
‘ศาลฎีกา’ พิพากษาให้ ‘สมชาย ศิรอักษร’ สมาชิก อบจ.นครนายก พ้นตำแหน่ง ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯเท็จ เหตุไม่แจ้ง ‘บัญชีเงินฝาก’ ผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยา โดยมิได้จดทะเบียนสมรส เพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งตลอดไป ส่วนโทษจำคุก 6 เดือน ให้ ‘รอลงอาญา’ 1 ปี
...........................................
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 22/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 31/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. (ผู้ร้อง) กับายสมชาย ศิรอักษร (ผู้ถูกกล่าวหา) สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครนายก เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
คดีนี้ ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่า นายสมชาย ศิรอักษร ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อ ป.ป.ช. (ผู้ร้อง) กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก (วาระที่ 1) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก (วาระที่ 2) และกรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก (วาระที่ 2) ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1) เนื่องจาก นายสมชาย ศิรอักษร ผู้ถูกกล่าวหา มีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินของนางสาวขวัญใจ ผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยา โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ถูกกล่าวหา
ให้นายสมชาย ศิรอักษร ผู้ถูกกล่าวหา พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
กับมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 8,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 24,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30
“ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า นางสาวขวัญใจ มีสถานะเป็นภริยาของผู้ถูกกล่าวหา (นายสมชาย ศิรอักษร) ตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ.2561 ข้อ 3 (2) หรือไม่
เห็นว่า การรับฟังว่าผู้ถูกกล่าวหาและนางสาวขวัญใจ มีสถานะเป็นสามีภริยากันตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยา โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ.2561 ข้อ 3 (2) ที่ใช้บังคับขณะที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบ
ต้องมีข้อเท็จจริงแสดงให้ปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาและนางสาวขวัญใจ มีสถานะเป็นสามีภริยากัน หรือมีพฤติการณ์เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่า ผู้ถูกกล่าวหาและนางสาวขวัญใจมีสถานะเป็นสามีภริยากัน ซึ่งการแสดงให้ปรากฏหรือมีพฤติการณ์เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปดังกล่าวนั้น ต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกกล่าวหาและนางสาวขวัญใจ ทั้งด้านส่วนตัว และด้านทรัพย์สิน อันมีลักษณะเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันดังเช่นสามีภริยาทั่วไป
ทางไต่สวนได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหารู้จักและอยู่กินกันฉันสามีภริยากับนางสาวขวัญใจ ตั้งแต่ปี 2551 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชาย ธ. (เกิดเมื่อวันที่ XXXXXX) และเด็กหญิง ก. (เกิดเมื่อวันที่ XXXXX) แต่มีเรื่องทะเลาะกันมาโดยตลอด ในช่วงเดือนมีนาคมหรือเดือนเมษายน 2560 ได้ทะเลาะกันอย่างรุนแรงเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาไปมีหญิงอื่น เป็นเหตุให้ต้องเลิกกัน นางสาวขวัญใจ จึงพาบุตรทั้งสองคนไปพักอาศัยที่บ้านเลขที่ XXX ตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ส่วนผู้ถูกกล่าวหาพักอาศัยที่บ้านเลขที่ XXX ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก
หลังจากนั้นนางสาวขวัญใจให้บุตรทั้งสองมาอยู่กับผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากใกล้กับโรงเรียนของบุตรทั้งสอง ในระยะแรกผู้ถูกกล่าวหาทำหน้าที่รับและส่งบุตรทั้งสองคนไปโรงเรียน เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายกไม่มีเวลารับส่งบุตร จึงได้ขอร้องให้นางสาวขวัญใจ มาช่วยรับส่งบุตรทั้งสองช่วงเช้าและช่วงเย็น โดยนางสาวขวัญใจจะขับรถจักรยานยนต์ของตนเองจากบ้านที่พักมาที่บ้านเลขที่ XXX ของผู้ถูกกล่าวหา
เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกกล่าวหาและนางสาวขวัญใจที่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดังเช่นสามีภริยาทั่วไปหรือไม่ นั้น ได้ความจากผู้ถูกกล่าวหาตอบผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องว่า ผู้ถูกกล่าวหาเลิกรากับนางสาวขวัญใจช่วงต้นปี 2560 โดยไม่ได้บอกกล่าวให้สังคมทราบ เพราะเป็นเรื่องภายในครอบครัว ซึ่งนางสาวขวัญใจตอบศาลในส่วนนี้ว่า พยานโกรธเคืองผู้ถูกกล่าวหาจึงเลิกรากัน แต่ยังมีความสัมพันธ์กันในเรื่องบุตร และการทำธุรกิจขนดิน เพราะขณะนั้นพยานไม่มีรายได้มั่นคง ผู้ถูกกล่าวหาจึงให้รถบรรทุกแก่พยานไว้ใช้รับจ้างเพื่อหารายได้ดูแลบุตร
โดยผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้หางานให้พยานและเป็นผู้เก็บเงินแล้วโอนให้แก่พยาน ย่อมแสดงว่านางสาวขวัญใจ ไม่ได้เป็นผู้รับขนดินเองโดยตรง แต่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้รับงานขนดินให้ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหายังคงช่วยเหลือเกื้อกูลนางสาวขวัญใจดังเช่นสามีภริยา
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณารายงานการสืบสวนข้อมูลบุคคลเพื่อประกอบการตรวจทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ร้อง (ป.ป.ช.) ฉบับลงวันที่ 27 ธันวาคม 2565 ได้บันทึกภาพถ่าย พบว่านางสาวขวัญใจเข้าออกบ้านเลขที่ XXX ช่วงเช้าเวลาประมาณ 7 นาฬิกา ถึง 4 นาฬิกา นางสาวขวัญใจขับรถยนต์ไปส่งบุตรทั้งสองคนไปโรงเรียนและทำกิจกรรมอื่นๆ แล้วกลับมาจอดรถยนต์ที่บ้านหลังดังกล่าว ตามภาพถ่ายหมาย ร.23 หน้า 418 ถึง 420
เมื่อนับระยะเวลาที่อ้างว่าเลิกกันในช่วงเดือนมีนาคมหรือเดือนเมษายน 2560 จนถึงวันที่ปรากฏตามรายงานการสืบสวนข้อมูลบุคคลเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 ก็ยังปรากฏภาพนางสาวขวัญใจ ทำกิจวัตรประจำวันอยู่ที่บ้านเลขที่ XXX ของผู้ถูกกล่าวหา
พฤติการณ์เจือสมสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำของนางสาวขวัญใจที่ว่า หลังจากรับบุตรทั้งสองคนจากโรงเรียนมาส่งที่บ้าน และในบางครั้งจะทำอาหารมื้อเย็นให้บุตรทั้งสองคนและมารดาของผู้ถูกกล่าวหารับประทานร่วมกัน ภายหลังเสร็จภารกิจพยานก็จะเดินทางกลับบ้านของตนเอง ภารกิจดังกล่าวมีลักษณะเป็นกิจวัตรประจำวันที่สามีภริยาทั่วไปพึงต้องกระทำต่อกัน มิใช่บุคคลที่เลิกกันแล้วต้องกระทำเป็นประจำ จึงมิใช่เรื่องปกติวิสัยของคนทั่วไปที่จะปฏิบัติภารกิจเช่นนี้เป็นระยะเวลานาน และยังคงแสดงสถานะให้คนทั่วไปเห็นว่าไปมาหาสู่กันโดยตลอด
และก่อนที่นางสาวขวัญใจกับผู้ถูกกล่าวหาจะเลิกกันนั้น ได้พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ XXX พร้อมบุตร โดยนางสาวขวัญใจกู้ยืมเงินจากกองทุนหมู่บ้านคลองผักหนาม หมู่ที่ 2 ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก จำนวน 50,000 บาท เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 กำหนดคืนชำระเงินต้นภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 ตามเอกสารหมาย ค.12 หน้า 82 และ 83
และสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ค.3 หน้า 6 ระบุว่านางสาวขวัญใจย้ายมาจากบ้านเลขที่ XXX เข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ XXX ของผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้อาศัยตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 และไม่พบรายการย้ายออกจากทะเบียนบ้านของผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
แม้นางสาวขวัญใจอ้างเหตุที่ต้องย้ายทะเบียนบ้าน เนื่องจากการกู้ยืมเงินของกองทุนหมู่บ้านคลองผักหนามมีระเบียบใหม่ว่า ผู้กู้ยืมเงินต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หมู่ที่ 2 เพื่อเป็นการรักษาสิทธิในการกู้ยืมเงิน เนื่องจากหากไม่มีทะเบียนบ้านอยู่ในหมู่ที่ 2 จะต้องคืนเงินกู้ทั้งหมดก็ตาม ล้วนเป็นเหตุผลส่วนตัวของนางสาวขวัญใจโดยตรงที่ต้องผูกพันภาระหนี้เท่านั้น
ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า การโอนเงินให้นางสาวขวัญใจเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง ค่าเล่าเรียน ค่างวดงานรับเหมาขนดิน ค่าผ่อนชำระเงินค่าเช่าซื้อนั้น เห็นว่า บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี XXX-X-XXXXX-X ของผู้ถูกกล่าวหา กับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี XXX-X-XXXXX-X และเลขที่บัญชี XXX-X-XXXXX-X ของนางสาวขวัญใจ มีรายการโอนเงินระหว่างกันมากถึง 250
ทั้งปรากฏว่านางสาวขวัญใจยินยอมเป็นผู้ค้ำประกัน ตามสัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้ถูกกล่าวหากับบริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2563 โดยผู้ถูกกล่าวหายังคงระบุชื่อบุคคลที่สามารถติดต่อได้ คือ นางสาวขวัญใจในช่องความสัมพันธ์ ระบุว่า ภริยา ยิ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา ยังคงมีความสัมพันธ์กันในเรื่องทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ผิดวิสัยของคนที่เลิกรากัน
ทั้งตามสื่อสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก (FaceBook) ช่วงระหว่างปี 2563 ถึงปี 2565 เอกสารหมาย ร.24 หน้า 445 ถึง 473 ปรากฏภาพการจัดงานทำบุญปีใหม่และเลี้ยงวันคล้ายวันเกิด และปี 2563 ปรากฏภาพนางสาวขวัญใจและบุตรทั้งสองร่วมงานและรับประทานอาหารด้วยกัน ซึ่งมีข้อความที่นางสาวขวัญใจเขียนไว้ในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของตนเอง เช่น “ขอบคุณทุกอย่างที่ทำเพื่อครอบครัว” “ขอขอบคุณทุกคนที่มาอวยพรวันเกิด”
“ค่าแรงวันละ 300 บาท วันละ 3 เที่ยว ค่าดูแลรถต่างหาก” “ขอให้ขนเงินขนทองเข้าบ้านมีงานตลอด อย่าป่วย สาธุ” เป็นต้น ล้วนเป็นข้อความทำนองร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันของสามีภริยา ข้อความและภาพถ่ายดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการยังคงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา
ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยข้างต้นจึงรับฟังได้ว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาและนางสาวขวัญใจ ย่อมเป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่าผู้ถูกกล่าวหาและนางสาวขวัญใจ มีสถานะเป็นสามีภริยากัน ตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ.2561 ข้อ 3 (2)
ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบและมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น โดยไม่แสดงรายการทรัพย์สินในนามของนางสาวขวัญใจ ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสหรือไม่
เห็นว่า เมื่อนางสาวขวัญใจอยู่กินฉันสามีภริยา โดยไม่จดทะเบียนสมรส ถือว่าเป็นคู่สมรสตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ.2561 ข้อ 3 (2) ที่ใช้บังคับขณะที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ
ผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่ต้องยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของนางสาวขวัญใจ คู่สมรสด้วย เมื่อผู้ถูกกล่าวหามีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี XXX-X-XXXXX-X และทราบดีว่านางสาวขวัญใจมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) XXX-X-XXXXX-X เลขที่บัญชี XXX-X-XXXXX-X และเลขที่บัญชี XXX-X-XXXXX-X มาตั้งแต่ต้นนั้น
ได้ดำเนินการทางธุรกรรมกับธนาคารด้วยการฝากโอนเงินระหว่างกันมากถึง 250 ครั้ง เพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ค่าเล่าเรียน ค่างวดงานรับเหมาขนดินให้กับนางสาวขวัญใจตลอดระยะเวลาที่อ้างว่าได้รับเหมาขนดินกับผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงเป็นค่าผ่อนชำระเงินค่าเช่าซื้อในแต่ละงวด และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ของนางสาวขวัญใจดังกล่าว
แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ยื่นแสดงรายการบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และรายการทรัพย์สินอื่นของนางสาวขวัญใจ ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหารับรู้ถึงความมีอยู่ของทรัพย์สินเป็นอย่างดีมาตั้งแต่แรก การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นหน้าที่สำคัญของสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย อันเป็นมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน เพื่อป้องปรามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจในทางมิชอบ
ผู้ถูกกล่าวหาย่อมต้องทราบดีว่ามีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องให้ถูกต้อง แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับไม่แสดงรายการทรัพย์สินของนางสาวขวัญใจ ผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยา โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ถูกกล่าวหา
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนางสาวขวัญใจ กรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 1)ได้แก่ บัญชีเงินฝาก 7 บัญชี รวมเป็นเงินจำนวน 22,574.49 บาท กรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 2) ได้แก่ บัญชีเงินฝาก 6 บัญชี รวมเป็นเงินจำนวน 2,675.56 บาท และกรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 2) ได้แก่ บัญชีเงินฝาก 8 บัญชี รวมเป็นเงินจำนวน 21,749.18 บาท และรายการเงินกู้ธนาคารออมสิน จำนวน 9,500 บาท
แม้จำนวนเงินในบัญชีเงินฝากและหนี้กู้ยืมเงินมีจำนวนน้อย แต่ก็ไม่อาจหักล้างหรือใช้เป็นข้อต่อสู้ให้หลุดพ้นจากหน้าที่ตามกฎหมายให้ต้องแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของคู่สมรส และไม่เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีเจตนาที่จะไม่แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน จึงถือว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบต่อผู้ร้อง การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินของนางสาวขวัญใจ กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก (วาระที่ 1) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก (วาระที่ 2) และกรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก (วาระที่ 2) มีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
และการกระทำดังกล่าวของผู้ถูกกล่าวหายังเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167
พิพากษาว่า นายสมชาย ศิรอักษร ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก (วาระที่ 1) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก (วาระที่ 2) และกรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก (วาระที่ 2) ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1) ให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
กับมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 8,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 24,000 บาท
ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 22/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 31/2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา