
สหภาพการทางพิเศษฯ ร่วมกับสภาผู้บริโภค ยื่น'เอกนิติ' ค้านสร้างทางด่วน 2 ชั้น 'พระราม 9-งามวงศ์วาน ยก 4 เหตุผลไม่คุ้ม ด้าน 'พิพัฒน์' มองเป็นสิทธิที่จะค้าน แต่ส่วนของกระทรวงยังไม่ผลักดัน ขอคุยผู้ได้รับกระทบทุกฝ่ายก่อน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 19 สิงหาคม 2569 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) และชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการระบบทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) บนทางพิเศษศรีรัช ช่วงพระราม 9-งามวงศ์วาน ยื่นหนังสือต่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ยุติการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น เนื่องจากมีข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย ทั้งยังทำให้ประชาชนทั้ง ประเทศต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
โดยโครงการทางพิเศษชั้นที่ 2 หรือ Double Deck ช่วงงามวงศ์วาน – พระราม 9 ถูกตั้งข้อสังเกตในหลายประเด็นทั้งในด้าน ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว รวมไปถึงประเด็นที่ว่าการสร้างทางด่วนดังกล่าวอาจแก้ปัญหารถติดไม่ได้จริง
1. ความปลอดภัยของประชาชนและชุมชนตามแนวทางด่วน การก่อสร้างทางด่วนซ้อนขึ้นไปบนแนวโครงสร้างเดิม จำเป็นต้องมีข้อมูลและหลักประกันด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงก่อสร้างที่ประชาชนยังต้องใช้เส้นทางเดิมอยู่ทุกวัน รวมถึงประชาชนและชุมชนที่อาศัยอยู่ใต้และบริเวณโดยรอบทางด่วน
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาผลกระทบจากการก่อสร้างทั้ง ฝุ่นละออง PM2.5 เสียง การสั่นสะเทือน การจราจร และความเสี่ยงจากงานก่อสร้างเหนือพื้นที่ที่มีประชาชนสัญจรอยู่ ซึ่งสภาผู้บริโภคเรียกร้องให้มีการเปิดเผยแผนและมาตรการรองรับผลกระทบ ตลอดจนหลักประกันด้านความปลอดภัยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
บทเรียนจากอุบัติเหตุโครงการก่อสร้างทางยกระดับที่ผ่านมา โดยเฉพาะถนนพระราม 2 ยิ่งทำให้คำถามเรื่องมาตรฐานการออกแบบ การก่อสร้าง การควบคุมงาน และการรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ เป็นเรื่องที่ไม่ควรถูกมองข้าม
2. ลดค่าทางด่วนวันนี้ แต่ประชาชนอาจต้องผูกพันค่าใช้จ่ายอีกหลายสิบปี อีกประเด็นสำคัญคือ รูปแบบของโครงการที่เอกชนจะลงทุนก่อสร้างประมาณ 35,000 ล้านบาท แลกกับการขยายอายุสัมปทานทางด่วนเดิมออกไปอีก 22 ปี 5 เดือน พร้อมปรับสัดส่วนผลตอบแทนระหว่างรัฐกับเอกชน
แม้จะมีการนำเสนอเรื่องการลดค่าผ่านทางเหลือประมาณ 50 บาท แต่สภาผู้บริโภคตั้งข้อสังเกตว่า ค่าผ่านทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะคงอยู่ที่ 50 บาทตลอดระยะเวลาสัมปทานใหม่ เนื่องจากยังมีประเด็นเรื่องการปรับค่าผ่านทางในอนาคต
ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรได้รับคำตอบคือ สิทธิในการจัดเก็บค่าผ่านทางอีกกว่า 22 ปี มีมูลค่าเท่าใด และการนำสิทธิดังกล่าวไปแลกกับการลงทุนก่อสร้างประมาณ 35,000 ล้านบาท มีความคุ้มค่าและเป็นธรรมต่อประชาชนจริงหรือไม่
3. รัฐอาจสูญเสียรายได้ที่ควรกลับมาเป็นประโยชน์สาธารณะ การขยายสัมปทานอาจทำให้รัฐสูญเสียโอกาสในการรับรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานที่ควรกลับมาอยู่ในการบริหารของรัฐ โดยมีการประเมินในเวทีสาธารณะว่า ผลกระทบต่อรายได้ของการทางพิเศษฯ ในช่วงสัมปทานที่ขยายออกไปอาจสูงถึงประมาณ 1.65 แสนล้านบาท
จึงต้องพิจารณาว่า เมื่อเทียบกับเงินลงทุนก่อสร้างประมาณ 35,000 ล้านบาทแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและรัฐมากน้อยเพียงใด และมีการเปิดเผยข้อมูลการประเมินความคุ้มค่าอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่
4. สร้างถนนเพิ่ม ไม่ได้แปลว่ารถจะติดน้อยลง
เนื่องจากการเพิ่มพื้นที่ทางด่วนด้านบน ขณะที่โครงข่ายถนนด้านล่างและทางออกต่าง ๆ ไม่สามารถขยายตามได้ อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาจราจรอย่างยั่งยืน และอาจกลายเป็นเพียงพื้นที่รองรับรถเพิ่มขึ้น หรือที่ถูกเปรียบว่าเป็น “ลานจอดรถลอยฟ้า”
จึงมีข้อเสนอให้รัฐพิจารณาว่า เงินและทรัพยากรจำนวนมากดังกล่าวควรถูกใช้กับการสร้างถนนเพิ่ม หรือควรนำไปพัฒนา ระบบรางและระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งช่วยลดจำนวนรถยนต์บนถนนและเปิดทางเลือกการเดินทางให้ประชาชนในระยะยาวมากกว่า
เพราะฉะนั้น ประเด็น “ทางด่วน 2 ชั้น” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่ใช้ทางด่วน แต่เกี่ยวข้องกับ ความปลอดภัยของประชาชนตามแนวก่อสร้าง เงินของรัฐ รายได้จากทรัพย์สินสาธารณะ ค่าผ่านทางที่ประชาชนต้องจ่าย และทิศทางการพัฒนาระบบขนส่งของประเทศไปอีกหลายสิบปี
@พิพัฒน์ ขอ wait and see คุยทุกฝ่ายก่อน
ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทั้งสององค์กรไปยื่นหนังสือที่กระทรวงการคลังว่า การคัดค้านเป็นเรื่องปกติ สำหรับโครงการทางด่วน 2 ชั้น ก็ยังเป็นที่กังขาอยู่ว่าได้หรือไม่ได้ประโยชน์ ต้องเป็นหน้าที่ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่จะต้องชี้แจงประโยชน์ให้ชัดเจนว่า โครงการนี้คนใช้ถนนจะได้อะไร? ต้องชี้แจง ถ้าไม่ชี้แจงถึงประโยชน์ที่ได้รับและเงื่อนไขต่างๆที่จะที่จะเพิ่มเข้ามา คนจะไม่เข้าใจ ซึ่งในส่วนตนเองและผู้บริหารกระทรวงได้หารือกับ กทพ.อยู่ แต่รายละเอียดบางส่วนยังไม่ได้รับ โดยเฉพาะประโยชน์ของโครวการ และการชดเชยของภาครัฐ
"ผมคิดว่า ถ้าคุยกันบนหลักการว่า รัฐต้องไม่เสียผลประโยชน์มาก เอกชนก็ไม่ได้ประโยชน์ไปเสียข้างเดียว ถ้าผลประโยชน์ตรงนี้ รัฐได้ เอกชนไม่เสียประโยชน์ และที่สำคัญคือ ผู้ใช้ทางต้องได้ประโยชน์สูงสุด ก็น่าจะคุยกันได้" นายพิพัฒน์กล่าว
เมื่อถามว่า ตอนนี้กระทรวงคมนาคมอาจจะยังไม่ผลักดัน ขอรอดูก่อนหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า คำว่ากระทรวงคมนาคม ต้องถามก่อนว่า กระทรวงคมนาคมมีหน้าที่อะไร? ก็คือต้องบริหารจัดการ ให้เกิดเดินทางนี้สะดวกที่สุด ลดความแออัดของการจราจร ก็ต้องดูว่า ถ้าจะก่อสร้างทางยกขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง จะลดความแออัดได้จริงไหม แล้วรัฐเสียผลประโยชน์มากไหม ถ้าหากรัฐบาลไม่ได้จ่ายค่าก่อสร้าง จะแลกกับการต่อสัญญาสัมปทานได้หรือไม่? เงื่อนไขตรงนี้ยังไม่เห็น แต่ต้องเรียนให้ทราบว่า รัฐต้องไม่เสียผลประโยชน์
"ถ้าสมมุติว่าถามตัวผมนะครับ อันนี้ผมก็ยังไม่ได้ถามทางท่านปลัดกระทรวงนะครับว่าได้ประโยชน์ไหม การที่กระทรวงคมนาคมมีการสร้างทางบวกขึ้นมาเพื่ออะไรครับ? ลดระยะทาง เพิ่มความเร็วในการเดินทางนะครับ แต่คุณอาจจะมีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเมื่อผู้ประกอบการเคยพูดมาแล้วว่า ถ้าหากว่าสามารถยกระดับได้ ขค้นไปอีกชั้นหนึ่ง ก็มีเงื่อนไขอยู่ที่ว่า ผู้ประกอบการจะคุยเรื่องสัมปทานกับกระทรวงอย่างไร นั่นคือประเด็นแรก ประเด็นที่ 2 ผู้ประกอบการก็บอกว่าจะลดค่าผ่านทางครึ่งหนึ่ง คนใช้ถนนได้ประโยชน์จริงหรือไม่? ผมอยู่แถวด่านพระราม 9 เวลาไปจนถึงงามวงศ์วาน แล้วต่อข้ามมาที่บางปะอินตรงนี้แหละ แล้วก็มาเส้นเนี้ย ผมคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างคุ้มค่า เพราะอะไร เพราะคุณออกระหว่างข้างซ้ายและข้างขวามาตลอดเส้นทาง เพราะฉะนั้นคอขวดที่ปลายทางมันไม่ควรจะติด แต่ถ้าไม่ติด ผมเชื่อว่าตรงนี้คือได้ประโยชน์" นายพิพัฒน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์กล่าวว่า แต่เราก็ต้องเจรจาในเรื่องสิทธิประโยชน์ต่อ ที่สำคัญก็ต้องไปหารือกับสหภาพ แล้วก็ประชาชนที่มาประท้วงที่อยู่ในแนวใต้ทางด่วนว่า สิ่งที่เขาต้องการคืออะไร และต้องให้ผู้ที่ดำเนินการก่อสร้าง รับประกันความปลอดภัย มันต้องมีแผนทุกอย่างมาให้กับกระทรวงคมนาคมว่า จะดูแลความปลอดภัยอย่างไร เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมบาดเจ็บมาพอสมควรแล้ว พวกเราต้องบอกว่าชอกช้ำ แล้วก็เสียใจกับเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เป็นอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา