
‘CIB-ก.ล.ต.-ปปง.’ เปิดปฏิบัติการจับกุม ‘ผู้ต้องหา’ เครือข่าย ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ คดีฟอกเงิน ‘สแกมเมอร์’ ก่อนนำไปซื้อ ‘หุ้นขนาดใหญ่’ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย ‘ผู้ต้องหา’ 6 คน หลบหนีต่างประเทศ ส่วน ‘ณัฐกร’ ยังให้การปฏิเสธ ขณะที่ ‘ปปง.’ อายัดทรัพย์เครือข่ายฯแล้ว 2.6 หมื่นล้าน จ่อเปิดให้ ‘ผู้เสียหาย’ ยื่นคุ้มครองสิทธิ์
.........................................
เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดย พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) แถลงข่าวการเปิดปฏิบัติการ ‘ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย’
หลังจากเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) บูรณาการร่วมกับ สำนักงาน ก.ล.ต. สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ฯรวม 90 นาย เข้าตรวจค้น ติดตามจับกุม และแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหา 7 คน ได้แก่ 1.นายเบน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี 2.นายยิม (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี 3.นางสาวแคทรียา (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี 4.นางสาวสุภารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี 5.นายยูจีน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี 6.นายโคปิง (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี
และ 7.นายณัฐกร (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ในข้อหา “ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน ,ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และเป็นผู้มีหน้าที่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ แต่ไม่รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด”
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาตามหมายจับลำดับที่ 1-6 คือ นายเบน ,นายยิม ,นางสาวแคทรียา ,นางสาวสุภารัตน์ ,นายยูจีน และนายโคปิง หลบหนีอยู่ต่างประเทศ ส่วน นายณัฐกร ผู้ต้องหาลำดับที่ 7 ทางเจ้าหน้าที่ฯได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว แต่ในชั้นนี้นายณัฐกร ยังให้การปฏิเสธ

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) กล่าวว่า การจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 7 คนนั้น สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ตำรวจกองบังคับการปราบปราม ได้จับกุมผู้ต้องหาใน 2 คดี คือ คดีฉ้อโกงนักธุรกิจลาว และคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 คดี เป็นกลุ่มเดียวกัน จากนั้นได้มีการสืบสวนขยายผล และพบว่าเงินจำนวนมากที่ได้จากคดีสแกมเมอร์นั้น มีการนำมาลงทุนในตลาดหุ้นในประเทศไทยด้วย
ต่อมา CIB ประสานงานกับ ก.ล.ต. และสำนักงาน ปปง. เพื่อทำการสืบสวนฯว่า เงินก้อนดังกล่าวถูกนำไปลงทุนในธุรกิจใด และที่มีกระแสข่าวว่าจะนำมาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีที่มาอย่างไร ซึ่งจากการสืบสวนฯพบว่า เงินที่ได้จากคดีสแกมเมอร์ดังกล่าว มีการยักย้าย ถ่ายเท เข้าบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหากลุ่มนี้ หรือบัญชีธนาคารในประเทศกัมพูชา จากนั้นจะใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านด้านการเงิน โดยนำเงินไปเข้ากองทุนในสิงคโปร์ แล้วนำมาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
“เมื่อทำการสืบสวนฯเสร็จ เราพบว่าพฤติกรรมดังกล่าว เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จึงร่วมกับ ก.ล.ต. และสำนักงาน ปปง. ดำเนินการออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหา 6 คน และดำเนินการติดตามตัวมาแจ้งข้อกล่าวหาอีก 1 คน ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็น Mastermind หรือผู้สั่งการ คือ นายเบน สมิธ โดยนายเบน สมิธ มีหน้าที่วางแผนจัดการเกี่ยวกับการลงทุนในเงินที่ได้มาจากการฟอกเงินพวกนี้
กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มนายยิม เลียก และนายยูจีน โดยนายยิมและนายยูจีน ทำหน้าที่จัดหาแหล่งลงทุน โดยเฉพาะนายยิม เลียก เป็นผู้กระทำความผิดร่วมในมูลฐานสแกมเมอร์ด้วย กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มผู้รับประโยชน์แอบแฝง โดยมีตัวละคร คือ ภรรยาของนายเบน สมิธ และกลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มผู้ประสานงานในการจัดหา คัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯไทย คือ นายณัฐกร และนายไคปิง” พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าว
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่า เมื่อได้ทราบดังนั้นแล้ว CIB ได้รายงานผลการสืบสวนทั้งหมดไปให้ ก.ล.ต. และ ปปง. ทราบ จากนั้น ปปง.ได้ดำเนินการยึดและอายัดเงินของกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 7 รายนี้ไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนข้อมูลการสืบสวน ข้อมูลการยักย้ายถ่ายเท ข้อมูลการลงทุนนั้น CIB ร่วมกับ ก.ล.ต. จนเป็นที่มาของการออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย และเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา CIB ได้ทำตรวจค้นจุดเป้าหมายทั้งหมด 4 จุด โดยดำเนินการยึดเอกสาร พยานหลักฐาน 6 รายการ ซึ่งมีรายการสำคัญ เช่น รายการเกี่ยวกับกองทุน อาทิ สัญญาการกู้เงิน การถือหุ้นและคริปโตฯ เป็นต้น
“ตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ณ ปัจจุบัน หลบหนีอยู่ต่างประเทศ ซึ่งทั้ง 6 รายนี้ เราเคยออกหมายจับในคดีอื่นมาแล้ว และดำเนินการออกหมายแดงไว้แล้วทุกราย ส่วนผู้ต้องหาที่ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา คือ นายณัฐกร ในชั้นนี้ยังให้การปฏิเสธอยู่” พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าว



ด้าน นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า สำนักงาน ปปง. ร่วมบูรณาการทำงานร่วมกับ CIB และ ก.ล.ต. จนนำไปสู่การดำเนินคดีในความผิดฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชน กับกลุ่มผู้ต้องหาเครือข่ายของ ‘ยิม เลียก-เบน สมิธ’ ดังกล่าว
โดยในส่วนของ ปปง. นั้น มีการยื่นอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดจากกลุ่มอาชญากรรมกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นคดีสแกมเมอร์ที่หลอกหรือฉ้อโกงบุคคล ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของผู้เสียหายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แล้วนำกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จนนำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์ เช่น อสังหาริมทรัพย์ เงินในบัญชี และหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 3 หุ้น คือ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ,บมจ.วีจีไอ (VGI) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC รวม 5 คำสั่ง มูลค่ารวม 2.6 หมื่นล้านบาท
“มีทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดรวม 2.6 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเรายึดอายัดหุ้นที่เครือข่ายนี้ถือครองเป็นเจ้าของอยู่ มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท ส่วนในชั้นคดี เรามีการส่งสำนวนทรัพย์สินเหล่านี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ผู้เสียหาย และที่เหลือก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งกระบวนการอยู่ในชั้นศาลฯแล้ว และเมื่อยึดมาแล้ว หากเป็นทรัพย์ที่มีผู้เสียหาย เราจะใช้กระบวนการตามกฎหมายฟอกเงิน โดยจะประกาศคุ้มครองสิทธิ์ให้ผู้เสียหายที่ถูกหลอก ไม่ว่าจะฉ้อโกงธรรมดาหรือฉ้อโกงประชาชน มายื่นขอคุ้มครองสิทธิ์ที่สำนักงาน ปปง.ในเร็วๆนี้” นายกมลสิษฐ์ กล่าว
ขณะที่ ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า เมื่อปี 2567 ก.ล.ต.ได้ทราบข่าวและติดตามกรณีที่มีบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจมีความเกี่ยวพันกับการที่มีกลุ่มบุคคลเข้ามาถือครองหุ้น และอาจเป็นการดำเนินการที่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ โดยเมื่อทำการตรวจสอบแล้ว ก.ล.ต.ได้แจ้งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การจับกุมเครือข่ายฯดังกล่าวในครั้งนี้
“มีบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มีการออกหุ้นเพิ่มทุนเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด หรือ PP ซึ่งมีผู้ได้รับจัดสรรเป็นกองทุนต่างประเทศ 3 กลุ่ม คือ CAI Optimum Fund VCC จำนวน 2,900 ล้านหุ้น กลุ่มที่สอง Opus chartered issuances จำนวน 2,200 ล้านหุ้น และ THAI IR จำนวน 800 ล้านหุ้น รวมทั้งหมด 8,850 ล้านบาท ก.ล.ต.ได้ตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ
พบว่าผู้รับผลประโยชน์รายสุดท้ายที่แท้จริง หรือ UBO เป็นคนกลุ่มเดียวกัน ซึ่งได้แก่ นายยิม ,นางสาวแคทรียา ,นางสาวสุภารัตน์ ภายใต้การวางแผนของนายเบน ซึ่งรวมกันแล้วเกินร้อยละ 25 ของสิทธิออกเสียง แต่ไม่มีการรายงานเป็นกลุ่มและไม่ทำคำเสนอซื้อ ส่วนหุ้นตัวที่สอง ซึ่งจำกัดต่างชาติถือครองได้ รายละไม่เกินร้อยละ 5 แต่เครือข่ายฯกลุ่มนี้ ถือแทนจนเกินร้อยละ 20 ก.ล.ต.จึงมีการแจ้ง สนับสนุนข้อมูล และนำไปสู่การดำเนินในวันนี้” ศ.ดร.พรอนงค์ กล่าว
ศ.ดร.พรอนงค์ กล่าวด้วยว่า กรณีที่ ปปง. ได้ทำการยึดหรืออายัดหุ้นของบริษัทจดทะเบียนฯจำนวน 3 บริษัท นั้น ตัวบริษัทจดทะเบียนฯ ไม่มีความเกี่ยวข้อง และไม่เกี่ยวข้องกับ performance หรือผลดำเนินงานของบริษัทแต่อย่างใด ส่วนการซื้อขายหุ้นนั้น คนที่ถือครองหุ้นยังซื้อขายได้ตามปกติ โดยการอายัดฯจะอายัดเฉพาะผู้ที่เข้าข่ายกระทำความผิดเท่านั้น

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา