‘เครือข่ายนักวิชาการฯ’ 108 ราย ออกแถลงการณ์เรียกร้อง ‘สำนักงาน กสทช.’ จัดประชุม ‘บอร์ด’-ขับเคลื่อนกลไกการทำงานตาม ‘กรอบกฎหมาย-คำสั่งศาล’ พร้อมขอทุกฝ่ายสร้าง ‘ฉันทามติ’ ร่วมกันคลี่คลายภาวะ ‘สุญญากาศ’
...........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย. เครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ จำนวน 108 ราย ได้ออกแถลงการณ์เครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ เรื่อง ขอให้ยึดมั่นหลักการกฎหมายและประโยชน์สาธารณะ หยุดภาวะสุญญากาศการทำงานของ กสทช. เพื่อขับเคลื่อนนิเวศสื่อและโทรคมนาคมของประเทศ
โดยแถลงการณ์ฯฉบับนี้ ระบุว่า ตามที่เกิดภาวะการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ส่งผลให้มีวาระการพิจารณาค้างสะสมเป็นจำนวนมากนั้น เครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ ในฐานะผู้ติดตาม ถอดบทเรียน และร่วมขับเคลื่อนนิเวศสื่อและโทรคมนาคมมาอย่างต่อเนื่อง ขอแสดงทัศนะและข้อเรียกร้องตามหลักการดังต่อไปนี้
1.ความห่วงใยต่อภาวะชะงักงันของนิเวศสื่อและการคุ้มครองผู้บริโภค
เครือข่ายนักวิชาการฯ ไม่สามารถนิ่งเฉยต่อสภาพการณ์ที่การขับเคลื่อนนิเวศสื่อและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต้องหยุดชะงักลงได้ เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อสาธารณชนในหลายมิติ
1.1 ด้านการวางรากฐานและนโยบายสื่ออนาคต การชะลอพิจารณา (ร่าง) แผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย (พ.ศ. 2569-2573) รวมถึง (ร่าง) ประกาศ กสทช. เกี่ยวกับบริการแพร่ภาพและเสียงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (OTT) และหลักการเกี่ยวกับ Connected TV ทำให้ขาดทิศทางที่ชัดเจนของอนาคตของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลทั้งหมดของประเทศ ทั้งการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคถัดไป
1.2 ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยสาธารณะ ภาวะชะงักงันส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน เนื่องจากวาระการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภค ทั้งในมิติบริการโทรคมนาคมและการจัดการปัญหาโฆษณาหลอกลวงต้องล่าช้าออกไป รวมถึงโครงการสำคัญที่ต้องการการอนุมัติขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน เช่น การติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านมือถือและสื่อโทรทัศน์ (Cell Broadcast/EWS) และมาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (การจัดระเบียบซิมผีและแก๊งคอลเซ็นเตอร์)
1.3 ด้านการส่งเสริมวิชาชีพและสื่อชุมชน การชะลอพิจารณาหลักเกณฑ์การส่งเสริมและสนับสนุนสื่อชุมชน รวมถึงโครงการพัฒนาทักษะและความเข้มแข็งของบุคลากรในวิชาชีพสื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ส่งผลให้การยกระดับคุณภาพสื่อเพื่อประโยชน์สาธารณะต้องหยุดชะงักลง
1.4 ด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม การวางแผนการประมูลคลื่นความถี่ 5G/6G (ปี 2569–2571), นโยบายการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการในประเทศ (Landing Rights), หลักเกณฑ์ท่อร้อยสาย และการกำกับดูแลผู้มีอำนาจเหนือตลาด (SMP) ตลาดมือถือและบรอดแบนด์ ล้วนเป็นวาระที่มีกรอบเวลาตามกฎหมาย ซึ่งการล่าช้าจะส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
2.การยืนหยัดในหลักการกฎหมายและคำสั่งศาล เพื่อประโยชน์สาธารณะ
เพื่อให้การบริการสาธารณะและการทำหน้าที่ขององค์กรกำกับดูแลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายนักวิชาการฯ ขอเน้นย้ำถึงหลักการทางกฎหมายที่เป็นบรรทัดฐานสำคัญ ดังนี้
2.1 การเคารพคำสั่งและเหตุผลของศาลปกครองสูงสุด โดยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 ได้วางหลักไว้ชัดเจนเกี่ยวกับการมีผลของคำวินิจฉัยทางปกครอง และการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ตามมาตรา 20 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพื่อไม่ให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคมต้องหยุดชะงักลง
2.2 หน้าที่ในการขับเคลื่อนกลไกการทำงาน การแสวงหาทางออกร่วมกันของ กรรมการ กสทช. เพื่อเปิดพื้นที่หารือและจัดประชุมพิจารณาวาระที่ค้างอยู่ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษามติและประโยชน์ของสาธารณชนเป็นสำคัญ
2.3 บทบาทหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ซึ่งมีสถานะตามกฎหมายเป็นหน่วยธุรการและผู้สนองนโยบายของ คณะกรรมการ กสทช. ทั้งคณะ มิใช่ของกรรมการหรือผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเฉพาะ ดังนั้น สำนักงานฯ จึงมีหน้าที่โดยตรงในการอำนวยความสะดวก จัดเตรียมการประชุม และขับเคลื่อนกลไกงานธุรการเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะชะงักงันและรักษาประโยชน์สาธารณะ
3.ข้อเรียกร้องต่อสำนักงาน กสทช. และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
3.1 ขอให้สำนักงาน กสทช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการที่สนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการ กสทช. ทั้งคณะอย่างเป็นกลางและเคร่งครัด เร่งอำนวยความสะดวกในการจัดประชุมและขับเคลื่อนกลไกการทำงานตามกรอบกฎหมายและคำสั่งศาล เพื่อปฏิบัติตามนโยบายองค์กรและยึดเอาประโยชน์สาธารณะรวมถึงสิทธิของผู้บริโภคเป็นสำคัญ
3.2 สร้างความโปร่งใสและชี้แจงต่อสาธารณะ หากมีปัจจัยหรือข้อจำกัดใดที่ทำให้ระบบและกลไกการทำงานของ กสทช. ไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าวมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องอธิบายเหตุผลอย่างเปิดเผยและโปร่งใสต่อสาธารณชน
3.3 ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างฉันทามติ ร่วมมือกันคลี่คลายภาวะสุญญากาศ เพื่อเปิดทางให้วาระค้างพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและอุตสาหกรรมได้รับการพิจารณาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้อุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคมไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้เพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะ
@เสนอจัดประชุม‘6 กรรมการ’เลือกผู้ทำหน้าที่‘ปธ.กสทช.’
ขณะเดียวัน รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นทางกฎหมายกรณีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 กับสถานะและอำนาจของหมอสรณ (ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) โดยระบุว่า คำสั่งทางปกครองและการกระทำทางปกครองที่มีลักษณะเดียวกัน จะมีผลใช้ยันบุคคลนั้นนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ซึ่งก็แน่นอนว่า หมอสรณท่านได้รับแจ้งแล้วท่านจึงไปฟ้องศาลปกครองได้
การกระทำทางปกครองต่างๆ เช่น มติคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวได้รับการสันนิษฐานไว้ว่าชอบด้วยกฎหมาย และมีผลใช้บังคับในระบบกฎหมาย ตราบเท่าที่ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาเพิกถอนหรือมีการสั่งทุเลาการบังคับ
ดังนั้น ณ ปัจจุบันนี้ ต้องถือว่า หมอสรณไม่มีสถานะเป็นกรรมการ กสทช. และประธาน กสทช. ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา เมื่อมิได้ดำรงตำแหน่งก็ย่อมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ การปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนี้ของหมอสรณ ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีตำแหน่ง เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งหากมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด หรือโดยทุจริต ก็อาจเป็นความผิดอาญา
อย่างไรก็ดี หากวันใดที่ศาลปกครองสั่งทุเลาการบังคับ เมื่อนั้น หมอสรณ ก็จะกลับมามีสถานะเป็นกรรมการ กสทช. และประธาน กสทช. อีกครั้งหนึ่ง แต่ ณ ปัจจุบัน วันที่ 18 กันยายน 2569 ศาลปกครองยังมิได้มีคำสั่งเช่นนั้นออกมา
ในช่วงปัจจุบัน กรรมการ กสทช. ที่มีอยู่ 6 ท่าน สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และสามารถเลือกบุคคลคนหนึ่งมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมหรือแม้แต่แต่งตั้งรักษาการประธาน กสทช. ได้
ในอนาคต แม้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา แต่สิ่งต่าง ๆ ที่กรรมการ กสทช. กระทำไปในระหว่างนี้ ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่ถูกกระทบกระเทือนโดยผลแห่งคำพิพากษา
ในทางตรงกันข้าม ณ ขณะนี้ การยินยอมให้ หมอ สรณ. ทำหน้าที่กรรมการและประธาน กสทช. ต่อไป ต่างหากที่จะมีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของการใช้อำนาจของคณะกรรมการ กสทช. เพราะยินยอมให้บุคคลที่มิใช่กรรมการ มาร่วมใช้อำนาจในนามคณะกรรมการ
รศ.ดร.ณรงค์เดช ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับภาวะที่ กสทช. มีปัญหาเรื่ององค์ประชุม ใครมีอำนาจทำอะไรได้บ้าง โดยระบุว่า แม้กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการประชุม ไม่ได้เขียนไว้ แต่เมื่อพิจารณา พ.ร.บ.ต่างๆกว่า 30 ฉบับที่เกี่ยวกับองค์กรกลุ่มหรือคณะกรรมการต่างๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชนแล้ว เราสามารถสกัดหลักกฎหมายทั่วไปได้ว่า กรรมการองค์กรกลุ่ม อย่างน้อย 2 คน สามารถเรียกประชุมคณะกรรมการเองได้ ในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็น เช่น กรณี กสทช. ณ ปัจจุบัน ย่อมถือว่าไม่มีบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ซึ่งมีอำนาจเรียกประชุมคณะกรรมการ
ดังนั้น ขอให้ กรรมการ กสทช. 2 ท่าน ร่วมกันเรียกประชุมคณะกรรมการ กสทช. เท่าที่มีอยู่ คือ 6 ท่าน และแจ้งให้สำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการทราบ และดำเนินการจัดให้มีการประชุม โดยวาระแรกที่ต้องพิจารณาก็คือ การลงมติเลือกกรรมการ กสทช. หนึ่งคน มาทำหน้าที่ประธาน กสทช. แบบนี้ จึงจะถือว่า กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ
“คณะกรรมการ กสทช. ณ ปัจจุบัน มีอำนาจเต็มในการดำเนินการ เพราะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน ครบองค์ประกอบขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด แม้ในภายหลัง ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา การดำเนินการทุกอย่างของคณะกรรมการ กสทช. ก็ไม่เสียไปตามนัยแห่งมาตรา 19 แห่งกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และเทียบเคียงมาตรา 15 วรรคสาม พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งถือเป็นหลักกฎหมายทั่วไป” รศ.ดร.ณรงค์เดช ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา