
เปิดความเห็น-ข้อสังเกต 3 หน่วยงาน ‘คลัง-สภาพัฒน์-สคก.’ หนุนปฏิรูปโครงสร้าง-อัตรากำลัง ‘ขรก.’ ชี้ช่วยสร้างความยั่งยืนทางการคลังให้ประเทศ แนะเปิดรับฟังความเห็น ‘ผู้มีส่วนได้เสีย’
..................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เสนอ ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ นั้น (อ่านประกอบ : ครม.ไฟเขียวแนวทางปฏิรูป‘ระบบราชการ’ ชงยุบเลิกตำแหน่ง‘ขรก.วิชาการ-สายงานสนับสนุน’)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุม ครม. ดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐอย่างน้อย 3 แห่ง ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ได้จัดทำความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม. ในเรื่องแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ได้แก่
กระทรวงการคลัง มีข้อเสนอใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1.เห็นควรให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลทุกแห่งและองค์กรอิสระ ดำเนินการตามแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เพี่อให้เป็นโปในทิศทางเดียวกับข้าราชการพลเรือนสามัญ และ 2.กรณีการยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการ เห็นควรให้คำนึงถึงบทบาทภารกิจและปริมาณงานของส่วนราชการที่มีความจำเป็นต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งข้าราชการ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภารกิจของส่วนราชการและการให้บริการประชาชน

ด้าน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็นว่า เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลสูงสุด รวมทั้งสอดคล้องกับบริบทชองสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นเรื่องทางนโยบายที่ ครม.สามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบ
และมอบหมายให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ร่วมกับสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลาง ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอได้ตามที่เห็นสมควร ในการนี้สมควรรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและผู้มีส่วนได้เสียประกอบการพิจารณาด้วย
ขณะที่ สศช. ให้ความเห็นว่า ข้อเสนอของสำนักงาน ก.พ. จะมีส่วนช่วยให้โครงสร้างและกรอบอัตรากำลังของบุคลากรภาครัฐสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ และช่วยสร้างความยั่งยืนทางการคลังของประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตใน 3 ประเด็น ดังนี้ 1.การกำหนดให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลัง จากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการสอดคล้องกับหลักการในการควบคุมการเพิ่มอัตรากำลังและโครงสร้างองค์กร แต่การให้แต่ละหน่วยงานพิจารณาทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างด้วยตนเอง อาจทำให้หน่วยงานดังกล่าวไม่เห็นความเชื่อมโยงและความซํ้าซ้อนของภารกิจหรืองานบริการที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ
ดังนั้น หน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจในการศึกษา วิเคราะห์วิจัย เสนอแนะ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและองค์การมหาชน และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ซึ่งมีหน้าที่ในการวิเคราะห์ความเหมาะสมในการใช้กำลังคนของส่วนราชการ
อาจมีบทบาทร่วมกับหน่วยงานในการทบทวนบทบาทภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานตั้งแต่ต้น เพื่อให้การปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานและอัตรากำลังสอดคล้องกับการทบทวนภารกิจภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน
2.การยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่าง จากการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ ยกเว้นกรณีสายงานแพทย์ทันตแพทย์และผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ อาจไม่ครอบคลุมสาขาวิชาชีพด้านสุขภาพบางสาขาที่ยังขาดแคลนบุคลากร อาทิ พยาบาลวิชาชีพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบบริการสุขภาพของประเทศเช่นกัน
3.การจัดทำข้อเสนอเซิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลนั้น ในช่วงการเปลี่ยนผ่านการดำเนินงานขององค์กร อาจต้องพิจารณาให้มีมาตรการพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นของบุคลากรในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในองค์กร อาทิ การบริหารจัดการผ่านระบบดิจิทัล การใช้ข้อมูลและการกำกับดูแล การวางแผนและการออกแบบทางดิจิทัล เพื่อให้การปรับรูปแบบการทำงานของหน่วยงานไม่มีปัญหาอุปสรรคในช่วงของระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่าน


@ย้อนดูมาตรการปรับโครงสร้าง-อัตรากำลังคนภาครัฐ
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2569 สำนักงาน ก.พ. ได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ให้ ครม.พิจารณา ซึ่งแนวทางการปฏิรูประบบราชการดังกล่าว มีการเสนอให้มีการปฏิรูประบบราชการด้านโครงสร้างและอัตรากำลัง ดังนี้
1.มาตรการตรึงอัตรากำลัง
เห็นควรให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็น ตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม
ทั้งนี้ สำหรับส่วนราชการที่ได้มีคำขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่มาที่สำนักงาน ก.พ. แล้วนั้น ให้ส่งคืนคำขอดังกล่าว โดยให้ส่วนราชการวางแผนกำลังคนและบริหารจัดการ และเตรียมความพร้อมของกำลังคนที่มีอยู่ เช่น ปรับปรุงตำแหน่งในสายงานภารกิจสนับสนุนเป็นตำแหน่งในสายงานภารกิจหลัก เกลี่ยอัตรากำลังไปใช้ในภารกิจที่สำคัญและจำเป็นก่อน
เร่งพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นให้บุคลากร ปรับกระบวนงาน/วิธีการปฏิบัติงาน นำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนนการปฏิบัติงาน รวมทั้งใช้การจ้างงานรูปแบบอื่นที่หลากหลายให้สอดคล้องกับภารกิจและลักษณะงาน ทั้งนี้ หากมีการปรับปรุงบทบาทภารกิจและโครงสร้างหน่วยงาน ให้ใช้แนวทางการปรับเปลี่ยนหน่วยงานให้ยืดหยุ่นและคล่องตัวขึ้น (Rearrange) โดยไม่เพิ่มจำนวนส่วนราชการระดับกอง กรอบอัตรากำลัง และงบประมาณ สำหรับกรณีการควบรวมหน่วยงาน การกำหนดแผนเปลี่ยนผ่านและบริหารอัตรากำลัง ให้เป็นไปตามมติ ก.พ.ร. และมติ ก.พ.
2.มาตรการลดขนาดกำลังคนภาครัฐ เห็นควรให้ยุบเลิก ดังนี้
2.1 ให้ อ.ก.พ. กระทรวงพิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2567 เป็นต้นไป ยกเว้น กรณีที่ได้มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว และรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้ คปร. ทราบภายในเดือน ธ.ค.2569
สำหรับกรณีกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการของทุกส่วนราชการ ที่ไม่มีการจ้างตั้งแต่ได้รับจัดสรรกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ รอบที่ 6 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2568-2571) ยังจำเป็นต้องคงกรอบอัตรากำลังไว้ก่อน เพื่อให้ส่วนราชการได้จ้างพนักงานราชการปฏิบัติงานในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทขาราชการแทน
2.2 ให้ อ.ก.พ.กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภทที่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ.2566-2570) กำหนดไว้
โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้นกรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์ และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2571-2575 ด้วย
2.3 ให้ อ.ก.พ.กระทรวงยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุราชการ ยกเว้น กรณีลาออก เสียชีวิต หรือพ้นจากราชการด้วยเหตุวินัยร้ายแรง จำนวน 11 สายงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เป็นต้นไป ได้แก่ 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร
4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ 8) นายช่างภาพ 9) นายช่างศิลป์ 10) บรรณารักษ์ (ยกเว้นกรณีกรมศิลปากรกระทรวงวัฒนธรรม) และ 11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมือผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการ และพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทนควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อให้อัตราตำแหน่งตามกรอบตำแหน่ง ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2575
3.มาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ
3.1 ให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลังในข้อ (1) และมาตรการยุบเลิกอัตรากำลังในข้อ (2) บนหลักการว่าจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน โดยการกำหนดเป้าหมายการปรับบทบาท ภารกิจและโครงสร้างส่วนราชการ จะต้องสอดคล้องกับหลักการปฏิรูปโครงสร้างส่วนราชการตามที่ ก.พ.ร. กำหนด
เช่น การลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ รวมทั้งความซํ้าช้อนของภารกิจในพื้นที่ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น การบูรณาการการปฏิบัติงานระหว่างส่วนราชการ องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานชองรัฐประเภทอื่น การถ่ายโอนงานภาครัฐให้ภาคเอกชนหรือภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน และการปรับกระบวนการทำงานที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาใช้สนับสนุนหรือทดแทนกำลังคนในการปฏิบัติราชการตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างส่วนราชการ ให้ดำเนินการโดยใช้วิธีการที่ไม่เพิ่มจำนวนหน่วยงานและอัตรากำลังในภาพรวมของส่วนราชการ (Rearrange) เป็นลำดับแรก และเมื่อดำเนินการตามวิธีการ Rearrange ควบคู่กับการปรับกระบวนการทำงานและ/หรือนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้จนครบระยะเวลา 1 ปีแล้ว พบว่ายังไม่สามารถตอบสนองภารกิจให้บรรลุเป้าหมายได้ ให้ส่วนราชการแสดงผลการดำเนินการที่ผ่านมา พร้อมทั้งปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัด เสนอต่อ ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาความจำเป็นและเหมาะสม หากจะเสนอขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
3.2 กรณีมีการยุบเลิกหน่วยงาน อันเนื่องมาจากการยุบเลิกภารกิจ การโอนภารกิจให้หน่วยงานอื่น หรือมอบหมายให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน ให้ส่วนราชการดำเนินการยุบเลิกตำแหน่งและอัตรากำลังที่เกี่ยวข้องตามมาตรการข้อ (2) อย่างเคร่งครัด
3.3 กรณีควบรวมหน่วยงาน โดยหลักการจะมีสาเหตุจากการลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินภารกิจ จึงต้องนำไปสู่การปรับลดกรอบอัตรากำลังของส่วนราชการใหม่ที่เกิดจากการควบรวมจึงเห็นควรให้
3.3.1 สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันพิจารณากำหนดอัตรากำลังในกรอบใหม่เท่าที่จำเป็นในหน่วยงานที่เกิดจากการควบรวม โดยให้สอดคล้องกับการปรับปรุงบทบาทภารกิจและโครงสร้างหน่วยงานใหม่และกำหนดแนวทางจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรและบุคลากร (Transitional Plan) เพื่อเป็นกรอบให้หน่วยงานไปจัดทำต่อไป
3.3.2 ส่วนราชการที่เกิดจากการควบรวมหน่วยงาน จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรและบุคลากร ตามแนวทางที่สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. กำหนด ภายในระยะเวลา 3 เดือน นับแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการควบรวมหน่วยงาน ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการสามารถนำวงเงินงบประมาณที่ประหยัดได้จากการลดอัตรากำลังและการปรับปรุงโครงสร้างของส่วนราชการในแต่ละปีแต่ไม่เกินหนึ่งในสามของวงเงินงบประมาณที่ประหยัดได้ไปกำหนดเป็นค่าตอบแทนพิเศษสำหรับบุคลากรที่มีผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานในระดับดีเดนตามหลักเกณฑ์ที่องค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคลกำหนด
4.มาตรการอื่นๆ
เนื่องจากการดำเนินการตามมาตรการตรึงอัตรากำลังและมาตรการลดขนาดกำลังคนภาครัฐจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของประเทศในระยะยาว โดยสำนักงาน ก.พ. อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง อาทิ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไปด้วย
ทั้งนี้ เห็นควรมอบหมายให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลทุกแห่งกำหนดมาตรการและกำกับดูแลการบริหารกำลังคนของหน่วยงานในสังกัดให้สอดคล้องกับการทบทวนบทบาทภารกิจ การปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ และเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยกำหนดเป้าหมายการปรับลดกรอบอัตราข้าราชการทุกประเภทในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2570-2575 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับมาตรการที่กำหนดไว้ข้างต้น
รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุม ครม. ได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 11 ส.ค.2569 และลงมติเห็นชอบในหลักการ ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ และให้สำนักงาน ก.พ. รับความเห็นของกระทรวงการคลังและสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา รวมทั้งข้อสังเกตของ สศช. ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป
อ่านประกอบ :
ครม.ไฟเขียวแนวทางปฏิรูป‘ระบบราชการ’ ชงยุบเลิกตำแหน่ง‘ขรก.วิชาการ-สายงานสนับสนุน’

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา