‘ศาลฎีกาฯ’ สั่ง ‘รองนายก อบต.ท่าธง’ พ้นตำแหน่ง ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯภายในเวลา‘กม.’กำหนด ส่วนโทษ ‘จำคุก’ 6 เดือน ให้ ‘รอลงอาญา’ 1 ปี เพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งตลอดไป
........................................
เมื่อวันที่ 10 ต.ค. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 34/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 25/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. (ผู้ร้อง) กับ นายแอศฮัม เฮงปิยา (ผู้ถูกกล่าวหา) รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
คดีนี้ ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่า นายแอศฮัม เฮงปิยา ผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง ในวาระที่ 1 และกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง ในวาระที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้ นายแอศฮัม เฮงปิยา ผู้ถูกกล่าวหา พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยผลของกฎหมาย ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ นายแอศฮัม เฮงปิยา ผู้ถูกกล่าวหา ตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167
การกระทำของ นายแอศฮัม เฮงปิยา ผู้ถูกกล่าวหา เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 8,000 บาท รวม 3 กระทง จำคุก 6 เดือน และปรับ 24,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่า นายแอศฮัม เฮงปิยา ผู้ถูกกล่าวหา เคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
“…คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นายแอศฮัม เฮงปิยา) จงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง ในวาระที่ 1 และกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง ในวาระที่ 2 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงยุติดังที่วินิจฉัยมาแล้วว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ในวาระที่ 1 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2565 ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง ในวาระที่ 2 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 และยังคงดำรงตำแหน่งดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน
เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหา ย่อมรู้ตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธงแล้วว่าตนมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ และเป็นผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินภายในหกสิบวันนับแต่วันถัดจากวันเข้ารับตำแหน่งและนับถัดจากวันพ้นจากตำแหน่ง ตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ.ศ.2561 อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาตอบคำถามศาลยอมรับว่า รู้เรื่องที่มีหน้าที่อื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามที่กฎหมายบังคับ
นอกจากนั้น เมื่อผู้ถูกกล่าวหาไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องยังมีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบเป็นระยะเรื่อยมา รวม 5 ฉบับ คือ ฉบับลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2566 ฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2566 ฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2566 และฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2566 ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องกรณีเข้ารับตำแหน่งและพันจากตำแหน่งดังกล่าว
ผู้ถูกกล่าวหาได้รับหนังสือทั้งห้าฉบับโดยชอบแล้ว แต่มิได้ดำเนินการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือขอขยายระยะเวลาการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินรวมทั้งไม่ได้แจ้งเหตุผลต่อผู้ร้องแต่ประการใด จนกระทั่งผู้ร้องแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าวหาจึงยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในวันที่ 12 ตุลาคม 2566 โดยเป็นการยื่นล่าช้าเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด 580 วัน 239 วัน และ 179 วัน แล้วแต่กรณีตามลำดับ และไม่มีพฤติการณ์ใดที่เป็นเหตุสุดวิสัยหรือเหตุสำคัญผิดอันทำให้ผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือขอขยายระยะเวลายื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องได้
ดังนี้ ย่อมฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้อง กรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง ในวาระที่ 1 และกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง ในวาระที่ 2 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอีกประการหนึ่งว่า คดีมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินและหนี้สินนั้นหรือไม่
ในปัญหานี้ผู้ร้องมีนายเอกชาต บุญยะศิลป์ เจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินปฏิบัติการ สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดยะลา เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นต่อศาลได้ความว่า พยานได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหา เมื่อผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2566 ถึงเหตุที่ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่า
กรณีเข้ารับตำแหน่งในวาระที่ 1 ผู้ถูกกล่าวหาเดินทางไปสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดยะลา เพื่อยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แต่เมื่อได้รับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ จึงขอปรับข้อมูลบัญชีให้ครบถ้วนถูกต้องแล้วจะนำมายื่นใหม่อีกครั้ง และเหตุที่ยื่นล่าช้านั้น เนื่องจากเกิดภาวะน้ำท่วมในจังหวัดยะลาต้องปฏิบัติภารกิจในพื้นที่
อีกทั้งภริยาต้องดูแลบิดาที่ป่วยไม่อาจให้ความร่วมมือในการรวบรวมเอกสาร เมื่อบิดาภริยาเสียชีวิต เกิดปัญหาในการแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างพี่น้องภริยาและมีการยื่นคำร้องต่อศาลขอตั้งผู้จัดการมรดก และกรณีพ้นจากตำแหน่งในวาระที่ 1 เนื่องจากทรัพย์สินในกองมรดกที่จะต้องแสดงรายการในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของภริยานั้น ศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกและข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินกองมรดกยังไม่ยุติ
ส่วนกรณีเข้ารับตำแหน่งในวาระที่ 2 ศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก ผู้ถูกกล่าวหาเกรงว่าจะทำให้ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินคลาดเคลื่อน และไม่ทราบแนวทางว่าจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินประการใด ในวันเดียวกันนั้น ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องทั้งสามกรณี จึงเป็นการยื่นล่าช้าเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด
ส่วนผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง หรือความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับเหตุที่ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้ความทำนองเดียวกันดังกล่าว
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางไต่สวนโดยผู้ถูกกล่าวหาตอบศาลว่า ผู้ถูกกล่าวหาจบการศึกษาชั้นปริญญาตรี คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เมื่อปี 2553 แล้วประกอบอาชีพเป็นพนักงานในหลายบริษัทจนกระทั่งลาออกมาประกอบธุรกิจส่วนตัว แล้วย้ายมาเป็นผู้ดูแลกิจการบ่อทรายของครอบครัวภริยา
แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้มีการศึกษาสูงพอสมควรและมีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน น่าเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหามีความรู้และความสามารถในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้ หรือหากมีข้อขัดข้องก็สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นหรือปรึกษาหารือผู้ร้องได้โดยไม่ยาก
โดยเฉพาะในประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.พ.ศ.2561 ซึ่งกำหนดวิธีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน การขอขยายระยะเวลาในการยื่น และรายละเอียดต่าง ๆ ไว้เพียงพอที่จะยื่นได้โดยสะดวก และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
รวมทั้งมีการเผยแพร่อย่างหลากหลายในสื่อต่างๆ และน่าเชื่อว่ามีอยู่ในสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาเป็นรองนายกฯ เพื่อใช้ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้บริหารท้องถิ่น ยิ่งทำให้ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือขอขยายเวลายื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้โดยง่ายและสะดวก
การที่ผู้ถูกกล่าวหากลับไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและไม่ได้ขอขยายระยะเวลายื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แม้ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งเตือนให้ยื่นเป็นระยะ รวม 5 ฉบับ ตั้งแต่ฉบับลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2566 ฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2566 ฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2566 และฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2566 ผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่ยื่นและไม่ขอขยายระยะเวลาแต่อย่างใด
จนกระทั่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาจึงยอมยื่น โดยยื่นล่าช้าเกินเวลาที่ฎหมายกำหนดเป็นเวลาหลายร้อยวัน คือ 580 วัน 239 วัน และ 179 วัน แล้วแต่กรณีตามลำดับ
พฤติการณ์ที่ปล่อยปละละเลยหรือไม่ยอมยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นมาตรการสำคัญในการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐว่าระหว่างดำรงตำแหน่งมีทรัพย์สินและหนี้สินเพิ่มขึ้นหรือลดลงผิดปกติ อันจะส่อไปในทางร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่เช่นนี้ ทำให้มีเหตุน่าสงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาปกปิดทรัพย์สินและหนี้สินหรือไม่
เมื่อพิจารณาประกอบกับเหตุผลที่ผู้ถูกกล่าวหากล่าวอ้างในการไม่ยอมยื่นและขอขยายเวลาตามที่ได้ความว่า เหตุที่ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งในวาระที่ 1 เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเดินทางไปสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดยะลา เพื่อยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วได้รับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่จึงขอปรับข้อมูลบัญชีให้ครบถ้วนถูกต้อง แล้วจะนำมายื่นใหม่อีกครั้ง เนื่องจากเกิดภาวะน้ำท่วมในจังหวัดยะลาต้องปฏิบัติภารกิจในพื้นที่
อีกทั้งภริยาต้องดูแลบิดาที่ป่วยจึงไม่อาจให้ความร่วมมือในการรวบรวมเอกสาร เมื่อบิดาภริยาเสียชีวิต เกิดปัญหาในการแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างพี่น้องภริยาและมีการยื่นคำร้องต่อศาลขอตั้งผู้จัดการมรดก
และกรณีพ้นจากตำแหน่งในวาระที่ 1 เนื่องจากทรัพย์สินในกองมรดกที่จะต้องแสดงรายการในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของภริยานั้น ศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกและข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินกองมรดกยังไม่ยุติ ส่วนกรณีเข้ารับตำแหน่งในวาระที่ 2 ศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก ผู้ถูกกล่าวหาเกรงว่าจะทำให้ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินคลาดเคลื่อน และไม่ทราบแนวทางว่าจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินประการใดแล้ว
เห็นว่า เหตุที่ต้องนำบัญชีไปปรับปรุงให้ถูกต้องครบถ้วนและภริยาต้องดูแลบิดาที่ป่วยเจ็บไม่อาจให้ความร่วมมือในการค้นหาเอกสาร ถือว่าเป็นเหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นได้ตามปกติธรรมดาทั่วไปและสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก หากตั้งใจจะแก้ไข ส่วนเหตุที่ต้องช่วยเหลือดูแลประชาชนในพื้นที่ก็ปรากฏว่าน้ำท่วมในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 4 ถึง 5 วัน รวม 2 ครั้ง ตามที่ตอบศาล ผู้ถูกกล่าวหาจึงยังมีเวลาเหลืออีกหลายร้อยวันในการตรวจสอบทรัพย์สินและเอกสารเพื่อใช้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือขอขยายระยะเวลาได้ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ว่าผู้ถูกกล่าวหาขวนขวายที่จะกระทำ
อีกทั้งปัญหาการแบ่งมรดกไม่ใช่เหตุที่ทำให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ได้ เพราะสามารถระบุเหตุขัดข้องดังกล่าวในบัญชีทรัพย์สินได้และอยู่ในวิสัยที่ผู้ถูกกล่าวหารู้ได้เองอยู่แล้ว ข้ออ้างทั้งหมดของผู้ถูกกล่าวหาล้วนเป็นความบกพร่อง และไม่เอาใจใส่ที่จะปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการทุจริตหรือตามบทกฎหมายโดยไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอ้างได้
ดังนี้ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินและหนี้สินนั้น เมื่อผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องกรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง ในวาระที่ 1 และกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง ในวาระที่ 2 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน
มีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม และการกระทำของผู้ถูกกล่าวหายังเป็นความผิดตามมาตรา 167
พิพากษาว่า นายแอศฮัม เฮงปิยา ผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง ในวาระที่ 1 และกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าธง ในวาระที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยผลของกฎหมาย ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167
การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 8,000 บาท รวม 3 กระทง จำคุก 6 เดือน และปรับ 24,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 34/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 25/2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา