทำรายงานงบประมาณเสนอต่อ กกต. ระบุ
@‘ภท.’เทงบ 6.3 หมื่นล้าน/ปี ดันนโยบาย‘ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บ.’
พรรคภูมิใจไทย (ภท.)
-นโยบายค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) : ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน เพื่อมีกำลังซื้อมากขึ้น โดยปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น (รวมถึงตัดค่าดำเนินการไม่ผ่านหน่วยงานกลางและตัดภาษีซ้ำซ้อน) และปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เพื่อกระตุ้นให้ประหยัดพลังงาน วงเงินที่ใช้ดำเนินนโยบาย 63,360 ล้านบาท
ส่วนความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบาย คือ อาจมีผลกระทบต่องบประมาณรายจ่ายประจำปี มีการต่อต้านจากรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้า ผู้ประกอบการเดิมที่ไม่สนับสนุน และปัจจัยกระทบความสัมพันธ์กับประเทศลาว
ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ : งบประมาณรายจ่ายประจำปี และรายได้จากพลังงานสะอาด โซลาร์เซลล์ ลดต้นทุนไฟฟ้าได้บางส่วน
“2.ทำไมต้องหน่วยละ “3 บาท”
ไฟฟ้าราคาหน่วยละ 3 บาท มาจากต้นทุนไฟฟ้าพื้นฐานที่ภาครัฐสามารถควบคุมได้จริง โดยอิงราคามาจากต้นทุบผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า (เฉลี่ยหน่วยละ 2.6 บาท/หน่วย) ต้นทุนระบบขนส่ง-จำหน่าย (0.4 บาท/หน่วย) และต้นทุนในเชิงบริหาร (0.2 บาท/หน่วย) เมื่อนำมารวมกัน จะได้ต้นทุนไฟฟ้าพื้นฐานเฉลี่ย 2.6+0.4+0.2 =3.2 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นราคาไฟฟ้าสำหรับประชาชนเพื่อการยังชีพ ไม่ใช่ราคากลางของไฟฟ้าทั้งระบบ (ข้อมูล กกพ. ประเภทบ้านพักอาศัยเฉลี่ย 4.72 บาท/หน่วย)
3.พรรคภูมิใจไทยกับค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท (200 หน่วยแรก)
พรรคภูมิใจไทย เสนอนโยบายบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชน โดยการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้ลดลงเหลือ 3 บาท ยกตัวอย่างครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะจ่ายค่าไฟประมาณ 642 บาทต่อเดือน ลดลงจากเดิมที่อยู่ที่ 755 บาทต่อเดือน ประหยัดได้ 113 บาทต่อเดือน หรือลดลงถึงร้อยละ 15 ต่อเดือน
4.งบประมาณและความคุ้มค่า
ประเทศไทยมีครัวเรือน 22,000,000 ครัวเรือน ราคาไฟฟ้าเฉลี่ยหน่วยละ 4.20 บาท ราคาไฟฟ้าตามนโยบาย 3 บาท = รัฐชดเชยหน่วยละ 1.20 บาท (200 หน่วย x 12 เดือน = 2,400 หน่วยต่อปี) เงินที่รัฐอุดหนุนต่อครัวเรือน ปีละ 2,880 บาท คิดเป็นงบประมาณ 63,360,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าคุ้มค่าเพราะลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น” เอกสารนโยบายพรรคภูมิไทย ‘นโยบายไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท (200 หน่วยแรก) ที่นำส่ง กกต. ระบุ
@‘ปชน.’เสนอนโยบาย‘ปรับโครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรม’
ขณะเดียวกัน มีพรรคการเมืองที่นำนโยบาย ‘ลดค่าไฟฟ้า’ มาใช้หาเสียง แต่ไม่มีการระบุ ‘ตัวเลขอัตราค่าไฟฟ้า’ ที่จะปรับลดเอาไว้ มี 4 พรรค ได้แก่
พรรคทางเลือกใหม่
-นโยบาย ‘ลดค่าไฟ’ : โดยมีแนวทาง คือ การปรับปรุงเกณฑ์การคำนวณค่าไฟฟ้า (Ft) และการบริหารจัดการส่วนต่างกำไรของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน เพื่อกลับคืนสู่ประชน
พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
-นโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายคนไทยทั้งประเทศ (ค่าไฟฟ้า-ก๊าซหุงต้ม-ค่าน้ำมัน) : ไม่ระบุรายละเอียดแนวทางการดำเนินนโยบาย
พรรคโอกาสใหม่
-นโยบายพลังงานมั่นคง ลดรายจ่าย ลดต้นทุน ประชาชน ค่าไฟใช้ไม่ถึง 500 บาท/เดือน ฟรี สำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ :โดยไม่ใช้งบประมาณโดยตรง แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะสูญเสียรายได้ปีละ 13,320 ล้านบาท/ปี รวม 4 ปี 53,280 ล้านบาท และให้กระทรวงการคลังตั้งงบประมาณชดใช้
พรรคประชาชน (ปชน.)
-ปรับโครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรม : โดยลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน วงเงิน 51,000 ล้านบาท/ปี ลงทุนสูง แต่จะช่วยให้เกิดการแข่งขันที่เสรีในตลาดพลังงาน และทำให้ต้นทุนด้านพลังงานของประชาชนและธุรกิจลดลงในระยะยาว ส่วนความเสี่ยงของการดำเนินนโยบาย กลุ่มทุนขนาดใหญ่จำเป็นต้องปรับตัวแข่งขันในกติกาที่เป็นธรรม
ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ : การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ และอาจเลือกใช้การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือการใช้เงินจากกองทุนรวม
โดยพรรคประชาชนจะเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าไปสู่ตลาดเสรีที่แข่งขันได้และโปร่งใส ประชาชนเลือกได้ และรองรับพลังงานสะอาดในสัดส่วนสูงโดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ :
1.ราคาค่าไฟสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง (True Cost Pricing) เปลี่ยนระบบราคาจากการผูกขาดมาเป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงผ่านระบบ โครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) และข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้เห็นต้นทุนการผลิตตามช่วงเวลา ต้นทุนสายส่ง และความแออัดของโครงข่ายชัดเจนขึ้น
ผลลัพธ์ : ประชาชนจ่ายค่าไฟอย่างเป็นธรรม ผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงจะได้เปรียบในการแข่งขัน ช่วยลดปัญหาพลังงานล้นระบบ (Overcapacity) และสร้างความโปร่งใสตามมาตรฐานตลาดเสรีโลก
2.ปรับโครงสร้างตลาดแยกบทบาทให้ชัดเจน แยกบทบาทการผลิต การส่ง การควบคุม และการจำหน่ายออกจากกันเพื่อความโปร่งใส :
-จัดตั้งผู้ดูแลระบบอิสระ (ISO) : ทำหน้าที่ควบคุมระบบไฟฟ้าอย่างเป็นกลาง
-ปรับบทบาท กฟน. และ กฟภ. : จากเดิมที่เป็นผู้ขายไฟรายเดียว เปลี่ยนเป็น ผู้ดูแลโครงข่าย (DSO) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ขายไฟรายใหม่เข้ามาแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
3.ประชาชนและธุรกิจมีสิทธิเลือกผู้ขายไฟ เปิดเสรีให้ผู้ใช้ไฟทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือนไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม สามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการที่พอใจได้ ทั้งในด้านราคา คุณภาพบริการ หรือเลือกแหล่งผลิตที่เป็นพลังงานสะอาด ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันจริงและทำให้ต้นทุนค่าไฟลดลงตามกลไกตลาด
4.สนับสนุนผู้ผลิตและผู้บริโภคในคนเดียว (Prosumer) ปรับกฎกติกาให้เอื้อต่อการผลิตไฟใช้เองผ่านโซลาร์รูฟท็อปหรือแบตเตอรี่ โดยผู้ใช้ไฟสามารถขายไฟส่วนเกินกลับเข้าระบบ หรือเช่าระบบสายส่งเพื่อขายไฟให้ผู้ใช้รายอื่นได้โดยตรง
ผลลัพธ์ : สร้างระบบไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น กระจายการผลิตได้ทั่วถึง และส่งเสริมการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน
ส่วนแนวทางการดำเนินนโยบายจะมีแผนปฏิรูป 3 ระยะ สู่ตลาดไฟฟ้าเสรี ได้แก่
ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030) : ตั้งต้นระบบให้พร้อมก่อนเปิดแข่งขัน เป็นช่วงการเตรียมความพร้อมภายในเพื่อสร้างกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย :
-ปรับโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงและรูปแบบการจัดหาเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรมกับประชาชน
-แยกบทบาทการไฟฟ้า : เริ่มแยกหน้าที่การดูแลระบบ การส่ง และการขายไฟออกจากกัน เพื่อให้ผู้เล่นทุกรายแข่งขันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
-นำร่องกลุ่มอุตสาหกรรม : ให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ (เช่น โรงงาน) เริ่มมีสิทธิเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ขายที่เสนอราคาดีที่สุด
-ทดลองตลาดเสรี : เปิดพื้นที่นำร่องที่มีผู้ขายไฟหลายรายแข่งขันกัน พร้อมลงทุนใน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน
ระยะที่ 2 (ปี 2031–2034) : เปิดทางให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่แข่งขันได้จริง ขยายขอบเขตการแข่งขันให้กว้างขวางและหลากหลายยิ่งขึ้น:
-สนับสนุนผู้ผลิตรายย่อย : เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น
-ทางเลือกที่หลากหลาย : ผู้ขายไฟฟ้าเอกชนจะเข้ามาแข่งขันมากขึ้น ทำให้ประชาชนมีตัวเลือกทั้งไฟฟ้าสะอาด ไฟฟ้ารายวัน หรือไฟจากโซลาร์รูฟท็อป
-ขยายพื้นที่ยุทธศาสตร์ : พัฒนาโครงข่ายรองรับการซื้อขายไฟในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพฯ, ปริมณฑล และพื้นที่ EEC
ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038) : เปิดเสรีเต็มรูปแบบทั่วประเทศ ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้ทุกพื้นที่ บรรลุเป้าหมายตลาดไฟฟ้าเสรีที่ประชาชนมีอำนาจเลือก พร้อมขยายตลาดสู่ต่างประเทศ :
-เลือกผู้ขายไฟได้เหมือนมือถือ : ประชาชนทุกคนในทุกพื้นที่สามารถเลือกผู้ให้บริการไฟได้เองตามราคาและบริการที่พอใจ
-โครงข่ายอัจฉริยะเต็มรูปแบบ : ระบบไฟฟ้ารองรับทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (ขายไฟที่เหลืออยู่ในรถกลับคืนเข้าระบบได้) และการขายไฟคืนจากครัวเรือน/ธุรกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างสมบูรณ์
-เสถียรภาพและราคาถูก : การแข่งขันที่สมบูรณ์และระบบที่โปร่งใสจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว และสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน
-เชื่อมต่อตลาดซื้อขายไฟฟ้ากับต่างประเทศ ปรับบทบาทไทยสู่เวทีโลก ด้วยการเป็นศูนย์กลางซื้อขายและส่งออกพลังงานสะอาด เปลี่ยนภาคพลังงานเป็นอุตสาหกรรมใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
เหล่านี้เป็นนโยบายหาเสียงเกี่ยวกับการ ‘ลดค่าไฟฟ้า’ ของ 8 พรรคการเมือง จากทั้งหมด 51 พรรคการเมือง ที่นำเสนอต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งปี 69 ซึ่งแต่ละพรรคมีแนวทางในการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกัน โดยบางพรรคระบุว่า ‘ไม่ใช้งบประมาณ’ ขณะที่บางพรรคระบุว่า ต้องงบประมาณฯอุดหนุนสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท/ปี!

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา