
ในยุคที่โลกภาพยนตร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กรอบสี่เหลี่ยมบนผ้าใบสีขาวในโรงละครที่มืดมิด แต่กลับย่อส่วนมาอยู่ในอุ้งมือผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนเพียงไม่กี่นิ้ว พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้กลายเป็นบททดสอบอันโหดหินสำหรับคนทำหนัง เมื่อวันนี้อำนาจการตัดสินใจดูหรือไม่ดู ไม่ได้อยู่หน้าเคาน์เตอร์ขายตั๋วอีกต่อไป แต่อยู่ที่ "ปลายนิ้ว" ที่พร้อมจะปัดทิ้งภายในเวลาเพียง 2-3 วินาที หากเนื้อหานั้นไม่สามารถตรึงสายตาไว้ได้
นี่จึงถือเป็นคือโจทย์ใหญ่ที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยต้องขบคิดว่า ในวันที่ "คอนเทนต์" ล้นทะลัก เราจะพา "หนังไทย" เดินหน้าต่อไปอย่างไรให้มีลมหายใจที่ยั่งยืน และสำหรับคนทำหนังแล้ว...จะเล่าเรื่องอย่างไร ให้คนดู "จนจบ" ในยุคที่ความสนใจของมนุษย์สั้นลงเท่ากับความเร็วของการไถฟีดหน้าจอ
มิติแห่งวิกฤต : เมื่อทุกคนคือ “นักเล่าเรื่อง” แข่งกับคนทำหนัง
ในรอบปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศไทยดูเหมือนจะมีสัญญาณบวกจากตัวเลขรายได้ที่กองถ่ายต่างชาติเข้ามาลงทุนถ่ายทำในบ้านเรา ซึ่งพุ่งสูงถึง 5,343 ล้านบาท เพียงแค่ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จเชิงพาณิชย์ของหนังไทยเองกลับกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
บนเวทีเสวนาพิเศษหัวข้อ “ทำหนังอย่างไรให้คนดูจบ ในยุคที่ทุกอย่างอยู่ในมือถือ” ที่เข้มข้นจากการระดมสมองของคนทำหนังระดับครู นำโดย ปรัชญา ปิ่นแก้ว นักเขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์, กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป นายกสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมภาพยนตร์, ภูพิงค์ พังสะอาด หรือ พิง ลำพระเพลิง นักแสดง นักเขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์, ภูวดล เนาว์โสภา ผู้กำกับภาพยนตร์ และ พิสิทธิ์ ศรีประเสริฐ นักเขียนบทละครและภาพยนตร์ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองต่อการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ในยุคดิจิทัลที่พฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับระดับตำนานผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ องค์บาก และ ต้มยำกุ้ง สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า แต่คือการแข่งขันที่ไร้พรมแดน ความท้าทายนี้ในมุมของคนทำหนังต้องเข้าใจ "กลไก" และ "มิติ" ของเรื่องเล่าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คือทำอย่างไรให้คน "อยากดู" และทำอย่างไรให้คน "ดูจนจบ" เพราะความโหดร้ายของยุคนี้ คือการที่ "อาชีพเล่าเรื่อง" ไม่ได้ผูกขาดอยู่แค่คนทำหนังอีกต่อไป
" เมื่อก่อนพวกผมคืออาชีพเล่าเรื่อง แต่ทุกวันนี้ทุกคนมาเล่าเรื่องแข่งกัน และมือถือทำให้การสื่อสารนั้นเข้าถึงคนได้ง่ายที่สุด ยุคผมแค่ทำออกมาก็โดดเด่นแล้ว แต่ยุคนี้ทำแทบตายคนยังมองไม่เห็น...เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ให้มาก ว่าเขาเลือกอย่างไร ทำไมถึงเลือกตรงนั้น มันมีเหตุผลการเลือกหมด มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" ปรัชญา กล่าวอย่างตรงไปตรงมา
สร้าง "หนัง" แต่หลงลืมการสร้าง "คนดู"
ขณะที่มุมมองของ กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป นายกสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมภาพยนตร์ และผู้ผลักดัน “ไมโครซิเนมา” ที่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่อุตสาหกรรมไทยขาดไม่ใช่แค่คนทำหนัง แต่คือ “การสร้างคนดู” ที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ เขาจำแนกอย่างลึกซึ้งว่าการดู “คอนเทนต์” คือวัฒนธรรมทั่วไปบนสมาร์ทโฟน แต่การดู “ภาพยนตร์” คือการสร้างประสบการณ์ร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สึกและสร้างองค์ความรู้ใหม่
แม้แพลตฟอร์มจะเปลี่ยนไป แต่ “ศาสตร์ภาพยนตร์” ยังเป็นรากฐานสำคัญที่ทุกสื่อหยิบยืมไปใช้เสมอ การสร้างฐานคนดูที่เข้มแข็งและกล้าเปิดรับวิธีเล่าเรื่องที่หลากหลาย จึงเป็นทางออกสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมอิ่มตัวอยู่กับแนวทางเดิมๆ จนผู้ชมเดินถอยห่างออกไปในที่สุด
"เราสร้างคนทำหนังขึ้นมาแบบเยอะแยะมากมายเลย แล้วคนดูอยู่ไหนครับ? เราฉายหนังแล้วบ่นกันเสมอว่าฉายหนังออกมาแล้ว ลงทุนเปิดตัวใหญ่โต มีคนดูอยู่รอบละ 3 คน 5 คน อย่างนี้อุตสาหกรรมมันโตไม่ได้...ถ้าเราไม่สร้างคนดูที่พร้อมจะเปิดรับหนังใหม่ๆ "
กฤตวิทย์ ยกบทเรียนจากอุตสาหกรรมหนังเกาหลีที่เคยรุ่งโรจน์ แต่กลับตกต่ำลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะขาดการ "ปักหมุดวิธีเล่าเรื่องใหม่ๆ" หากมัวแต่ทำหนังตามใจตลาดหรือทำตามแพทเทิร์นเดิมๆ เช่น หนังผีหรือหนังแนวซอมบี้ที่เคยปัง วันหนึ่งคนดูจะเกิดความอิ่มตัวและเดินถอยห่างออกไปในที่สุด ดังนั้น ภารกิจสำคัญจึงไม่ใช่แค่การ "ทำหนัง" แต่คือการ "สร้างคนดู" ที่พร้อมจะโอบรับวิธีเล่าเรื่องที่แปลกใหม่และมีความหลากหลายทางศิลปะ

กะเทาะเปลือกเทคนิค
จาก "ศาสตร์ภาพยนตร์" สู่ "ศิลปะแห่งการหยุดนิ้ว"
เมื่อหน้าจอมือถือกลายเป็นสมรภูมิหลัก วิธีคิดและเทคนิคการเล่าเรื่องของคนทำหนังจึงต้องถูกปรับเปลี่ยนให้แหลมคมยิ่งขึ้น พิง ลำพระเพลิง นักเขียนบทและผู้กำกับผู้มีลายเซ็นชัดเจน ให้คำแนะนำในการทำตัวให้โดดเด่นท่ามกลางคู่แข่งในยุคที่คนดูพร้อมจะปัดหน้าจอทิ้งทุก 2-3
"ถ้าคนอื่นนั่ง ให้เรายืน ถ้าคนอื่นยืน ให้เราเดิน ถ้าคนอื่นเดิน ให้เราวิ่ง ถ้าคู่แข่งวิ่ง ให้เราขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง...เบื้องต้นเราต้องเรียกความสนใจให้ได้ก่อน เพราะคนดูยุคนี้ไม่สนใจหรอกว่าตัวละครคิดอะไร แต่เขาสนใจว่า 'มึงจะทำอะไร' "
พิง เน้นย้ำว่าในยุคนี้ "แอคชั่นสำคัญกว่าคำพูด" เขาจึงเลือกใช้เทคนิคการ "ตัดเอาไคลแมกซ์มาไว้ที่หัวเรื่อง" เพื่อหยุดนิ้วคนดูให้ได้ก่อน แล้วค่อยย้อนกลับไปเล่าว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยยกตัวอย่างเทคนิคที่เขาใช้ในหนังเรื่อง The Pool คือการไม่เล่าตามลำดับเวลา แต่เอาฉากที่ "พีก" ที่สุดมาเปิดเรื่อง
"ผมเลือกตัดเอาตอนที่พระเอกอยู่ก้นสระกับจระเข้มาไว้ตอนต้นเรื่องเลย เพราะถ้ามัวแต่เล่าที่มาที่ไป คนดูจะเบื่อเสียก่อน แต่พอเขาเห็นภาพนั้น เขาจะหยุดดูและเกิดคำถามว่า 'มันไปอยู่ตรงนั้นได้ไง?' นั่นแหละครับคือการทำให้คนหยุดฟังเรา ก่อนที่เราจะพูดสิ่งที่คิดออกไป" พิง เล่า
ขณะที่ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ให้ "เทคนิค 3 ฮุค (Hook)" ที่เขาใช้สอนลูกศิษย์มานานกว่า 20 ปี เป็นหัวใจของการตรึงคนดูในยุคดิจิทัล ซึ่งเขาย้ำว่าหัวใจของการเล่าเรื่องคือการเข้าใจกลไกของ "ฮุค" ที่ไม่ได้มีเพียงแค่มิติเดียว
"ฮุค หมายถึง 3 อย่าง หนึ่งคือ 'เบ็ดตกปลา' ที่เป็นเหยื่อล่อให้คนมาติดกับ สองคือ 'ตะขอ' ที่เกี่ยวให้คนติดอยู่กับเรา และสามคือ 'หมัดฮุค' ที่เราซัดเข้าไปให้คนดูเกิดความรู้สึกทันที...เพราะถ้าคุณเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่มีฮุคเลย งานของคุณก็จะราบเรียบจนคนไม่สนใจ” ปรัชญา แนะ
ภูวดล เนาว์โสภา ผู้กำกับรุ่นใหม่ ที่แจ้งเกิดจากหนัง ตาโขน เสนอมิติการปรับตัวผ่านแนวคิด "Hybrid Storytelling" ให้โดนใจ Gen Z โดยเขาเลือกหยิบทุนวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดูเหมือนจะเก่า มาปรุงใหม่ ด้วยการผสมผสานแนวหนังที่ตื่นเต้นเข้าไป
"เรามีทุนวัฒนธรรมเยอะมาก แต่ถ้าเล่าแบบเดิมเด็กสมัยนี้ก็ไม่ดู แต่พอเราใส่ความสืบสวนสอบสวนและความดราม่าเข้าไปในหนัง มันทำให้การเล่าเรื่องน่าสนใจขึ้นสิ่งสำคัญคือ 'ล็อกไลน์' (Logline) ในหน้าแรกต้องพุ่งเข้าจินตนาการคนอ่านทันที ให้เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีแรงฮุคที่ทำให้ต้องอยากรู้ต่อว่าจะเป็นยังไง"

จาก "ทุนมนุษย์" สู่ "พาสปอร์ตทางอาชีพ"
ท่ามกลางความท้าทายนี้ โครงการ “THE NEXTGEN THAICINE : นักสร้างหนังรุ่นใหม่ ปั้นหนังไทยสู่มืออาชีพ” จากความร่วมมือของ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จึงเกิดขึ้น ภายใต้แนวคิด “THE DIRECTOR'S CUT : ตัดต่อความฝัน ปั้นนักสร้างหนังรุ่นใหม่ สู่มืออาชีพหนังไทย” เปรียบเป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” และ "สนามซ้อมใหญ่" ที่ต้องการเปลี่ยนคนทำสื่อให้กลายเป็นมืออาชีพที่มีมาตรฐาน
โดยโครงการนี้มุ่งพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ อายุ 20–30 ปี ให้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ผ่านการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในวงการภาพยนตร์ การฝึกปฏิบัติจริง และการรับรองสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพ รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมบันเทิงไทยในอนาคต ที่สำคัญคือโครงการนี้จะมุ่งเน้นการใช้ทุนวัฒนธรรมผ่านแนวคิด “เทรนด์บ้านฉัน” เพื่อนำเรื่องราวชุมชนมาสื่อสารสู่ระดับสากล
ดร.ธนากร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มองภาพกว้างถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเปรียบวัฒนธรรมไทยเหมือน "วัตถุดิบชั้นเลิศ" ที่รอคนปรุงรส และเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมสื่อต้องเป็นเครื่องจักรตัวใหม่ที่ช่วยประเทศได้จริง "ต้นทุนทางวัฒนธรรมไม่ใช่ Soft Power ในตัวมันเอง แต่มันคือวัตถุดิบ คุณต้องเอามาปรุงเป็นละคร ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ก่อนถึงจะมีพลัง...เรามีความร่ำรวยทางประวัติศาสตร์และความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่เราขาดคนเล่าเรื่องที่มีพลัง" ดร.ธนากร กล่าว
ด้าน นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) เน้นย้ำว่าการสร้างคนต้องทำในรูปแบบที่สากลยอมรับ โดยเฉพาะเมื่อกองถ่ายต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมหาศาลกว่า 5,300 ล้านบาท "ทำอย่างไรให้กองถ่ายต่างชาติที่มาลงทุนในไทยไม่ต้องเอาคนของเขามา แต่ใช้คนไทยนี่แหละที่มีมาตรฐานสากล... ตอนนี้คุณไม่ต้องอาศัยใครมาบอกว่าเก่งแล้ว สถาบันฯ จะให้ใบรับรองที่บอกได้ว่าคุณคือตัวจริงในอาชีพ" นางสาวจุลลดา เผย
ขณะที่ นางสาวนวรัตน์ วงษ์อรุณ หัวหน้าโครงการฯ เสริมว่าสิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างคือการมอบ "ปริญญาทางอาชีพ" "ความตั้งใจของเราคือการสร้าง 'ปริญญาทางอาชีพ' ซึ่งเป็นเหมือนพาสปอร์ตยืนยันศักยภาพของน้องๆ 100 ชีวิตในโครงการนี้ ว่าพวกเขามีมาตรฐานใน 3 สายงานหลัก คือ เขียนบท กำกับ และตัดต่อ เพื่อเป็นจุดเริ่มเล็กๆ ที่ส่งหนังไทยกระโดดโลดแล่นในระดับโลกอย่างสง่างาม"

สนามซ้อมใหญ่แห่งอนาคต : รายละเอียดกิจกรรมที่คนมีฝันห้ามพลาด
โครงการ THE NEXTGEN THAICINE ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่อายุ 20-30 ปี โดยเฉพาะประกอบด้วยขั้นตอนที่เข้มข้น
- Roadshow ทั่วประเทศ เดินสาย 10 สถาบันการศึกษาเพื่อเฟ้นหาหัวกะทิ 10 ทีมสุดท้าย เริ่มคิกออฟที่ มรภ.อุบลราชธานี วันที่ 12 มิ.ย. และปิดท้ายที่ มรภ.สงขลา 30 มิ.ย.
- Film Camp สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ค่ายอบรม 4 วัน 3 คืน ที่น้องๆ จะได้ลงพื้นที่ "สนามซ้อมจริง" ร่วมกับวิทยากรชั้นครู อาทิ ปรัชญา ปิ่นแก้ว, พิง ลำพระเพลิง และทีมงานมืออาชีพ
- การผลิตมาตรฐาน Cinema Standard ทุกทีมจะได้รับทุนสนับสนุนเพื่อผลิตหนังสั้นยาว 7 นาที ด้วยคุณภาพ 4K เพื่อเตรียมฉายรอบปฐมทัศน์ในโรงภาพยนตร์ House สามย่าน ในเดือนสิงหาคม
- การรับรองสมรรถนะ ผู้ผ่านกระบวนการจะได้รับหนังสือรับรองจาก TPQI ใน 3 สาขาหลัก คือ นักเขียนบท ผู้กำกับ และการตัดต่อ
"ภาพยนตร์" วันนี้อาจกำลังเปลี่ยนรูปทรงไปตามขนาดของหน้าจอที่เล็กลง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณค่าของมันจะลดน้อยลงตามขนาดของกระจกสมาร์ทโฟน ในทางกลับกัน นั่นคือการบีบให้คนทำหนังไทยต้อง "คม" ยิ่งขึ้น "จริง" ยิ่งขึ้น และ "ลึก" ยิ่งขึ้น เพื่อพิสูจน์ตนเองในเวทีโลก
โครงการ THE NEXTGEN THAICINE จึงไม่ได้เป็นเพียงการอบรมทางเทคนิค แต่มันคือการ "ตัดต่อความฝัน" และสร้างฟันเฟืองที่แข็งแรง ให้กับระบบนิเวศสื่อไทย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าหน้าจอจะย่อส่วนลงเพียงใด หรือเทคโนโลยี AI จะก้าวล้ำเพียงไหน แต่ "หัวใจ" ของการสื่อสารยังคงเป็นเรื่องของความรู้สึกมนุษย์
ในโลกที่ทุกคนมีหน้าจอเป็นของตัวเอง... คนที่จะอยู่รอดไม่ใช่คนที่เล่าเรื่องได้ดังที่สุด แต่คือคนที่เล่าเรื่องได้ "โดนใจ" ที่สุด จนคนดูยอมละทิ้งปลายนิ้วเพื่อหยุดนิ่งและจมดิ่งไปกับโลกที่เขาสร้างขึ้น ในเฟรมที่ไร้ขีดจำกัดของภาพยนตร์ไทยอย่างแท้จริง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา